4 เหตุผลที่คุณเริ่มเล่นเวทเทรนนิ่งตั้งแต่วันนี้เลย

ramswaroop1

เวทเทรนนิ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในผู้ที่ออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบและรักการที่มีหุ่นที่ดี และเวทเทรนนิ่งก็สามารถเนรมิตร่างกายแบบนั้นให้กับคุณได้ครับ จริง ๆ แล้วมันยังมีเหตุผลอีกมากมายที่จะทำให้ผู้ที่ไม่เคยเริ่มเล่นเวทเทรนนิ่งมาก่อน ต้องหันมาออกกำลังกายชนิดนี้ และนี่คือ 4 เหตุผลที่คุณควรเริ่มเล่นเวทเทรนนิ่งตั้งแต่วันนี้เลย 1.หุ่นดีมากขึ้น แน่นอนอยู่แล้วครับว่าการเล่นเวทเทรนนิ่งเนี่ย มันจะทำให้หุ่นคุณดี เรียกได้ว่าดีแบบสุด ๆ เลย เพียงแค่เลือกการกินอาหารให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต้องการ ควบคู่ไปกับการเล่นเวทเทรนนิ่ง รับรองครับว่าหุ่นสวย ๆ อยู่ใกล้แค่เอื้อม 2.แข็งแรงและคล่องแคล่ว เนื่องจากเวทเทรนนิ่งเป็นการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และยังมีผลทำให้เส้นใยของกล้ามเนื้อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ขนาดใหญ่มากขึ้น นั่นหมายความว่าคุณจะมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังสามารถที่จะออกแรงได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น การขยับตัวก็ทำได้ดีคล่องแคล่วไม่ติดขัด 3.มั่นใจมากขึ้น อันนี้เป็นผลเนื่องมาจากข้อ 1 และ 2 ครับ ผมเชื่อว่าใครที่มีสุขภาพที่ดี ร่างกายแข็งแรง จะทำให้คน ๆ นั้นมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มันส่งผลดีมากในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกล้าแสดงออกต่อหน้าผู้คน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเป็นคนที่ไม่มั่นใจมาก่อน แต่พอได้มาเล่นเวทเทรนนิ่งแล้ว ผมพบว่าความมั่นใจของผมมันมีมากขึ้นด้วย 4.ชีวิตดีขึ้น ชีวิตดีขึ้นในหลายด้าน นี่คือผลของเวทเทรนนิ่ง มันไม่ได้ดีขึ้นเฉพาะในด้านร่างกายเท่านั้น มันยังดีต่อสภาพของจิตใจอีกด้วย อีกทั้งยังส่งเสริมในเรื่องของวินัย […]

ถึงจะลูก 2 แต่ยังสวยเป๊ะไม่เปลี่ยนแปลง เป้ย ปานวาด ลดน้ำหนักลง 5 โล สวยเป๊ะ เซ็กซี่สุดๆ

ramswaroop1

ใครคือ เป้ย ปานวาด เป้ย ปานวาด เกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2522 ที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นบุตรของวุฒิเวช เหมมณี กับสุวรรณา มงคลประจักษ์ เรียนชั้นอนุบาลและประถมศึกษาจากโรงเรียนถนอมศรีศึกษา, ระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเบตง (วีระราษฎร์ประสาน) และระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม เริ่มเข้าวงการโดยประกวดดัชชี่เกิร์ล ปี 2001 ได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับสอง ก่อนหน้านี้เธอเคยคบหากับ บุษย์ ปิยะวุฒิ, อาณัตพล ศิริชุมแสง, ทองภูมิ สิริพิพัฒน์ และวุฒิสิทธิ์ สืบสุวรรณ ต่อมาเป้ย ปานวาด ได้แต่งงานตามพิธีศาสนาอิสลามกับเรือเอก นิธิ บุญยรัตกลิน บุตรชายของพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน หลังทั้งคู่คบหากันได้ 8 เดือน เมื่อวันที่วันเสาร์ที่ 28 เมษายน […]

