ความตราตรึงของโลกทั้งใบให้นายคนเดียว 2539 VS 2563

ramswaroop1

            เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องรู้จักเรื่อง “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว”กันอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ เพราะล่าสุดเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นปี 2563 เพิ่งออกอากาศจบแบบสวยงามตามท้องเรื่องไปได้ไม่กี่เดือนก่อนนี้เองซึ่งกระแสการตอบรับจากผู้ชมทางบ้านก็เป็นไปได้ดีมาก ขนาดว่าออกอากาศดึกนะเนี่ย ยอดเรตติ้งถือว่าน่าพอใจมากเลยล่ะหากเทียบกับโลกทั้งใบให้นายคนเดียวเมื่อปี 2543 ซึ่งจำได้ว่าปีนั้นออกอากาศเป็นละครทางช่อง 7 ครั้งแรกไม่ค่อยดังเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้โลกทั้งใบให้นายคนเดียว เวอร์ชั่นปี 2539 และโลกทั้งใบให้นายคนเดียวเวอร์ชั่นปี 2563 จึงเป็นเวอร์ชั่นทำเรตติ้งดีที่สุดและตราตรึงใจผู้ชมทั่วประเทศ ว่าแต่โลกทั้งใบให้นายคนเดียว 2 เวอร์ชั่นนี้มีอะไรเด็ดจึงทำให้ผู้ชมประทับใจกันมาก เราจะมาบอกกัน! เรื่องย่อโลกทั้งใบให้นายคนเดียว             “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว” ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ไม้” กับ “เม่น”สองพี่น้องร่วมสายเลือดแท้ ๆ ที่หลงรัก “ป้อน” สาวน้อยน่ารักที่ทำให้โลกทั้งใบของชายทั้งสองเติมเต็มด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เนื่องจากพ่อของทั้งสองป่วยและฐานะทางบ้านของพวกเขาก็ไม่ดีนัก ทำให้ไม้ต้องจำใจเข้าร่วมแก๊งขโมยรถของ “โต” ตามคำแนะนำของ “โบ้” ซึ่งขณะนั้นไม้กับป้อนต่างก็มีใจให้กันโดยที่ต่างฝ่ายก็ไม่ได้เปิดเผยให้รู้ จนกระทั่งเม่นก็มารู้ถึงความสัมพันธ์ของไม้กับป้อน และขณะนั้นไม้ก็ต้องหนีการไล่ล่าของโต แล้วอย่างนี้ความรักของไม้กับป้อนจะลงเอยได้หรือไม่? โลกทั้งใบให้นายคนเดียว เวอร์ชั่นปี 2539             โลกทั้งใบให้นายคนเดียว เวอร์ชั่นปี […]

ความโด่งดังของรายการ “The Mask Singer”

ramswaroop1

            หากจะพูดถึงรายการเพลงที่เปิดโอกาสให้ศิลปินหลายคนมาแสดงความสามารถในการร้องเพลงผ่านการฟังแค่น้ำเสียง แต่ไม่สามารถเห็นหน้าได้ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในเมืองไทยจนต้องมีหลาย Season ก็คงไม่พูดถึงรายการ “The Mask Singer”ไม่ได้แน่นอน เพราะรายการนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่ทำให้ผู้คนรู้จักกับความสามารถพิเศษในการร้องเพลงที่แฝงอยู่ภายในตัวของศิลปินแต่ละคนอย่างไม่คาดคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะสามารถร้องได้ ตอนนี้รายการ The Mask Singer กำลังอยู่ในช่วงวางแพลนการทำ Season ใหม่ ระหว่างนี้เราก็จะขอมาแนะนำรายการดังกล่าวให้ทุกคนรู้จักกันสักหน่อย ทำความรู้จักกับรายการ “The Mask Singer”             รายการ “The Mask Singer” เป็นรายการลิขสิทธิ์ของบริษัท Munhwa Broadcasting Corporation (MBC) จากประเทศเกาหลีใต้ที่ไทยได้ซื้อมาสร้าง โดยให้ศิลปินมากมายไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นายแบบ หรือนักแสดงมาร่วมแข่งขันร้องเพลงกันซึ่งแต่ละคนจะอยู่ภายใต้ชุดมาสคอตต่าง ๆ ที่แหวกแนวแตกต่างกันออกไปตามความชอบของแต่ละคนซึ่งพวกเขาสามารถเลือกได้ว่าอยากอยู่ในชุดมาสคอตใดที่จะเป็นสัญลักษณ์แทนตัวเขาได้ เช่น บี้ KPN ที่เลือกใส่หน้ากากซาลาเปาก็เพราะตัวเองมีลูกที่น่ารักชื่อว่า “น้องเปาเปา”ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของเขากับภรรยา เป็นต้น ด้วยความที่ชุดมาสคอตของแต่ละคนต่างก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กันทำให้ผู้ชมทางบ้านต่างให้ความสนใจกับการแข่งขันในรายการ “The Mask Singer”มากกว่ารายการร้องเพลงอื่น ๆ มาก             […]

