โลกคู่ขนานคืออะไรมีจริงหรือไม่

ramswaroop1

โลกคู่ขนาน: มีนักฟิสิกส์หรือนักคณิตศาสตร์คนหนึ่ง ได้ให้คำนิยามเกี่ยวกับโลกคู่ขนานเอาไว้ว่าในโลกนี้นั้น จะมีบุคคลหนึ่งคนบนโลก หรือรวมทุกคนบนโลกได้ 1 คน ถ้ามี 1 ตัวตอนแรกภายในอีก 1 ตัวของเรานั้น ไปอยู่บนอีกโลกหนึ่งที่เป็นโลกคู่ขนานของเราซึ่ง เขาคนนั้นจะมีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนเราทั้งหมดเหมือนกับฝาแฝด ทำทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเรามีความรู้สึกนึกคิดเหมือนเราทุกอย่าง ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทฤษฎีเกี่ยวกับโลกคู่ขนานมีจริงหรือเปล่าจากคำนิยามที่เคย มีนัดที่ศิลปะวิทยาศาสตร์นั้นที่คิดค้นทฤษฎีนี้ ซึ่งสาเหตุของโลกคู่ขนานนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเกิดมาจากอะไรหรือว่ามีจริงหรือไม่ซึ่ง อาจจะเชื่อมโยงมันเกี่ยวกับเดจาวูหรือเปล่า เดจาวูคือ เดจาวูคือ สิ่งที่เราอาจจะเคยเห็นมาก่อนหรืออาจจะเคยทำมาก่อน แต่เราจำไม่ได้ว่าเราเคยทำหรือไม่เคยทำหรือเปล่าแต่เรารู้จัก หนูคุ้นเคยกับสถานที่นั้นๆเรากลับว่าเคยไปมาแล้วทั้งที่จริงเราอาจจะยังไม่เคยไปสถานที่นั้นด้วยซ้ำ ช่วงนี้อาจเป็นปรากฏการณ์เดจาวู ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนหรือ เพศต่างๆก็ตามสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งหมดเมื่อคุณมีความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเมื่อเราพูดถึงเรื่องคู่ขนานแล้ว สำหรับบางคนก็จะเชื่อบ้างหรือบางคนก็อาจจะไม่เชื่อบ้างเพราะทฤษฎีนี้เราก็ยังไม่รู้กันว่า ในเชิงปฏิบัตินั้นมีอยู่จริงหรือเปล่าและเราจะค้นพบตัวตนของเรา อีกคนนึงในโลกคู่ขนานได้ไหม และเราอยากจะรู้ว่าจะมีจริงหรือเปล่าว่าคนที่หน้าตาเหมือนกับเราทุกอย่างมีใส่แล้วความรู้สึกนึกคิดเหมือนกับเราทั้งหมด หรือความจริงแล้วโลกคู่ขนานนั้นต้องการสื่อว่า มีคนคนหนึ่งอยู่บนโลกใบหนึ่งของ โลกใบเดียวกับเราแต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาเป็นใครหรือเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ซึ่งถ้าตามหาผังโลกใบนี้ก็คงจะไม่เจอ เพราะเขาอาจจะอยู่บนโลกคู่ขนานเดียวกับเรา มีสิ่งแวดล้อมและครอบครัวต่างๆ เหมือนเราทั้งหมด เรากลับว่ามีเราอีกคนนึงอยู่บนโลกใบนึง ซึ่งในทางทฤษฎีของทางวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์แล้วตอนนี้นั้นก็ต้องหาคำตอบกันไปอยู่ ว่าทฤษฎีของโลกขนาดนั้นมีจริงหรือไม่ถ้ามีจริง เราก็จะมาเขียนบทความอยู่นั้นมาบอกเกี่ยวกับทฤษฎีนี้กันแต่ว่าต้องรอดูก่อน ว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับทฤษฎีโลกคู่ขนานนี้จะมีจริงหรือไม่สำหรับใครที่อยากรู้นั้นก็สามารถ เข้ามาอ่านบทความนี้ได้เลย เป็นต้น. เครดิตของรูปภาพทั้งหมด รูปที่ 1 […]