บุคลิกภาพที่ดีสร้างได้

ramswaroop1

บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งที่เรามองเห็นเป็นอันดับแรกเมื่อพบเจอกัน  เช่น การสัมภาษณ์งาน อาชีพพนักงานตอนรับ หรือแม้การใช้ชีวิตประจำวันทั่วๆไป กล่าวคือ ถ้าบุคลิกภาพเราดีก็ส่งผลให้ชวนมองและมีเสน่ห์ไปในตัว ยิ่งถ้าบางคนมีบุคลิกภาพที่ดีแล้วย่อมส่งผลให้มีโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิตได้ แล้วถ้าหากเราเป็นคนที่บุคลิกภาพไม่ดีจะทำอย่างไรกัน แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นและพัฒนากันได้ แล้วมีวิธีอย่างไรบ้างไปอ่านกันเลย 1.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายและสรีระเป็นสิ่งแรกที่เราสามารถมองเห็นเป็นอันดับแรก เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เห็นสัดส่วนของร่างกายชัดขึ้นและยังทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น 2.การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ คือการรับประทานอาหารให้ครบ5หมู่ อย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยมีการควบคุมสัดส่วนของอาหารแต่ละหมู่ให้พอดี เพราะถ้าเรารับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์จะส่งผลให้ร่างกายเราแข็งแรง มีพลังงานเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3.การพักผ่อน ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอราวๆ7-8ชม.และเวลาที่เหมาะกับการพักผ่อนคือช่วงเวลา 22-00น.จนถึง02.00น ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่ต่างๆที่ได้ใช้งานมาทั้งวันอิกทั้งจะหลั่งสารโกตฮอโมน์ซึ่งเป็นฮอโมนที่ช่วยสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย 4.การบริหารจิตใจ จิตใจเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญพอๆกับร่างกาย หากจิตใจเราอ่อนแอ ไม่มีสมาธิ ย่อมส่งผลให้ร่างกายเราอ่อนแอ เกิดความรู้สึกอ่อนไหว ตามไปด้วยซึ่งเป็นผลโดยตรงจากจิตใจ เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องรู้จักการบริหารจิต ด้วยการนั่งสมาธิ หากจิตของเรามีสมาธิ ก็จะทำให้เราเกิดปัญญาและส่งผลให้ร่างกายเราไม่อ่อนแอด้วย 5.ให้รางวัลกับตัวเอง การให้รางวัลกับตัวเองในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นพักผ่อนในสถานที่ผ่อนคลาย หากิจกรรมทำคลายเครียดหรือสิ่งที่เราชอบทำ จะเป็นการชาร์จพลังเพื่อเป็นการใช้ในสัปดาห์หน้าซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่เติมทั้งพลังใจและพลังกายไปในตัว ให้รู้สึกพร้อมที่จะเจอกับสิ่งต่างๆในสัปดาห์ต่อไป 5วิธีที่กล่าวมาข้างต้นคือวิธีง่ายๆที่จะทำให้เพื่อนๆพัฒนาบุคลิกภาพของตัวเองได้ ซึ่งบุคลิกภาพที่ดีนั้นต้องมาจากภายในนั้นคือจิตใจ หากสภาพจิตใจเราดีแล้วย่อมส่งผลมาสู่ภายนอกคือร่างกายที่ดูสดชื่นสดใส อิกทั้งหากเพื่อนๆนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารให้ครบทั้ง5หมู่แล้วเพื่อนๆก็จะมีแรงไปออกกำลังกายสร้างรูปร่างที่ดีๆให้กับตัวเองได้ส่งผลให้บุคลิกของภาพของเพื่อนๆดีไปด้วย แล้วอย่าลืมบุคลิกภาพดีแล้วทัศนคติต้องดีด้วย รับรองเพื่อนๆจะมีเสน่ห์เป็นที่หน้าเข้าหาของคนรอบข้างอย่างแน่นอน เครดิตภาพ […]