3 ละครเวทีเดอะมิวสิคัลที่ตราตรึงใจคนไทย

ramswaroop1

            ทำไมต้องเป็นละครเวทีเดอะมิวสิคัล? ละครเวทีเดอะมิวสิคัล เป็นการนำเรื่องราวสนุก ๆ มาแสดงควบคู่ไปกับการถ่ายทอดอารมณ์ด้วยเสียงเพลงที่ขับร้องออกมามากกว่า 10 เพลงในเรื่องเดียว เพื่อเสริมอรรถรสทางด้านศิลป์และความรู้สึกที่ตัวละครมีให้กันซึ่งย่อมจะออกมาดีกว่าการพูด หากคุณยังตราตรึงใจกับละครเวทีเดอะมิวสิคัลของไทยหลายเรื่องที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้มีการสร้างออกมาใหม่ ๆ เหมือนสมัยก่อนมากนัก อันเนื่องจากคนยุคใหม่ต่างนิยมดูในโทรทัศน์หรือทางโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก วันนี้เราจะพาคุณไปรำลึกถึง 3 ละครเวทีเดอะมิวสิคัลที่ตราตรึงใจคนไทยกันเผื่อว่าใครอยากจะกลับไปฟังเพลงไพเราะที่หาได้ยากในเพลงละครโทรทัศน์ทั่วไป แม่นากพระโขนง             แม่นากพระโขนง เป็นละครเวทีเดอะมิวสิคัลของไทยที่ได้รับความสนใจในหมู่คนไทยเป็นจำนวนมาก โดยเรื่องราวได้ถ่ายทอดความรักที่ความตายไม่สามารถมาพรากเธอกับลูกจากคนรักได้ ในช่วงรัชกาลที่ 4 “นาก”หญิงตั้งครรภ์แก่ได้เสียชีวิตท้องกลมลงในขณะที่ยังคงรอการกลับมาของสามีที่ไปรบ จึงได้เป็นผีอุ้มลูกออกมาร้องเรียกหา “มาก”ซึ่งกลายเป็นตำนานชวนให้สะพรึงขวัญทั่วคุ้งน้ำและในย่านพระโขนงมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในความน่ากลัวก็กลับแฝงไปด้วยความรักที่มั่นคงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้น่าตาไหลไปพร้อมกับการถ่ายทอดฉากอันน่ากลัวและน้ำเสียงร้องเพลง “ฉันจะรอเธอ”ของนัท มีเรียที่แสดงเป็นผีแม่นากมาก ไม่ว่าจะเป็นโลเกชั่นบ้านไม้โบราณท่ามกลางป่าและแม่น้ำอันเงียบสงบยามสนธยา และบรรยากาศการมาเยือนของแม่นากที่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งโรงละครจนทำเอากรี๊ดไปเลย ลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับ “แม่นากพระโขนง” แม่นาคพระโขนง เดอะมิวสิคัล ทวิภพ             ทวิภพ เป็นละครเวทีเดอะมิวสิคัลของไทยที่มีการนำมารีเมคสร้างใหม่หลายต่อหลายครั้งเพราะมีเรื่องราวความน่าสนใจของบรรยากาศทันสมัยในยุคปัจจุบันสลับกับยุคในช่วงรัชกาลที่ 5 ซึ่งตัวของ “มณีจันทร์”ได้ข้ามกาลเวลาผ่านกระจกโบราณมาอยู่ในอีกด้านหนึ่งของบานกระจกซึ่งยังคงใหม่และมันอยู่ในห้องนอนของ “คุณหลวงอัครเทพวรากร” จนเกิดเป็นความรักท่ามกลางเหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสต้องการล่าอาณานิคมในสยามเราจึงเป็นละครเวทีเดอะมิวสิคัลที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่ามาก อีกทั้งเรายังได้ใกล้ชิดกับความน่ารักของคู่พระนาง และเพลงไพเราะของแนวป๊อปที่ผสานกับความเป็นไทยเดิมหลายเพลงได้กินใจมาก ลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับ “ทวิภพ” Spot ทวิภพ […]