ดิเอ็กซอร์ซิสต้นแบบภาพยนตร์ไล่ผี

ramswaroop1

การไล่ผีเป็นประเพณีอย่างหนึ่งในหลายๆพื้นที่ในโลก ทั้งในยุโรป เอเชียและอาฟริกา ในศาสนาคริสต์ให้คำจำกัดความของคำว่าผี คือวิญญาณที่ชั่วร้ายหรือปิศาจ ที่ต้องการเข้ามาครอบงำเหยื่อเพื่อจุดประสงค์บางประการของตน โดยใช้อำนาจเหนือธรรมชาติ ทำให้เหยื่อมีความผิดปกติทางกายและมีพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปและอาจจะจะมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ ที่เกิดจากการควบคุมบังคับของวิญญาณชั่วร้ายเหล่านั้น การไล่ผีคือพิธีกรรมการขับไล่ความชั่วร้ายหรือปิศาจออกไปจากการควบคุมเหยื่อและทำให้วิญญาณของผู้ที่ถูกความชั่วร้ายเข้าควบคุมได้รับอิสระ การไล่ผีที่เกิดขึ้นแต่ละกรณีต้องกระทำโดยบาทหลวงหรือพระคาร์ดินาลที่ได้รับอนุญาตจากวาติกัน และต้องกระทำการโดยพระคาร์ดินาลที่มีประสบการณ์และความชำนาญ เพราะถ้าทำไปโดยไม่เข้าใจหรือใช้วิธีที่รุนแรงเกินไปบางครั้งอาจเกิดอุบัติเหตุทำให้เหยื่อที่ถูกผีเข้าสิงถึงกับเสียชีวิต พิธีการไล่ผีของพระคาร์ดินาลในสมัยก่อนก็มักจะมีอุปกรณ์ประกอบ คือไม้กางเขน น้ำมนต์และคัมภีร์ไบเบิ้ล โดยในระหว่างการไล่ผีจะใช้บทสวดจากคัมภีไบเบิ้ลเป็นหลัก สำหรับฮอลลีวู้ดเองก็มีการสร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการไล่ผีออกมาหลายเรื่อง ภาพยนต์ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดและถือว่าเป็นต้นแบบของภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการไล่ผีจนมีการสร้างภาพยนตร์ประเภทนี้ตามออกมาอีกหลายเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้คือดิเอ็กซอร์ซิส (The Exorcist) หรือมีชื่อภาษาไทยว่าหมอผีเอ็กซอร์ซิส ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขี้นในปี 1973 จากบทประพันธ์ของวิลเลียม ปีเตอร์ แบตตี้ (William Peter Batty) ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับการแสดงโดยวิลเลียม ฟรีดกิ้น (William Friedkin) เนื้อเรื่องของดิเอ็กซอร์ซิส สำหรับเนื้อเรื่องโดยย่อของดิเอ็กซอร์ซิส เริ่มต้นที่เมืองโบราณฮาตรา ประเทศอิรัก หลวงพ่อแลงคาสเตอร์ เมอร์ลินนักบวชคาทอลิกได้ไปทัาทายพาซูซูปิศาจโบราณในระหว่างการขุดค้นโดยยืนประจันหน้ากับรูปปั้นของมัน ขณะเดียวกันที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศอาฟริกาใต้ นักแสดงหญิงชื่อดังคริส แมคนีลอาศัยอยู่กับเรแกนลูกสาวของเธอในอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง เรแกนเริ่มมีลักษณะแปลกและผิดปกติไป คริสจึงพาเธอไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการทางจิตแต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ คืนหนึ่งเพื่อนของคริสชื่อเบิร์ก แดนนิ่งถูกโยนออกทางหน้าต่างห้องนอนของเร […]

บาดแผลของทหารใหม่ในสงครามโลกครั้งที่ 1

ramswaroop1

         สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในยุโรประหว่างปี 1914 ถึง 1918 และทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนมากกว่า 17 ล้านคนและมีผู้พิการอีกกว่า 20 ล้านคน ในขณะที่ประเทศเยอรมนีเข้าร่วมในสงคราม รัฐบาลเยอรมันพยายามระดมคนหนุ่มที่อยู่ในโรงเรียนให้สมัครเข้าร่วมรบ โดยการสร้างความรู้สึกฮึกเหิมในความรักชาติและการรับใช้แผ่นดินเกิดโดยสมัครเข้าร่วมในกองทัพ เมื่อทหารใหม่เหล่านี้เข้าสู่สงคราม ชีวิตของพวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป          พอล เบาเมอร์ (Paul Baumer) เป็นหนึ่งในเด็กหนุ่มเหล่านั้น พอลและเพื่อนๆ สมัครเข้าสู่กองทัพเพื่อร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม บรรดาทหารใหม่เดินทางมาถึงสมรภูมิโดยรถไฟ เข้าสู่พื้นที่การสู้รบที่เต็มไปด้วยความรุนแรงมีทหารข้าศึกอยู่ทุกหนทุกแห่ง เกวียนเทียมม้าที่บรรทุกกระสุนจนเต็มวิ่งแข่งกันมาขณะที่ฝนตกตลอดเวลา          ทหารใหม่พบว่าที่นี่ไม่มีอาหารเพียงพอ พวกเขาไม่ได้กินอาหารเช้าเลย แม้แต่ทหารเก่าเองก็ไม่ได้กินอาหารมาสองวันแล้ว ทหารเก่าคนหนึ่งชื่อแคทซินสกี้ (Katczinsky) ได้ออกไปหาของกินและเขากลับมาพร้อมกับหมูที่ถูกฆ่าซึ่งเขาขโมยมาจากครัวสนาม          เมื่อทหารใหม่เดินทางไปถึงแนวหน้า หลังจากใช้เวลาหลายวันในบังเกอร์ภายใต้การทิ้งระเบิดอย่างหนัก ในที่สุดพวกเขาก็เคลื่อนออกจากสนามเพลาะและขับไล่ข้าศึกได้สำเร็จ หลังจากนั้นพวกเขาถูกส่งกลับไปที่ห้องครัวภาคสนามเพื่อรับส่วนแบ่งอาหาร ทหารใหม่แต่ละคนได้รับอาหารสองเท่าเนื่องจากมีคนตายไปครึ่งหนึ่ง          ทหารใหม่ทราบว่าพวกเขาต้องจะกลับไปที่แนวรบอีกในวันรุ่งขึ้นและเริ่มตั้งข้อสงสัยว่ามีการรุกรานกันเกิดขึ้นจริงหรือและความขัดแย้งเหล่านี้มันเกี่ยวข้องกับพวกเขาหรือไม่          ในขณะที่เหล่าทหารใหม่เข้าโจมตีสุสานแห่งหนึ่ง พอลแทงทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งด้วยดาบปลายปืนแต่ตัวเองก็ต้องติดอยู่ในหลุมทั้งคืนกับทหารคนนี้ที่กำลังจะตาย พอลพยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยชีวิตทหารคนนี้ตลอดทั้งคืนโดยให้เขาดื่มน้ำแต่รักษาชีวิตทหารคนนี้ไม่ได้            พอลร้องไห้อย่างขมขื่นและขอร้องให้ศพทหารฝรั่งเศสพูดกับเขาเพื่อที่เขาจะได้รับการอภัย […]