เปลี่ยนตัวเองเป็นคนคิดบวก

ramswaroop1

วิธีการคิดบวกนี้เป็นวิธีที่ได้รับการทดลองจากอาสาสมัคร ของผู้ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเปลี่ยนตัวเองให้คิดบวก ที่ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Psychology ในปี 2006 ที่ได้เปิดเผยว่า คนในโลกนี้ถูกแบ่งเป็น2 ประเภท คือพวกที่ไม่ค่อยคิดอะไร กับ พวกที่คิดมาก ซึ่งเป็นนิสัยที่แตกต่างกันมาก  แต่เมื่อทำการวิเคราะห์นิสัยของคนทั้งสองกลุ่มกลับพบว่า พวกเขามีวิธีการจัดการกับอารมณ์ด้านลบ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเองคือ หาสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข ซึ่งวิธีที่ทำให้ตัวเองมีความสุขมีดังต่อไปนี้ 1.ไม่ตัดสินสิ่งต่างๆจากสิ่งที่เห็น คือการไม่ตัดสินผู้อื่นจากภายนอก  เนื่องจากภายนอกที่เห็นไม่ได้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเขาเป็นแบบนั้นเลย เราต้องลองเรียนรู้และทำความเข้าใจ แล้วค่อยตัดสิน ความคิดบวกต้องเริ่มจากความรู้สึกที่เป็นกลางก่อน ไม่ใส่ความรู้สึกส่วนตัวเรา หรือความอติส่วนตัวเราลงไปด้วย เช่น การพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน ถ้าต้องเลือกปรับเงินเดือนให้กับพนักงาน2คนที่ผลงานดีเท่ากัน แต่การปรับขึ้นเงินเดือนที่ไม่เท่ากัน เพราะว่าเราชอบอีกคนมากกว่า แบบนี้ถือว่าเราใส่ความรู้สึกส่วนตัวแล้วอคติกับอีกคน  โดยเราต้อง ไม่ลืมว่าการคิดบวกไม่มีถูกหรือผิด คือการคิดพิจารณาจากสิ่งที่เห็นตามสภาพการณ์ 2.ผูกมิตรกับคนที่คิดบวกและร่าเริง ต้องยอมรับว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการเข้าสังคม การผูกมิตรกับเพื่อนที่มีความคิดที่ดี ร่าเริง สนุกสนาน ไม่จริงจังกับชีวิตมากจนเกินไป จากผลการวิจัยส่วนใหญ่เปิดเผยว่า ความเครียดสามารถส่งต่อหากันได้ โดยผู้รับจะค่อยๆเปลี่ยนทัศนคติไปทีละเล็กน้อยจนสังเกตเป็นพฤติกรรมได้ เพราะสภาพแวดล้อมนั้นมีผลต่อพฤติกรรมโดยตรงของมนุษย์ หากเราต้องการเริ่มคิดบวกให้หามิตรที่มองโลกในแง่บวกและร่าเริงกว่าคนที่ใช้ชีวิตจริงจัง 3.เป็นคนยืดหยุ่น […]

5วิธีพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น

ramswaroop1

คนเก่งในวันนี้อาจเป็นคนธรรมดาในวันหน้าหมายถึงว่าในขณะที่โลกหมุนและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆหากไม่มีการพัฒนาให้ก้าวตามยุคสมัยจากคนที่เคยเก่งเคยนำหน้าคนอื่นอาจจะถูกแซงจากคลื่น ลูกใหม่ ดังนั้นไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม พนักงานบริษัท เจ้าของธุรกิจ หรือมหาเศรษฐีสิ่งที่เราไม่ควรหยุดคือการพัฒนาตนเองตลอดเวลาแม้หลายคนจะบอกว่าไม่จำเป็น แต่เถ้าเป็นคนที่ล้าหลังคนอื่น ก้าวตามคนอื่นไม่ทันก็จะกลายเป็นช่องทางทำให้คนฉลาดกว่าเอาเปรียบเราได้ด้วยเหตุนี้ลองมาดู 5 วิธีพัฒนาตนเองว่ามีอะไรบ้าง 1 รับฟังคำวิจารณ์แบบตรงไปตรงมาจากคนรอบข้าง บางครั้งการถูกชมและการถูกรายล้อมด้วยการประจบสอพลอก็เป็นการหยุดพัฒนาตนเองได้เช่นกันเพราะคนเหล่านี้จะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าแท้จริงแล้วตัวเรามีข้อบกพร่องอย่างไร เนื่องจากเวลาทำอะไรแล้วคนอื่นบอกว่าดี บอกว่าสุดยอด มันทำให้เราหยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง ทางที่ดีเราควรรับฟังคำวิจารณ์เอาแบบตรงไปตรงมาบางครั้งอาจจะเป็นถ้อยคำที่รุนแรงไปบ้างแต่ก็ถือเป็นคำพูดที่ทำให้เรามองเห็นความบกพร่องของตนเองได้เป็นอย่างดี อย่าคิดว่าเป็นคำพูดรุนแรงทำร้ายจิตใจ แต่คำติเตียนก็เป็นการบอกข้อบกพร่องของเราได้เป็นอย่างดี ทำให้เราแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นและเกิดการพัฒนาตนเอง 2.มองโลกให้กว้างถ้าอยากพัฒนาตนเอง ต้องรู้จักมองคนที่อยู่ไกลกว่าตัวเราเอง ไม่ใช่มองคนที่อยู่รอบตัวแต่มองผู้คนที่ประสบความสำเร็จเป็นหัวหน้า เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ แต่หากจะไปให้ไกลควรคนมองให้ไปถึงระดับเจ้าของบริษัท เจ้าของกิจการร อย่าพอใจกับการมองในแบบสภาพแวดล้อมที่เราเคยรู้จัก มองและยอมรับกับสิ่งที่อยู่ไกลออกไปอาจเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยไม่เคยคิดว่าจะทำได้หรือไปถึงแต่สิ่งเหล่านี้หากรู้จักและเปิดหูเปิดตาและกล้าที่จะลงมือทำ ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นในการพัฒนาตนเองที่ดี 3.พยายามอยู่ร่วมกับคนที่เก่งกว่าเรา ลำพังการรู้จักข้อบกพร่องในตนเอง มีเป้าหมายที่ใหญ่ระดับโลกแต่สิ่งเหล่านี้อาจจะยังไม่เพียงพอต่อความสำเร็จหากแต่ยังไม่ลงมือทำจริง ซึ่งเราเองอาจคิดว่าเราฉลาด เก่ง มีความสามารถ แต่ขอให้เราลองไปอยู่ในกลุ่มคนที่เก่งๆ บางทีเราอาจจะรู้ได้เลยว่าความรู้ ประสบการณ์ ที่เรามี นั้นเป็นเพียงส่วนน้อยนิด เปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้เลย จุดนี้จะยิ่งทำให้เราพยายามพัฒนาตนเองให้ทัดเทียมเท่ากับคนอื่น รวมถึงการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้จากคนเก่งเหล่านั้น ให้เป็นเป็นประโยชน์ต่อตนเอง เช่น ต้องการอยากทำร้านอาหารเป็นของตนเองก็ลองหาเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านอาหารหรือคนที่มีกิจการด้านอาหารเหล่านี้  เข้าร่วมกับกลุ่มสนทนาในโซเชียล หรือหากมีโอกาสได้สังสรรค์กับคนกลุ่มนี้ก็ควรเข้าร่วม เพราะเป็นเส้นทางสำคัญที่จะนำเราไปสู่การพัฒนาตนเองได้ดีขึ้น 4.รู้จักสร้างกำลังใจให้ตนเอง […]