กฎธรรมชาติของไตรลักษณ์

ramswaroop1

         กฎธรรมชาติ 3 ข้อ คือ “อนิจจตา” “ทุกขตา” และ “อนัตตา” นี้เรียกว่า “ไตรลักษณ์” แปลว่า ลักษณะสามของธรรม ข้อที่ 1 สังขารทั้งปวง เป็นอนิจจา ไม่เที่ยง คือ มีแล้วไม่มี มีขึ้นแล้วดับหาย เกิดมีแล้วดับสลาย ข้อที่ 2 ว่า สังขารทั้งปวง เป็นทุกขา คงทนอยู่ไม่ได้ คือถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ข้อที่ 3 ว่า ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ไม่เป็นไม่มีตัวตน คือไม่อยู่ใต้อำนาจของใคร ที่จะสั่งบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้          กฎธรรมชาติชุดไตรลักษณ์นี้ มันก็มีลักษณะเป็นอนิจจา เป็นทุกขา เป็นอนัตตา เริ่มแต่พื้นฐานที่ว่านี้ คือสิ่งทั้งหลายมีภาวะของมันเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีภาวะของมันที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นไปตามเหตุปัจจัย ถ้าอัตตามีจริงสิ่งทั้งหลายก็ไม่ต้องและไม่อาจเป็นไปตามเหตุปัจจัยแต่เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย อัตตาก็ไม่อาจจะมีเมื่อมองเห็นสิ่งนั้นๆ เป็นเพียงภาพรวมขององค์ประกอบหรือส่วนย่อยหลากหลาย ที่เกิดและดับสลายสัมพันธ์กันเป็นไป […]

การอุทิศส่วนกุศลให้เทวดาที่คุ้มครองชีวิต

ramswaroop1

            ความเจ็บปวด อันตราย และผลกระทบที่เปรียบเสมือนลมมรสุมต่าง ๆ ในชีวิตตามหลักของศาสนาพุทธนั้นได้กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากกรรมของเราในอดีตที่ส่งผลให้มนุษย์ต้องชดใช้และส่วนหนึ่งก็มาจากเจ้ากรรมนายเวร ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อชีวิตของมนุษย์ทุกคนต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมต่าง ๆ แต่ขณะเดียวกันสิ่งเหล่านี้ก็สามารถช่วยลดทอนไปได้จากความช่วยเหลือของเทวดาประจำตัวที่คุ้มครองชีวิตเรานั่นเอง เทวดาที่คุ้มครองชีวิตคือใคร?             เทวดาที่คุ้มครองชีวิต คือ เทวดาที่มีหน้าที่คอยดูแลปกป้องมนุษย์คนหนึ่งตามที่ตัวเองสมควรทำเพื่อไม่ให้บุคคลนั้นต้องพบเจอกับอันตรายหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ชีวิตต้องเกิดความสิ้นหนทางหรืออันตรายอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นตามอายุขัยนั้น ๆ หรืออาจมาจากสิ่งชั่วร้ายที่ต้องการทำให้เราบาดเจ็บ เทวดาที่คุ้มครองชีวิตก็จะคอยส่องดูและสัมผัสถึงอันตรายของคนที่ตัวเองดูแลได้ ซึ่งทุกคนย่อมมีเทวดาประจำตัวที่คุ้มครองแตกต่างกันไป เช่น บรรพบุรุษ พ่อแม่ในอดีตชาติ คู่ครองในอดีตชาติ หรือแม้แต่ผู้อื่นที่เคยมีความสัมพันธ์กับคุณในทางใดทางหนึ่งที่แน่นแฟ้นเกี่ยวข้องกันด้วยบุญและสายใยก็ย่อมสามารถเป็นเทวดาคุ้มครองชีวิตคุณได้ทั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาอยู่ในสถานภาพเป็นเทวดาบนสวรรค์ ความสำคัญของการอุทิศบุญให้เทวดาที่คุ้มครองชีวิต             หลายคนคงสงสัยตรงนี้ว่าหากมีเทวดาคุ้มครองชีวิตทุกคนจริง แล้วเหตุใดเราจึงต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมมากมายที่หาทางออกไม่ได้ในหลายครั้งและเสี่ยงชีวิตกับอุบัติเหตุ หรือแม้แต่บางคนก็ตายก่อนวัยอันควรทั้งที่พระท่านก็บอกว่าอายุขัยเขายังไม่ถึงฆาตด้วยซ้ำ เราขอบอกทวนเลยว่า เทวดาที่คุ้มครองชีวิตสามารถช่วยคุณได้แค่ “เหตุสุดวิสัยที่ผิดจากการได้รับผลกรรมตามธรรมชาติ” บางคนที่เกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นและต้องยอมรับชะตากรรมกับมันด้วยร่างกายหรือจิตใจนั่นย่อมเกิดได้จาก 2 สาเหตุ ดังนี้ 1.ผลจากกรรมในอดีตที่แต่ละคนเคยทำไว้ ซึ่งเทวดาที่คุ้มครองไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปขัดขวางกรรมของผู้อื่นได้แม้จะอยากช่วยเหลือก็ตาม ไม่เช่นนั้นพวกท่านก็จะต้องเดือดร้อนเอง 2.ไม่มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เทวดาที่คุ้มครองชีวิตเลย เนื่องจากเทวดาที่คุ้มครองชีวิตท่านย่อมต้องมีพลังในการที่จะช่วยเหลือมนุษย์จากสิ่งที่ไม่ดีในโลกซึ่งไม่ใช่ที่ของตัวเองจำนวนมาก แม้หลายท่านจะมีบารมีก็ตาม แต่ระดับบารมีนั้นก็ย่อมแตกต่างกัน ต้องมีการสะสมจากผลบุญ ซึ่งการสร้างผลบุญตามหลักศาสนาสามารถทำได้เฉพาะยามที่เราเป็นมนุษย์ การตายสำหรับบางคนทั้งที่ยังไม่หมดอายุขัยจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากหมั่นอุทิศให้ท่านบ่อย ๆ […]