บอกเล่าปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานของเหล่าสัตว์ลึกลับใต้มหาสมุทร

ramswaroop1

            โลกของเรานั้นมีอะไรน่าสนใจที่ผู้คนยังไม่ได้ค้นพบและวิทยาการก็ยังเข้าไม่ถึงอีกเยอะแยะ แม้ว่าเราจะสามารถสำรวจนอกโลกจนได้ค้นพบดาวใหม่หรือกาแล็กซี่ใหม่มากมายที่น่าสนใจแล้ว แต่อย่าลืมว่าในโลกของเรายังมีอีกสถานที่ที่ไม่มีใครเข้าไปถึงนั่นก็คือ “ใต้มหาสมุทร” ซึ่งไม่อาจมีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วมันมีความลึกแค่ไหนกันแน่ แล้วใต้ก้นบึงจริงจะมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง แต่ที่น่าสนใจคือ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อกันว่าส่วนใต้มหาสมุทรที่เราเข้าไม่ถึงนั้นเป็นที่อยู่ของเหล่าเงือก เนสซี และสัตว์ดึกดำบรรพ์มากมายที่เราคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วซึ่งความจริงยังมีอยู่ เพราะมีหลักฐานมากมายที่หลายคนพบสิ่งมีชีวิตตามตำนานเหล่านี้แอบขึ้นมาให้มนุษย์เห็นบนบกและยังมีปัจจัยมากกว่าหนึ่งที่มาให้น้ำหนักกับข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจของเหล่าสัตว์ลึกลับใต้มหาสมุทร ดังนี้ อีก95%ใต้มหาสมุทรเรายังสำรวจไม่ถึง             ในปัจจุบันนี้แม้ว่าเทคโนโลยีและวิทยาการของมนุษย์เราจะก้าวหน้ามากขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรการดำน้ำลงไปสำรวจใต้มหาสมุทรก็ยังคงทำอย่างยากลำบากจึงสามารถสำรวจได้แค่ 5% ของมหาสมุทรเท่านั้น ยังเหลืออีก 95% ที่เรายังไม่ได้เข้าไปสำรวจถึงซึ่งใครจะไปรู้ว่าลึกลงไปจากจุดที่เราสำรวจไม่ถึงนอกจากจะมีอุณหภูมิของน้ำที่แตกต่างออกไปแล้ว ยังอาจมีสภาพแวดล้อมและสถานที่โบราณน่าตกตะลึงที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนจนนำไปสู่การค้นพบที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์ลึกลับใต้มหาสมุทรก็เป็นได้ มีการสำรวจพบทะเลใต้มหาสมุทรบางแห่งอีกชั้น             ที่ผ่านมาเคยมีนักดำน้ำเข้าไปสำรวจตามแหล่งน้ำที่มีระดับความลึกเชื่อมกับทะเลมหาสมุทรซึ่งคนทั่วไปเข้าไม่ถึงหลากหลายที่และเป็นที่น่าตกตะลึงเมื่อพวกเขาดำลึกลงไปในจุดที่ออกซิเจนเริ่มน้อยจนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนบกก็ไปพบเข้ากับน้ำทะเลอีกชั้นที่มีสีและความเข้มข้นแตกต่างจากน้ำทะเลที่พวกเขาดำกันลึกลงมาไปอีก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่สามารถฝ่าน้ำทะเลอีกชั้นเพื่อดำลงไปดูได้เพราะจากการตรวจสอบพบว่าน้ำทะเลชั้นนี้มีแก๊สที่เป็นอันตรายมากทำให้พวกเขาต้องถอดใจกัน แต่จากข้อสันนิษฐานของคนส่วนใหญ่เชื่อกันว่านั่นอาจจะเป็นทะเลที่เปรียบเสมือนทางลัดเข้ามาสู่แหล่งที่สัตว์ลึกลับเหล่าใต้มหาสมุทรหลบซ่อนตัวอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งสัตว์เหล่านั้นอาจจะใช้ชีวิตอยู่ในน้ำทะเลที่เต็มไปด้วยแก๊สซึ่งแตกต่างจากสัตว์น้ำทั่วไปใน 5%ที่ค้นพบในทะเล สัตว์น้ำลึกลับที่มาบนบกเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นได้ในจุดที่ค้นพบ             สัตว์น้ำลึกลับมากมายที่มีคนเคยถ่ายภาพและวีดีโอจัดเก็บไว้เป็นหลักฐานจนออกข่าวดังไว้ได้อย่างเนสซีหรือเงือกเป็นสิ่งมีชีวิตที่คนเชื่อว่าไม่มีอยู่จริงและเนสซีก็เป็นหนึ่งในไดโนเสาร์ที่ควรจะมีชีวิตอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์พันปีมาแล้ว การจะมาปรากฏตัวในปัจจุบันจึงนับเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์และสัตว์ลึกลับเหล่านี้หากมีอยู่จริง แน่นอนว่าไม่สามารถพบได้ตามใต้มหาสมุทรที่เราค้นพบเพียง 5% นี้ได้แน่นอน แม้จะแอบซ่อนตัวอย่างไรก็ต้องเจอ ยกเว้นจะเกิดพลัดหลงมาจากส่วนใต้มหาสมุทรที่ลึกลงไปในจุดที่มนุษย์เข้าไปสำรวจไม่ถึง รูปภาพประกอบ : Pixabay #ทะเลใต้มหาสมุทร #สัตว์ลึกลับใต้มหาสมุทร #โลกใต้มหาสมุทร