10 อันดับเรื่องแปลกในอดีตที่ทำกันจนเป็นปกติ

ramswaroop1

1.ใช้โคเคนรักษาโรค ในอดีตผู้คนมีความเชื่อว่ามีฤทธิ์รักษาไข้และปวดฟัน ถึงขนาดมีขายตามร้านขายยา และหาซื้อง่ายยิ่งกว่าลูกอม แถมยังเอามาเป็นยากล่อมประสาทสำหรับเด็กอีกด้วย 2.สวนของฤๅษี แค่ฟังชื่อก็แปลกแล้ว แต่มันคือสวนของฤๅษีจริง ๆ เป็นรสนิยมแปลก ๆ ของเศรษฐีในศตวรรษที่ 18 พวกเขาจะเลี้ยงฤๅษีไว้ในสวนส่วนตัวของตัวเองเพื่อเอาไว้ดูเล่นและเป็นเหมือนของสะสม และฤๅษีเหล่านั้นก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ตัดผมหรือตัดเล็บอีกด้วย 3.ของเล่นกัมมันตภาพรังสี ในปี 1950 ของเล่นชิ้นนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มันถูกตั้งชื่อว่า “เครื่องสร้างดัมมันตภาพรังสี” โดยในกล่องบรรจุไปด้วยแร่พอโลเนียมและแร่ยูเรเนียม ซึ่งเป็นสารที่สามารถปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมาได้ โดยของเล่นนี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้อย่างสนุกสนาน แต่อันตรายขนาดนี้ใครจะไปซื้อให้ลูกเล่นล่ะเนี่ย 4.สวนสัตว์มนุษย์ เบลเยี่ยมในปี 1958 นั้นถือว่าเป็นยุคที่การเหยียดสีผิวและเชื้อชาติถือว่ารุนแรงและป่าเถื่อนเป็นอย่างมาก สวนสัตว์มนุษย์คือข้อพิสูจน์ โดยสวนสัตว์นี้จะเหมือนกับสวนสัตว์ทั่วไปเด๊ะ ๆ เพียงแต่เปลี่ยนจากแสดงสัตว์เป็นจับคนมาแสดง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวแอฟริกาหรือชาวเอเชีย 5.แพทย์มักจะแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์สูบบุหรี่ ในปัจจุบันเรารู้ดีอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่นั้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นพิษต่อคนท้อง แต่มันเป็นมิตรกับลูกในท้องและทุกคน มันมีข้อเสียมากมาย แต่กระนั้นเมื่อ 70 ปีที่แล้วได้มีแพทย์ชาวอเมริกันแนะนำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์สูบบุหรี่เพื่อแก้อาการท้องผูก 6.คอลเลคชั่นสะสมชิ้นส่วนมนุษย์ ในอดีตการสะสมชิ้นส่วนของมนุษย์ที่เป็นเรื่องปกติสุด ๆ เปรียบเสมือนการเก็บถ้วยรางวัลยังไงอย่างงั้น โดยเฉพาะนายทหารที่มักจะสะสมหัวกะโหลกของศัตรู แม้แต่สัปเหร่อก็มักจะขโมยชิ้นส่วนกระดูกของมนุษย์มาสะสมบ่อย ๆ 7.บริการทัวร์ชมโรงพยาบาลจิตเวช ในอดีตโรงพยาบาลจิตเวชถือว่าใช้ค่ารักษาแพงมาก […]

อาหารบำรุงสมอง

ramswaroop1

สมอง คืออวัยวะที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในขณะที่เคลื่อนไหวหรือแม้แต่การนอนหลับนิ่งๆ สมองยังสั่งการและควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนสมองของเราจะต้องเกิดความอ่อนล้า ดังนั้นเราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของระบบประสาทและสมองแล้วอาหารที่มีประโยชน์กับสมองของเรามีดังต่อไปนี้ 1.กลุ่มอาหารประเภทผัก -ผักโขม  ผักโขมมีประโยชน์ต่อเซลล์ประสาทและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับตัวรับส่งข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทเพราะมีเอมไซม์ที่มีประโยชน์ และดีต่อระบบความจำเพราะมีกรดโฟลิกสูง และนักวิจัยพบว่าการที่เราทานผักโขมร่วมกับผักใบเขียวชนิดอื่นๆเป็นประจำจะช่วยลดอาการความจำเสื่อมได้ -พืชตระกูลถั่ว ถั่วมีหลากหลายชนิดอันได้แก่ วอลนัท แมคคาเดเมีย อัลมอนด์ และถั่วลิสง ถั่วเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งรวมโปรตีนชั้นดีมีไฟเบอร์สูงและมีไขมันดีปริมาณมาก และยังเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ช่วยทำให้เรากระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้น ขณะที่โปรตีนและไขมันช่วยทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลเกิดความสงบและสร้างความผ่อนคลายและนอกจากนั้นยังมีวิตามินอีที่สำคัญต่อกระบวนการจำและความคิด -แปะก๊วย จัดเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคสมองเสื่อมอาการหลงๆลืมๆช่วยบำรุงเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงสมองหากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอจะทำให้สมองฝ่อและเสื่อมสมรรถภาพไปในที่สุดและยังรักษาโรคซึมเศร้าอีกด้วยการรับประทานสดๆจะได้ประสิทธิภาพที่มากกว่า 2. อาหารประเภทผลไม้ -ผลไม้รสเปรี้ยวและกลุ่มตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นอกจากมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณและดวงตาแล้ว ยังเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงสมองอีกด้วยได้แก่ สตอเบอรี่ บลูเบอรี่ เชอรี่ เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองช่วยปรับความดันโลหิตให้สมดุล มีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซีสูงช่วยเพิ่มระบบ ไอคิวและป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น ช่วยเพิ่มเซลล์ประสาทให้มีความจำที่ดีขึ้น และบลูเบอร์รี่สดมีประสิทธิภาพต่อความจำระยะยาว -แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่มีสารสื่อประสาท อะเซติลโคลีน ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทำให้สมองตื่นตัวและลดการติดเชื้อของเซลล์ประสาทอันเป็นสาเหตุของเซลล์ประสาทที่ตายแล้วและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดอาการหลงลืม สับสน และอารมณ์แปรปรวนง่าย -มะเขือเทศ นอกจากเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณแล้ว ในมะเขือเทศนั้นจะมีไลโคปีนที่ช่วยป้องกันอาการหลงลืมและถ้าเรานำมะเขือเทศไปผ่านความร้อนแล้วจะทำให้ไลโคปีนเพิ่มขึ้นและยังมีส่วนช่วยป้องกันอาการวิกลจริตด้วย 3.กลุ่มอาหารประเภทเนื้อสัตว์ -ปลาทูน่า สัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่มีโอเมก้า 3 และ […]