“การฝึกสมาธิกับโลงศพ” หลักสูตรปฏิบัติธรรมวัดป่าที่คุณอาจคาดไม่ถึง!

ramswaroop1

            หากคุณเคยฟังเรื่องเล่าของอาจารย์ยอดหรือเรื่องเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกใน The Ghost Radio มาก็อาจจะจำได้เรื่องราวของคนที่ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมและมีด่านสำคัญคือ “การฝึกสมาธิกับโลงศพ” ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าไม่น่าจะใช่เรื่องจริง ใครกันที่จะยอมไปนั่งสงบจิตสงบใจอยู่กับโลงศพอย่างนั้น แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหากลองศึกษาดูดี ๆ จะรู้ว่าวัดป่าบางแห่งในเมืองไทยมีหลักสูตรเช่นนี้ ทำความรู้จัก “การฝึกสมาธิกับโลงศพ”             “การฝึกสมาธิกับโลงศพ” เป็นการทดสอบรายบุคคลในด่านสุดท้ายก่อนจบหลักสูตรการปฏิบัติธรรมหลังจากเราได้เข้ามาฟังเทศน์ฟังธรรม ทำวัตร รักษาศีล 8 และนั่งสมาธิจนคุ้นชินหลายวันแล้ว เมื่อมาถึงโค้งสุดท้ายของหลักสูตรการปฏิบัติธรรมของวัดป่าจะมีการให้คนที่มาปฏิบัติธรรมนั่งในลานกว้างตามมุมของตัวเองและท่องคำว่า “หนอ…หนอ…”แบบนี้ไปเรื่อย ๆ และห้ามลืมตาหรือหยุดพูดคำนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นซึ่งหากใครทำได้ก็จะต้องเข้ารับการทดสอบ “ฝึกสมาธิกับโลงศพ” ซึ่งในยามกลางคืน ทางวัดจะให้แต่ละคนได้ไปนั่งสมาธิในจุดที่แตกต่างกันบริเวณไม่ไกลจากวัดซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ ทุกคนต้องนั่งสมาธิประจำจุดอยู่แค่คนเดียวจนถึงเที่ยงคืนโดยที่จุดนั่งของแต่ละคนจะมีโลงศพที่มีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งในโลงนั้นจะมีศพของผู้ที่เสียชีวิตและได้ทำการอุทิศร่างไร้วิญญาณของตัวเองให้ผู้มาปฏิบัติธรรมได้เข้ารับการทดสอบฝึกสมาธิได้แล้ว โดยขณะที่นั่งสมาธิก็ต้องพูดคำว่า “หนอ”เหมือนเดิม             “การฝึกสมาธิกับโลงศพ” ขณะที่นั่งแต่ละคนจะเจอการทดสอบจากร่างไร้วิญญาณในการมาแสดงเสียงหรืออาจจะเป็นสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งให้ผู้ปฏิบัติธรรมรับรู้ได้ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามลืมตาจนกว่าจะได้ยินเสียง “สาธุ!” ซึ่งหมายถึงว่า “สอบผ่านแล้ว” จุดประสงค์ของ “การฝึกสมาธิกับโลงศพ”             “การฝึกสมาธิกับโลงศพ” อาจเป็นเรื่องที่ดูเหนือธรรมชาติเกินไปสำหรับหลายคน แต่หลายวัดก็มีแนวคิดว่าการที่เราได้อยู่กับศพจะทำให้เรารับรู้ถึงสังขารอันไม่เที่ยง เกิดความปลง และไม่กลัวเพราะรู้ว่าทุกคนเมื่อเสียชีวิตไปแล้วก็ย่อมต้องเป็นเช่นนี้ ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยไปปฏิบัติธรรมมาต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังจากผ่านความกลังขั้นสุดในชีวิตมาได้ พวกเขาก็หายกลัวทุกสิ่งทุกอย่างไปเลย เพราะสามารถรับรู้ได้ว่าเขาทำได้แค่ส่งสัญญาณให้เรารู้ว่าเมื่อละสังขารไป […]