ทำไมคำว่า “มะเรื่อง” จึงไม่ค่อยมีคนพูด?

ramswaroop1

            ในชีวิตประจำวัน คุณอาจจะเคยได้ยินคำพูดว่า “พรุ่งนี้” ซึ่งหมายถึง วันถัดไปจากวันนี้ และคำว่า “มะรืน” ซึ่งหมายถึง วันที่ถัดจากวันข้างหน้าไป แต่น่าแปลกที่ไม่ค่อยมีใครพูดคำว่า “มะเรื่อง” ซึ่งหมายถึง วันที่ถัดจากวันต่อ ๆ ไปอีก หากคุณอยากรู้ว่าเหตุใดจึงไม่ค่อยมีใครใช้คำว่า “มะเรื่อง” กัน วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัย “มะเรื่อง” เป็นคำที่ดูโบราณเมื่อฟัง             คำว่า “มะเรื่อง” เป็นศัพท์ไทยที่นิยมใช้ในสมัยโบราณซึ่งเวลานี้หากไม่ใช่คนตามแถบชนบทในอำเภอเล็ก ๆ หรือคนที่มีอายุแปดสิบปีขึ้นไปก็มักจะไม่ใช้กัน แค่ “มะรืน” ก็ทำให้บางคนเริ่มสับสนกันบ้างแล้ว และมะเรื่องก็ไม่เหมาะสำหรับนำมาใช้ในการสื่อสารยุคใหม่ที่คนไม่ชอบการคิดหาความหมายโดยนัยกันมากด้วย ยิ่งคำทับศัพท์จากชาติตะวันตกเข้ามาในประเทศไทยก็ยิ่งทำให้คำเก่า ๆ เลิกใช้สื่อสารไปมากมาย มะเรื่องจึงกลายเป็นคำที่ไม่มีตัวตนไปจากระบบการสื่อสาร “มะเรื่อง” อาจสื่อความหมายให้เข้าใจผิดได้             ด้วยในยุคปัจจุบัน คำว่า “มะเรื่อง” ไม่ค่อยมีใครใช้กัน จะเห็นคนใช้ก็น้อยมาก คนรุ่นใหม่จึงไม่รู้จักคำนี้กันและหากคุณพูดคำว่า “มะเรื่อง” กับคนอื่นก็อาจทำให้พวกเขาสับสนหรือคิดว่าคุณกำลังชวนเขาคุยเรื่องผลไม้กันก็เป็นได้ เพราะมีคำว่า “มะ” เหมือนกัน […]

คนโบราณมีวิธีคลายร้อนอย่างไร?