อยากพัฒนาตัวเองต้องไม่มี 5 ทัศคตินี้

ramswaroop1

เราเคยมีความรู้สึกไหมว่าทำไมคนอื่นถึงพัฒนาตัวเองได้ไวกว่าเพราะอะไรเขาถึงประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำ หรือเคยสงสัยไหมว่าทำไมตัวเราเองถึงย้ำอยู่กับที่ไม่มีการพัฒนาตัวเองเลย ถ้าสงสัยเราลองว่าเช็คลิสต์กันเลยว่าเรามีทัศนคติแบบนี้อยู่หรือไม่ 1.ทัศนคติที่ดูถูกตัวเอง คือคนที่มีความคิดที่บอกกับตัวเองว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทำไม่ได้ทั้งๆที่เรายังไม่ได้ลงมือทำ มันจึงทำให้พลาดโอกาสหลายๆอย่างที่เข้ามาเพียงเพราะเราไม่ได้ลองเปิดใจให้โอกาสตัวเองได้ลองทำ ทำให้ตัวเราเองไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้การที่เราจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เราต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้ให้โอกาสตัวเองได้เจอกับสิ่งใหม่ๆ ส่วนเราจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้หรือไม่มันก็ต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทน แต่ถ้าหากเราลงมือทำแต่ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้มีการพัฒนาตัวเองแล้วจากที่ไม่ลงมือทำแต่เปิดใจที่จะลงมือทำมัน 2 ทัศนคติผลัดวันประกันพรุ่ง หลายคนคงมีทัศนคติแบบนี้เพียงไม่กี่เหตุผล เช่น ที่ไม่อยากทำในตอนนี้เกิดจากเมื่อยล้าในแต่ละวันจึงทำให้ผลัดวันเลื่อนการทำสิ่งนั้นแต่ก่อน ไม่มีการวางแผนจัดลำดับความสำคัญของงาน เป็นต้น พอถึงเวลาทำก็ทำสิ่งแบบเร่งรีบ ทำให้ผลงานที่ออกมาไม่ดีและไม่เกิดการพัฒนา หรือทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันเพราะไม่มีการจัดลำดับงาน วิธีที่ง่ายๆคือเราต้องลงมือทำมันโดยทันทีแต่เป็นการลงมือทำอย่างตั้งใจคิดไว้เสมอว่าสิ่งที่ทำมันคือคุณภาพที่บ่งบอกถึงตัวเราเองหรือวางแผนจัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละอย่างจะได้ไม่เหนื่อยหรือสับสนมากจนเกินไป 3.ทัศนคติมองคนจากภายนอก ทัศนคตินี้ถ้ามีในตัวจะทำให้เราพลาดโอกาสในการทำความรู้จักกับคนใหม่ๆทัศนคติใหม่ๆเพียงเพราะเราตัดสินเขาจากภายนอกเช่น หน้าตา ฐานะ การแต่งตัว เป็นต้น ซึ่งทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งบางคนแต่งตัวดีทัศนคติในการใช้ชีวิตอาจจะแย่มากๆหรือในบางคนที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยแต่มีทัศนคติในการใช้ชีวิตที่ดีมากๆแบบนี้เราก็จะได้เพื่อนที่เพิ่มมาอีกหนึ่งคน หากเราอยากได้เพื่อนที่ดีเราควรให้ความจริงใจในการคบหาได้ลองคุยทำความรู้จักกันก่อนแล้วค่อยตัดสินเขาอย่าตัดสินเขาจากภายนอก 4.ทัศนคติหลงกับทุกเรื่อง ทัศนคติแบบนี้จะทำให้ตัวเองหาความสุขไม่ได้และไม่เกิดการพัฒนาให้กับตัวเองเพราะมองทุกอย่างเป็นเรื่องของโชคชะตาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันเป็นเรื่องโชคร้ายเราก็จะรอ แต่ให้โชคดีเข้ามาโดยที่เราไม่ยอมลงมือทำและไม่ยอมพัฒนาให้ตัวเองให้ดีขึ้นกับการที่เราอยู่ใกล้ชิดกับคนที่คิดลบมากๆเราจะทำรู้สึกคิดลบตามไปด้วย ทางแก้คือ เราต้องเติมพลังบวกให้กับตัวเองและไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่รายล้อมด้วยคนคิดลบ 5.ทัศนคติการยึดติดกับสิ่งเดิมๆ คือเราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถอยู่กับสิ่งเดิมๆได้ตลอดไป การที่เรายึดติดกับสิ่งเดิมๆที่เราเคยได้มาและไม่รู้จักหาใหม่หรือเพิ่มพูนทักษะ ที่มีให้ดียิ่งขึ้นเราก็จะเป็นคนที่ไมเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คนเราจะพัฒนาตัวเองได้ เราก็ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและเพิ่มพูนทักษะตัวเองที่มีอยู่ให้เกิดการพัฒนา และนี่คือ5 ทัศนคติที่ทำให้ตัวเองไม่เกิดการพัฒนา ถ้าเราอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่านี้ เราต้องปรับทัศนคติเหล่านี้ให้ได้ เชื่อเถอะครับยังไงก็มีความเปลี่ยนแปลง ไม่มากก็น้อย ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงใครบอกว่าแต่ขึ้นอยู่กับคุณลงมือทำแล้วหรือยัง […]