ตำนานรัก 3 ประเทศของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งจนกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ramswaroop1

            ทุกสถานที่มีทั้งตำนานรักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและเศร้าเคล้าน้ำตาในคราวเดียวกัน ซึ่งตำนานรักของแต่ละถิ่นที่โด่งดังส่วนใหญ่ก็มักจะมีจุดจบแบบโศกนาฏกรรม ดัง 3 ตำนานรักของ 3 ประเทศที่วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักและเรียนรู้วัฒนธรรมของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งที่ยังคงสอนใจคนรุ่นหลังมาจนถึงทุกวันนี้ ตำนานสาวเครือฟ้าแห่งประเทศไทย             สาวเครือฟ้า เป็นตำนานรักของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งแห่งเมืองเชียงใหม่ แต่เล่ากันว่าเรื่องจริงเกิดขึ้นที่พะเยา โดยถ่ายทอดความรักของร้อยตรีพร้อม นายทหารหนุ่มชาวใต้ที่ย้ายมารับราชการที่เชียงใหม่และรักกับเครือฟ้า หญิงช่างฟ้อนชาวเชียงใหม่ซึ่งเป็นลูกของคนเลี้ยงช้าง ทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภรรยากันจนกำเนิดบุตรชื่อ เครือณรงค์ ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ทำให้ชายหนุ่มต้องไปรบที่ยุโรปจนบาดเจ็บจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ก่อนจะถูกถูกญาติบังคับให้แต่งงานกับจำปา ฝ่ายเครือฟ้าทราบข่าวจึงมารอรับแต่คุณหลวงพร้อมจำไม่ได้ และเครือฟ้าก็ถูกจำปาไล่จนเธอเสียใจมากจึงใช้มีดแทบตัวเองตาย แม้ภายหลังคุณหลวงพร้อมจำความได้ก็สายไปเสียแล้ว ซึ่งแสดงให้เราเห็นถึงศักดิ์ศรีของหญิงไทยสมัยก่อนโดยเฉพาะหญิงเชียงใหม่ที่เทอดทูนความรักเหนือสิ่งอื่นใด แต่เมื่อถูกหักหลักก็เปรียบเสมือนทำให้ชื่อเสียงวงศ์สกุลตัวเองต้องเสื่อมเสียจึงพลีชีพตัวเอง ตำนานโจโจ้ซังแห่งประเทศญี่ปุ่น             โจโจ้ซัง เป็นหนึ่งในตำนานของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งที่โด่งดังมากที่สุด โดย โจโจ้ซัง หญิงสาวเกอิชาได้มารักกับพิงเคอร์ตัน นายเรืออเมริกันที่เดินทางมายังนางาซากิ แต่โชคชะตาต้องพาให้พิงเคอร์ตันกลับประเทศตัวเอง ในขณะที่โจโจ้ซังก็มีลูกกับเขาแล้วรอวันที่ชายหนุ่มจะกลับมา ทว่าอนิจจาเมื่อถึงเวลาดังกล่าว เขากลับควงภรรยาใหม่มาต่อหน้าต่อตาและยังขอลูกเธอไปอยู่ในความดูแลของทั้งคู่อีกด้วย สุดท้ายเธอจึงยอมฮาราคีรีตัวเองตายอย่างมีศักดิ์ศรีดีกว่าอยู่แบบคนที่ถูกเหยียดหยาม ซึ่งก็เป็นวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นสมัยโบราณที่ศักดิ์ศรีถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตำนานมิสไซง่อนแห่งประเทศเวียดนาม             ตำนานมิสไซง่อน ตำนานหญิงงามที่ถูกทอดทิ้ง อาจกล่าวได้ไม่เต็มว่าเป็นตำนานเหมือน 2 เรื่องแรก เพราะตามที่ข้อมูลบอกว่ามิสไซง่อนเป็นวรรณกรรมที่ดัดแปลงมาจากเค้าโครงเรื่องของโจโจ้ซัง แต่ในชีวิตจริงของคนเวียดนามในสมัยสงครามก็มีหลายคู่รักที่ตกลงปลงใจรักกันระหว่างหญิงเวียดนามกับชายหนุ่มทหารอเมริกัน แต่บางคู่ก็ต้องพลัดพรากจากกันเมื่อภารกิจหน้าที่ของตัวเองจบลง […]