ramswaroop1

            แม้ในยุคสมัยโบราณนั้นอากาศจะไม่ร้อนเท่าสมัยปัจจุบันจนต้องมีเครื่องปรับอากาศติดตั้งกันหลายบ้าน แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะอดทนอยู่กันแบบเรียบง่ายได้ในทุกวันโดยไม่รู้สึกอะไรเลยนะคะ ยิ่งช่วงเดือนเมษาบ่าย ๆ แดดก็ยิ่งแรงมากขึ้น พวกเขาเองจึงต้องมีวิธีคลายร้อนตามฉบับของพวกเขาซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเผื่อใครอยากนำไปใช้บ้าง ปะแป้งทาน้ำอบเพื่อคลายร้อน             คนโบราณมีวิธีคลายร้อนที่เรียบง่ายเมื่ออยู่บ้านเรือนอย่างการปะแป้งให้รู้สึกเย็นสดชื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม หลังจากอาบน้ำหรือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นผ้าแถบหรือเสื้อกล้ามก็จะทาแป้งเต็มตัวเต็มหน้าจนขาวไปหมดเพื่อความเย็นสดชื่นและทาน้ำอบที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดให้รู้สึกสดชื่น คลายความร้อนและวิงเวียนศีรษะได้ดี ส่วนผู้ชายโบราณก็มักจะสวมแค่กางเกงหรือโสร่งตัวเดียวและทาแป้งทั่วตัวซึ่งปัจจุบันในชนบทก็ยังมีให้เราเห็นอยู่ เล่นน้ำในแม่น้ำลำคลองเพื่อคลายร้อน             การเล่นน้ำในแม่น้ำลำคลองเป็นกิจกรรมสุดสนุกสนานและคลายร้อนยอดนิยมของคนโบราณในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ที่มักออกมาเล่นน้ำกันในช่วงบ่าย 3 ที่แดดเริ่มจะร่มมากขึ้น มีการแข่งกันว่ายน้ำ เล่นน้ำไปคุยกันไป บางทีก็แข่งหายใจใต้น้ำ บางคนถือโอกาสเล่นน้ำและอาบน้ำช่วงเย็นไปด้วยในตัว เนื่องจากแม่น้ำลำคลองสมัยก่อนสะอาดกว่าสมัยนี้จึงสามารถอาบน้ำได้โดยไม่คันเนื้อตัวจากเชื้อโรคเหมือนสมัยนี้ ซึ่งใครที่อยากใช้วิธีนี้คลายร้อนในปัจจุบันก็คงต้องดูก่อนเนาะว่าแม่น้ำลำคลองคุณสะอาดพอที่จะลงเล่นได้หรือไม่ แล้วอีกอย่างคือความปลอดภัยจากน้ำลึก น้ำวน และจระเข้ที่อาจมาได้ ทำน้ำลอยดอกมะลิเพื่อคลายร้อน             สมัยก่อนคนโบราณมักจะเกิดอาการกระหายน้ำบ่อย ๆ ในวันที่มีอากาศร้อนจึงคลายร้อนและคลายความกระหายโดยทำน้ำลอยดอกมะลิที่มีความสดชื่นและหอมกลิ่นดอกมะลิในน้ำที่ดื่มทำให้ลดอาการกระหายน้ำไปได้มาก แถมหากนำน้ำใส่ในโอ่งด้วยก็ยิ่งเย็นมาก เพราะเมื่อก่อนหลายบ้านจะใช้น้ำฝนกันซึ่งเอาไปใส่ในโอ่งจะเย็นคล้ายกับเวลาเรานำไปใส่ตู้เย็นประมาณนั้นเลย คือจะเย็นกว่าน้ำทั่วไปนิด ๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะ อ๊ะ ๆ ! แต่เตือนไว้หน่อยว่าน้ำฝนสมัยนี้ไม่สามารถดื่มได้นะคะ เพราะเต็มไปด้วยสารเคมีและมลพิษที่สัมผัสโดนมากมายจึงห้ามดื่มเด็ดขาด แต่หากอยากทำน้าลอยดอกมะลิก็ให้ใช้น้ำกรองนี่ล่ะ แล้วเลือกมะลิที่บ้านของคุณปลูกเอง มั่นใจว่าไม่มียาฆ่าแมลงใด ๆ ก็จะได้ดื่มแก้กระหายคลายร้อนได้แบบคลาสสิกแล้ว             คุณสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ในการคลายร้อนได้นะคะ เพราะช่วงนี้โลกของเรามันร้อนจริง […]

กิจกรรมที่คนไทยนิยมทำในวันขึ้นปีใหม่

ramswaroop1

            เมื่อเทศกาลวันขึ้นปีใหม่มาถึง ทุกคนก็คงจะได้หยุดงานและมีเวลาส่วนตัวกับเหล่าคนที่คุณรักในการทำกิจกรรมสนุกสนานเพื่อต้อนรับปีใหม่ซึ่งเปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่กับสิ่งดี ๆ ในวันแรกของปีที่มาถึงและปล่อยสิ่งเลวร้ายเก่า ๆ ให้หายไป ในต่างประเทศก็จะมีทั้งการไปจัดงานดนตรี งานอาหาร และเฉลิมฉลองในหมู่เพื่อนฝูงด้วยขนมคุกกี้ อาหารน่ารับประทานต่าง ๆ แต่สำหรับคนไทยเราจะมีความแตกต่างของการจัดงานวันขึ้นปีใหม่จากสากลไปหน่อยซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ที่ดีและช่วยให้วันขึ้นปีใหม่มีแต่ความอิ่มเอมใจด้วย โดยกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยมีดังนี้ กิจกรรมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในวันขึ้นปีใหม่             ในช่วงเช้าตรู่ของวันขึ้นปีใหม่ไปจนถึงพระอาทิตย์ขึ้นได้เต็มดวงทำให้ท้องฟ้าแจ่มใสไม่นาน คนไทยจะมาร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในบริเวณวัดใกล้บ้านหรือตามลานกิจกรรมสาธารณะหลักของแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีพระสงฆ์หลายรูปมาเดินต่อแถวรับอาหารแห้งไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร นม อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูปจากญาติโยมใส่บาตร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทุกคนจะมากันเป็นครอบครัวใหญ่ ทำให้เป็นโอกาสอันเหมาะสมที่ญาติพี่น้องซึ่งอยู่คนละบ้านได้มาพบปะพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันด้วย กิจกรรมทำบุญฟังเทศน์ในวันขึ้นปีใหม่             หลังจากการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งช่วงเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนก็จะเข้ามากันในอุโบสถเพื่อสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดและร่วมทำบุญรับศีลรับพร ฟังเทศน์ฟังธรรมซึ่งเจ้าอาวาสจะได้สอนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรมและการปฏิบัติตนตามหลักของพุทธศาสนิกชนที่ดีในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ นอกจากคนไทยจะได้อุ่นใจแล้ว ยังมีโอกาสศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับด้วย นับเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีในวันขึ้นปีใหม่สำหรับการคิดดีทำดีอย่างถูกต้อง กิจกรรมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในครอบครัว             ในช่วงตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงกลางคืนของวันขึ้นปีใหม่ คนไทยหลายครอบครัวจะใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ในการสังสรรค์และฉลองปีใหม่ร่วมกันโดยในงานจะมีทั้งของหวานและของคาวครบ แต่ในปัจจุบันมีอาหารจากต่างชาติเข้ามาในการเฉลิมฉลองมากมายทำให้การฉลองกินเลี้ยงของแต่ละบ้านแตกต่างกัน บางครอบครัวก็กินหมูกระทะ ปิ้งบาบีคิว ชาบู และอาจมีการชักชวนเพื่อนสนิทมาร่วมร้องเพลงกันในกิจกรรมกินเลี้ยงฉลองปีใหม่ที่บ้านและจับของขวัญกันด้วยหากจัดงานอย่างเป็นทางการ             ฉะนั้นแม้การทำกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากชาติอื่น แต่บางกิจกรรมในปัจจุบันก็ได้มีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ทว่ายังคงความอบอุ่นใจในมิตรภาพอย่างคนไทยเช่นเดิม รูปภาพประกอบ : Pixabay #กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ #ขึ้นปีใหม่ไทย […]