หน้ากากอนามัย ทิ้งยังไงให้ถูกวิธี

ramswaroop1

สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ ทุกวันนี้เราใส่หน้ากากอนามัยแทบจะเป็นชีวิตประจำวันแล้ว ต้องใส่ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้อื่น ซึ่งหน้ากากอนามัยก็มีหลายประเภทที่แตกต่างกัน แต่ที่เห็นใช้หลัก ๆ ก็จะมีแค่แบบผ้า กับ แบบกระดาษ ที่เราเห็นได้ตามทั่วไป พอพูดถึงเรื่องหน้ากากอนามัยแบบกระดาษแล้ว เราก็จะใช้แค่ครั้งเดียวแล้วทิ้งเลย ซึ่งมันง่ายกว่าแบบผ้ามาก ๆ เพราะหน้ากากแบบผ้า เราก็ต้องซักแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ แล้วก็ใช้วนไป กลับมาที่เรื่องหน้ากากแบบกระดาษ ตอนที่เราใช้เสร็จแล้วทิ้ง เพื่อน ๆ รู้วิธีการทิ้งของมันหรือไม่?? แน่นอนว่าบางก็รู้ บางคนก็ไม่รู้ ซึ่งมันไม่เป็นไรค่ะทุกคน วันนี้เราเลยจะมาบอกเพื่อน ๆ กันว่า การทิ้งหน้ากากอนามัยแบบกระดาษ เราต้องทำยังไงกันบ้าง แล้วทำไมถึงต้องรู้วิธีการทิ้งด้วย ไปดูกันเลยค่ะ 1. ก่อนเราจะถอดหน้ากากอนามัยนะคะ เราต้องล้างมือก่อนที่จะถอด 2. ใช้มือทั้งสองข้างของเราจับที่สายรัดค่ะ แล้วดึงหน้ากากออกมากเป้นแนวตรงนะ พยายามไม่ให้โดนสัมผัสด้านหน้าของหน้ากากอนามัย เพราะตรงนั้นคือแหล่งเชื้อค่ะ 3. จับที่ขอบของหน้ากากอนามัย แล้วพับครึ่ง แต่ตรงส่วนนี้ต้องเก็บส่วนที่สัมผัสร่างกายให้อยู่ด้านในนะคะ 4. พับครึ่งอีก 2 […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me