ซีอุย เรื่องราวของมนุษย์กินคน

ramswaroop1

ซีอุย ตามตำนานแล้วเป็นชายเชื้อสายจีนที่อพยพมาทำงานในประเทศไทย หรือก็คือแรงงานต่างด้าว ซีอุยเดินทางเข้ามาทำงานที่ประเทศไทยเพียงลำพังปราศจากครอบครัวและคนรู้จัก ด้วยความที่เป็นคนต่างด้าวพูดภาษาไทยได้ไม่แตกฉาน อีกทั้งยังอยู่ในสังคมรอบตัวที่ไม่คุ้นชินจึงทำให้ซีอุยกดดันเกิดความเครียด จนนำพามาสู่โศกนาฏกรรมแสนน่าเศร้า ซึ่งตามเรื่องราวในภาพยนตร์ที่เราเคยดูเล่าว่า ซีอุย เกิดล้มป่วยขึ้นมาและนึกถึงแม่ที่ต้มยาผสมอวัยวะของมนุษย์ให้กิน ในวัยเด็กเขาหายดีด้วยการกินยานั้นจึงมีความเชื่อที่ว่าการกินคนจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ซีอุยจึงทำการออกล่าและหลอกล่อเด็กมาฆ่ากินเป็นจำนวนมากจนถูกตำรวจไทยจับได้และยิงเป้าประหารชีวิต จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตซีอุย ก็ยังไม่แม้แต่จะปริปากสารภาพว่าตนเป็นคนทำ ซีอุย เรื่องราวของมนุษย์กินคน2 ความเป็นจริงที่แตกต่างจากตำนานของซีอุย ซีอุย เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาหลาย 100 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทยเลย เพราะมีการบอกเล่ากันปากต่อปาก ถึงเรื่องราวสุดหลอนของมนุษย์กินคน บ้างก็ว่าซีอุย เป็นปีศาจในร่างมนุษย์ เป็นฆาตกรเลือดเย็นที่หลอกล่อแกล้งทำเป็นเล่นกับเด็ก มีคำด่าทอ และการบูลลี่มากมายในปัจจุบัน ที่เราบางคนยังเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เช่น การนำศพของซีอุย ที่เน่าเปื่อยแล้ว มาตั้งโชว์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ เขียนป้ายติดไว้ว่าฆาตกรฆ่าเด็ก มนุษย์กินคน ทั้งที่แท้จริงแล้ว เมื่อลองเปิดย้อนไปดูคดีในตอนนั้น ไม่มีหลักฐานชัดเจนนอกจากคำบอกเล่าของพยานหนึ่งคนซึ่งเป็นเด็กว่า ซีอุยได้ทำการฆาตกรรม ด้วยแรงโกรธแค้นของชาวบ้านทางตำรวจจึงทำได้เพียงหาแพะรับบาปมาบรรเทาความโกรธ โดยไม่ได้สืบหาเรื่องราวอย่างละเอียดเสียก่อน ในปัจจุบันเทคโนโลยีการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก ได้มีการตรวจสอบศพของซีอุยอย่างละเอียด ซึ่งพบว่าซีอุยเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะไม่มี เนื้อมนุษย์ที่กินเข้าไปตกค้างอยู่ในร่างกายเลย การนำร่างของซีอุยไปโชว์ในพิพิธภัณฑ์แล้วตราหน้าว่าเป็นผู้ผิด จึงเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง อีกทั้งยังทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของซีอุยถูกย่ำยีแม้เจ้าตัวจะตายไปแล้วก็ตาม […]