ทำไมจึงไม่ควรกวาดบ้านในวันตรุษจีน

ramswaroop1

            หากครอบครัวของใครที่มีเชื้อสายคนจีนมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษก็คงจะเคยได้ยินคำสอนของพ่อแม่อาม่าอากงมาแต่เด็กว่า “ห้ามกวาดบ้านในวันตรุษจีน” แต่ไม่รู้ถึงสาเหตุว่าทำไมจึงมีข้อห้ามนี้ด้วยทั้งที่ก็ไม่เห็นเกี่ยวกับการทำพิธีไหว้บรรพบุรุษอะไรเลย แถมพอขัดคำสั่งเพราะบ้านไม่สะอาด บางทีก็ถูกดุเอ็ดตะโรกันเลยทีเดียว มาวันนี้เราจะอธิบายให้คุณฟังว่าทำไมจึงไม่ควรกวาดบ้านในวันตรุษจีนกัน มีความเชื่อว่า “การกวาดบ้านในวันตรุษจีนเป็นการกวาดเงินกวาดทอง”             การกวาดบ้านในวันตรุษจีนตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาของคนจีนว่ากันว่า เมื่อลูกหลานทำพิธีไหว้บรรพบุรุษและเทพที่ดูแลบ้านต่าง ๆ แล้ว เมื่อท่านเข้ามารับประทานหมูเห็ดเป็ดไก่และอาหารที่เตรียมไว้ให้เสร็จก็จะทำการให้พร คือ มีทรัพย์สินและขอให้โชคลาภเงินทองไหลมาเทมาซึ่งในวันตรุษจีน พรที่ทุกดวงวิญญาณให้แก่คนในบ้านจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากและเราก็ควรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อต้อนรับเอาโชคลาภเงินทองนั้น ๆ ให้เข้ามาได้อย่างเต็มที่ เงินทองและโชคลาภนั้นจะสถิตอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน แต่หากเราไปทำสะอาดโดยกวาดบ้านก็จะเป็นการกวาดเงินกวาดทองออกไปด้วย การกวาดบ้านในวันตรุษจีนถือเป็นภาระเหนื่อย             ในวันตรุษจีน ทุกคนในบ้านต่างก็ต้องรีบตื่นแต่เช้ามืดมาก่อนเวลา ผู้ใหญ่บางคนที่เคร่งครัดมากก็ถึงขนาดไม่ได้นอนกันเลยทีเดียวเพื่อที่จะเตรียมตัวจัดข้าวของและอาหารสำหรับไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีนซึ่งกว่าจะเตรียมของ ทำอาหาร และจัดอาหาร เรียงของต่าง ๆ มากมายจวบจนทำพิธีเสร็จก็เหนื่อยกันมามากแล้ว ผู้ใหญ่จึงอยากให้ลูกหลานได้พักผ่อนและอาจมีไปเที่ยวกันต่อเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน การปลดปล่อยภาระต่าง ๆ ในบ้านชั่วคราวรวมถึงการกวาดบ้านที่จะทำเมื่อไหร่ก็ได้จึงเป็นสิ่งที่พวกท่านห้าม การกวาดบ้านในวันตรุษจีนเป็นการเสียมารยาทต่อผู้มาเยือน             อีกกุศโลบายหนึ่งที่สันนิษฐานกันที่ว่าไม่ให้กวาดบ้านในวันตรุษจีนก็เพราะเป็นเทศกาลใหญ่ซึ่งมีญาติพี่น้องมากมายที่ไม่ได้เจอกันนานมารวมตัวกันและสังสรรค์อย่างครื้นเครง หากเราจะไปมัวแต่ทำความสะอาดอย่างการกวาดบ้านก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทอย่างมากในขณะที่มีญาติอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาซึ่งอาจมีบางมองว่าเรายังจัดบ้านไม่พร้อมสำหรับพวกเขาก็เป็นได้ รูปภาพประกอบ : Pixabay #งดกวาดบ้านในวันตรุษจีน #ข้องดวันตรุษจีน #เล่าเรื่องความเชื่อ