กระปุกออมสินแบบทุบ VS กระปุกออมสินแบบมีฝา

ramswaroop1

            เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยมีปัญหากับกระปุกออมสินของตัวเองเวลาเอาออกมานับจำนวนเงินที่สะสมในสมัยก่อนซึ่งแตกต่างกับสมัยนี้มาก หากเป็นสมัยนี้ เด็กยุคใหม่ก็คงมีการเปิดบัญชีฝากทางออนไลน์ไว้แล้ว หรือไม่ก็ใช้กระปุกออมสินแบบมีฝา แต่สำหรับคนยุคสมัยก่อนนั้นทุกอย่างทำได้ยากมาก ยากตั้งแต่ทุบกระปุกออมสินเลย ถูกต้องแล้ว ทุกคนฟังไม่ผิดหรอก เพราะสมัยก่อนเราใช้กระปุกออมสินแบบทุบ! โลกไม่สวยเท่าไหร่แต่ก็คลาสสิกดี วันนี้หากคนรุ่นใหม่อยากรู้ความแตกต่างระหว่างกระปุกออมสินแบบทุบกับกระปุกออมสินแบบมีฝา เราจะมาอธิบายให้ฟังกันเลย กระปุกออมสินแบบทุบ             เมื่อสมัยวันวานยังหวานอยู่ แนวคิดการออมเงินในกระปุกเพื่อใช้ในอนาคตมีความเฟื่องฟูในทุกครอบครัว ผู้ปกครองจึงมักให้ลูกหลานอย่างเรานำเงินที่ได้รับจากท่านไปใช้จ่ายที่โรงเรียน แต่มีกฎว่ากลับมาต้องเหลือเงินมาออมด้วย แค่ 1 บาทก็มีค่าแล้ว ซึ่งทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เราก็มักจะนำเงินมาใส่ในกระปุกออมสินแบบทุบ ซึ่งเป็นกระปุกแบบใส่ลงในช่องว่างสี่เหลี่ยมยาวแคบ ๆ ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันไปตามสไตล์กระปุกของแต่ละคน กระปุกออมสินแบบทุบของบางคนก็เป็นทรงกระบอกปกติ แต่บางคนก็เป็นเซรามิกปั้นเป็นรูปหมูหลากหลายสีสัน ทุกคนคงมองว่ามันเท่ห์ดี แต่อย่างที่บอกว่าโลกไม่ได้สวยเลยเวลาที่เงินออมเราเยอะจนเก็บไม่อยู่ ต้องเอาออกมานับ แต่ด้วยความที่มันไม่มีฝาเปิดจึงต้องใช้วิธีการทุบอย่างเดียว เด็ก ๆ จะแอบหวาดเสียวมาก แถมกว่าจะทุบได้แล้วนับเสร็จก็ใช้เวลานาน แม้จะปลอดภัยจากการขโมย แต่ก็เป็นอันตรายกับเด็กเพราะอาจหล่นแตกได้รับบาดเจ็บได้ สมัยนี้จึงได้มีการเปลี่ยนมาใช้กระปุกออมสินแบบมีฝาแทน กระปุกออมสินแบบมีฝา             กระปุกออมสินแบบมีฝา เป็นกระปุกที่ส่วนใหญ่ถูกสร้างมาให้เป็นทรงกระบอก ไม่เน้นทำเป็นรูปร่างเลียนแบบสัตว์ต่าง ๆ เหมือนอย่างในอดีต แต่ก็ยังคงมีการออกแบบให้ตอบสนองต่อการดึงดูดของเด็กโดยการสกรีนลายการ์ตูนสดใสบนกระปุกออมสิน ฝากระปุกจะมีความแน่นแต่ก็สามารถเปิดออกได้ไม่ยาก เวลาใส่เงินออมในกระปุกออมสินแบบมีฝาก็จะต้องเปิดฝาออกแล้วใส่ลงไป […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me