ความสำคัญของขนมอินเดียที่คุณควรรู้

ramswaroop1

            คุณอาจจะเคยเห็นในซีรีย์บอลลีวู้ดหรือตามหนังอินเดียที่คู่พระนางมักจะป้อนขนมอินเดียให้แก่กันหรือมีการใช้ขนมอินเดียในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนอินเดียส่วนใหญ่จึงมักมีรูปร่างใหญ่กว่าเรา เพราะประเทศอินเดียให้ความสำคัญต่อการทำขนมมาก และขนมอินเดียก็มีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีรูปร่างแปลก ๆ และมีหน้าตาน่ารับประทานแตกต่างกันไป ชักอยากรู้แล้วสิว่าขนมอินเดียมีความสำคัญต่อพวกเขามากขนาดไหนกันนะ ตามซีรีย์บอลลีวู้ดที่เราดูกันจึงต้องมีขนมอินเดียมาเข้าฉากด้วยตลอดเวลา วันนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจกัน ขนมอินเดียกับบทบาททางศาสนา             ขนมอินเดียแต่ละชนิดเกิดจากความเชื่อของเหล่าเทพศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูซึ่งเทพแต่ละองค์จะชอบรับประทานขนมของโปรดที่แตกต่างกันไป คนอินเดียจึงต้องมีการทำขนมเพื่อบูชาในโอกาสสำคัญของครอบครัวหรือตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น ขนมโมทกะลาดูและจาเลบิ ใช้บูชาพระพิฆเนศ ,ขนมดอกบัวพระแม่ลักษมี พระแม่อุมา และพระแม่สรัสวตี เป็นต้น แทนการใช้เนื้อสัตว์หรืออาหารคาวแบบประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย เมื่อทำขนมและบูชาเสร็จแล้วจึงสามารถนำขนมอินเดียที่บูชามารับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล ขนมอินเดียช่วยเสริมโชคลาภ             ขนมอินเดียมักจะทำออกมาด้วยจุดประสงค์เพื่อไหว้เทพเจ้าเป็นหลักตามโอกาสและค่อยรับประทานร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งขนมทุกอย่างที่ถวายแก่เทพเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็จะมอบโชคลาภและความสำเร็จในชีวิตให้แก่ผู้ที่ถวายผ่านทาวขนมเหล่านั้น การนำขนมอินเดียมารับประทานหลังจากถวายเสร็จจึงช่วยเสริมโชคและทำให้ความทุกข์ต่าง ๆ ในชีวิตหมดสิ้นไป ยิ่งรับประทานมากก็ยิ่งโชคดีมาก ขนมอินเดียกับสุขภาพตามค่านิยมของคนอินเดีย             ขนมอินเดียถูกทำออกมาให้มีรสหวานจัดเป็นหลักและยิ่งมีแป้งและความมันก็ยิ่งทำให้ขนมอินเดียมีความเป็นเอกลักษณ์และอร่อยมากขึ้นเท่านั้นซึ่งวัตถุดิบส่วนผสมเหล่านี้มีการสืบทอดมาแต่โบราณแล้ว คุณสามารถซื้อขนมอินเดียมารับประทานโดยจะถวายเทพก่อนหรือจะไม่ถวายเทพก็ได้ รสชาติความหวานของขนมอินเดียจะทำให้ผู้ที่รับประทานเกิดความสุขและสดชื่นเวลาขนมละลายในปาก เมื่อเครียดกับเรื่องอะไรมา ขนมอินเดียจะสามารถเยียวยาทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คุณได้ ทำให้มีสุขภาพจิตดี พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ             ด้วยเหตุนี้ขนมอินเดียจึงมีความสำคัญกับชีวิตของคนอินเดียมากเป็นอย่างยิ่งชนิดที่ว่าหากขาดไปก็เหมือนกับขาดแขนของประเทศอินเดียเลยล่ะ หากใครได้ไปเที่ยวประเทศอินเดียก็อย่าลืมไปรับประทานขนมอินเดียให้ได้เลยนะ […]

ความเชื่อของวัฒนธรรมญี่ปุ่นเกี่ยวกับ “ตุ๊กตาไล่ฝน”

ramswaroop1

            เมื่อคุณเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นก็ย่อมต้องเคยเห็นตุ๊กตาไล่ฝนสีขาวบริสุทธิ์มากมายที่ชาวญี่ปุ่นห้อยไว้ที่หลังคาหน้าบ้านหรือหน้าร้านมากมายซึ่งถูกเขียนแต่งเติมหน้าด้วยรอยยิ้มน่ารัก จนคนไทยเองก็ประทับใจและนำแนวคิดตุ๊กตาไล่ฝนนี้มาใช้ตกแต่งบ้านและร้านอาหารของตัวเองเพื่อไม่ให้มีฝนตกและมีลูกค้าหรือผู้มาเยี่ยมเยียนตามบ้านน้อยทำให้เหงา แต่รู้หรือไม่ว่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่คุณเห็นว่าตุ๊กตาไล่ฝนน่ารัก ๆ นั้นแท้จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงแค่ฉากหน้าเท่านั้น ตุ๊กตาไล่ฝนคืออะไร?             ตุ๊กตาไล่ฝน หรือ เทะรุเทะรุโบซุ คือ ตุ๊กตาที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาห้อยไว้บริเวณชานบ้านหรือริมรั้วด้วยเป้าหมายสำคัญเพื่อไล่ฝนไม่ให้ตกบริเวณบ้านของตัวเอง เพราะหากฝนตกก็จะทำให้การไปทำงานหรือปฏิบัติกิจประจำวันต่าง ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก คนญี่ปุ่นเชื่อว่าตุ๊กตาไล่ฝนจะสามารถพัดพาเอาเม็ดฝนที่ตกให้หายไปได้ด้วยชายผ้าของตุ๊กตาไล่ฝนซึ่งตุ๊กตาไล่ฝนจะใช้วัสดุกลม อาจเป็นลูกปิงปองหรือลูกบอลเล็ก ๆ นำมาห่อด้วยผ้าและมัดเป็นปมพร้อมปล่อยชายผ้าที่เหลือให้เหมือนกระโปรงปลิวไสวตามแรงลม ก่อนจะเขียนหน้าตาให้มีรอยยิ้มน่ารัก ตำนานการกำเนิดของตุ๊กตาไล่ฝน             การกำเนิดตุ๊กตาไล่ฝนตามความเชื่อของญี่ปุ่นอาจไม่ได้น่ารักเหมือนอย่างที่คุณคิด ตรงกันข้ามกับแฝงไปด้วยความน่ากลัว ซึ่งมีอยู่ 2 ตำนานด้วยกัน โดยตำนานแรกจะกล่าวถึงหมู่บ้านในยุคโบราณของญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ฝนตกไม่หยุดหย่อนจนชาวบ้านไม่สามารถทำนาหาเลี้ยงชีพได้ ในหมู่บ้านนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหน้าตาสะสวยเป็นที่พึงพอใจของชายหนุ่มทั้งหลาย จนกระทั่งมีเสียงจากเทพองค์หนึ่งได้ลงมาบอกเธอว่าหากเธอยอมพลีชีพตัวเองก็จะสามารถทำให้ฝนหยุดตกได้และผู้คนจะสามารถกลับมามีความสุขได้ดังเดิม ด้วยความที่มีจิตใจดีทำให้เธอผูกคอฆ่าตัวตายอยู่ภายในบ้าน หลังจากนั้นฝนก็หยุดตกจริงดังคำกล่าว และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่คนญี่ปุ่นเชื่อกันเยอะก็คือ ในอดีตญี่ปุ่นฝนตกหนักมากและไม่มีทีท่าว่าจะหายจนกินระยะเวลายาวนานเกินไป โชกุนที่ได้ยินว่ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งมีอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้าจึงเดินทางไปขอให้พระรูปนั้นทำให้ฝนหยุดตกซึ่งพระรูปนั้นก็ยอมและได้มีการกำหนดวันที่ฝนจะหยุดตกหลังจากทำพิธีแก่โชกุนซึ่งโชกุนก็ได้ตั้งเงื่อนไขไว้ว่าหากพระสงฆ์รูปนั้นไม่สามารถทำตามที่บอกภายในวันดังกล่าวได้จะต้องถูกประหาร ซึ่งพอถึงกำหนดจริงฝนก็ยังคงตกลงมาดังเดิม โชกุนจึงได้สั่งประหารโดยแขวนคอพระรูปนั้นถึงแก่ชีวิต ผ่านไปไม่นานฝนก็ได้หยุดตกลง จึงกลายเป็นความเชื่อเกี่ยวกับการพลีชีพพระรูปนั้นทำให้เกิดตุ๊กตาไล่ฝนที่ไม่มีผมเหมือนพระซึ่งใช้เป็นตัวแทนพระสงฆ์รูปนั้นที่สิ้นไปแล้วเพื่อปัดเป่าฝนให้ออกไปจากบ้าน การนำตุ๊กตาไล่ฝนมาใช้ในปัจจุบัน             ตุ๊กตาไล่ฝนที่ถูกนำมาใช้ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นยังคงนำมาห้อยไว้ตามนอกบ้านของตัวเองเพื่อปัดเป่าฝน แต่ก็เริ่มมีหลายคนที่นำเอาตุ๊กตาไล่ฝนมาทำใหม่โดยใช้ผ้าหลากหลายสีสันเพื่อตกแต่งร้านอาหารและบ้านของตัวเองตามสไตล์เพื่อความน่ารัก             ทั้งนี้ แม้ว่าตุ๊กตาไล่ฝนจะน่ารักขนาดไหนแต่เมื่อเราได้รู้ถึงที่มาของตุ๊กตาไล่ฝนแล้วก็อาจจะทำให้คนไทยอย่างเราถือคติว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสมและรีบเอาออกกันเลยทีเดียว รูปภาพประกอบ : […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me