“การฝึกสมาธิกับโลงศพ” หลักสูตรปฏิบัติธรรมวัดป่าที่คุณอาจคาดไม่ถึง!

ramswaroop1

            หากคุณเคยฟังเรื่องเล่าของอาจารย์ยอดหรือเรื่องเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกใน The Ghost Radio มาก็อาจจะจำได้เรื่องราวของคนที่ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมและมีด่านสำคัญคือ “การฝึกสมาธิกับโลงศพ” ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าไม่น่าจะใช่เรื่องจริง ใครกันที่จะยอมไปนั่งสงบจิตสงบใจอยู่กับโลงศพอย่างนั้น แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหากลองศึกษาดูดี ๆ จะรู้ว่าวัดป่าบางแห่งในเมืองไทยมีหลักสูตรเช่นนี้ ทำความรู้จัก “การฝึกสมาธิกับโลงศพ”             “การฝึกสมาธิกับโลงศพ” เป็นการทดสอบรายบุคคลในด่านสุดท้ายก่อนจบหลักสูตรการปฏิบัติธรรมหลังจากเราได้เข้ามาฟังเทศน์ฟังธรรม ทำวัตร รักษาศีล 8 และนั่งสมาธิจนคุ้นชินหลายวันแล้ว เมื่อมาถึงโค้งสุดท้ายของหลักสูตรการปฏิบัติธรรมของวัดป่าจะมีการให้คนที่มาปฏิบัติธรรมนั่งในลานกว้างตามมุมของตัวเองและท่องคำว่า “หนอ…หนอ…”แบบนี้ไปเรื่อย ๆ และห้ามลืมตาหรือหยุดพูดคำนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นซึ่งหากใครทำได้ก็จะต้องเข้ารับการทดสอบ “ฝึกสมาธิกับโลงศพ” ซึ่งในยามกลางคืน ทางวัดจะให้แต่ละคนได้ไปนั่งสมาธิในจุดที่แตกต่างกันบริเวณไม่ไกลจากวัดซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ ทุกคนต้องนั่งสมาธิประจำจุดอยู่แค่คนเดียวจนถึงเที่ยงคืนโดยที่จุดนั่งของแต่ละคนจะมีโลงศพที่มีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งในโลงนั้นจะมีศพของผู้ที่เสียชีวิตและได้ทำการอุทิศร่างไร้วิญญาณของตัวเองให้ผู้มาปฏิบัติธรรมได้เข้ารับการทดสอบฝึกสมาธิได้แล้ว โดยขณะที่นั่งสมาธิก็ต้องพูดคำว่า “หนอ”เหมือนเดิม             “การฝึกสมาธิกับโลงศพ” ขณะที่นั่งแต่ละคนจะเจอการทดสอบจากร่างไร้วิญญาณในการมาแสดงเสียงหรืออาจจะเป็นสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งให้ผู้ปฏิบัติธรรมรับรู้ได้ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามลืมตาจนกว่าจะได้ยินเสียง “สาธุ!” ซึ่งหมายถึงว่า “สอบผ่านแล้ว” จุดประสงค์ของ “การฝึกสมาธิกับโลงศพ”             “การฝึกสมาธิกับโลงศพ” อาจเป็นเรื่องที่ดูเหนือธรรมชาติเกินไปสำหรับหลายคน แต่หลายวัดก็มีแนวคิดว่าการที่เราได้อยู่กับศพจะทำให้เรารับรู้ถึงสังขารอันไม่เที่ยง เกิดความปลง และไม่กลัวเพราะรู้ว่าทุกคนเมื่อเสียชีวิตไปแล้วก็ย่อมต้องเป็นเช่นนี้ ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยไปปฏิบัติธรรมมาต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังจากผ่านความกลังขั้นสุดในชีวิตมาได้ พวกเขาก็หายกลัวทุกสิ่งทุกอย่างไปเลย เพราะสามารถรับรู้ได้ว่าเขาทำได้แค่ส่งสัญญาณให้เรารู้ว่าเมื่อละสังขารไป […]

ตำนานรัก 3 ประเทศของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งจนกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ramswaroop1

            ทุกสถานที่มีทั้งตำนานรักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและเศร้าเคล้าน้ำตาในคราวเดียวกัน ซึ่งตำนานรักของแต่ละถิ่นที่โด่งดังส่วนใหญ่ก็มักจะมีจุดจบแบบโศกนาฏกรรม ดัง 3 ตำนานรักของ 3 ประเทศที่วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักและเรียนรู้วัฒนธรรมของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งที่ยังคงสอนใจคนรุ่นหลังมาจนถึงทุกวันนี้ ตำนานสาวเครือฟ้าแห่งประเทศไทย             สาวเครือฟ้า เป็นตำนานรักของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งแห่งเมืองเชียงใหม่ แต่เล่ากันว่าเรื่องจริงเกิดขึ้นที่พะเยา โดยถ่ายทอดความรักของร้อยตรีพร้อม นายทหารหนุ่มชาวใต้ที่ย้ายมารับราชการที่เชียงใหม่และรักกับเครือฟ้า หญิงช่างฟ้อนชาวเชียงใหม่ซึ่งเป็นลูกของคนเลี้ยงช้าง ทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภรรยากันจนกำเนิดบุตรชื่อ เครือณรงค์ ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ทำให้ชายหนุ่มต้องไปรบที่ยุโรปจนบาดเจ็บจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ก่อนจะถูกถูกญาติบังคับให้แต่งงานกับจำปา ฝ่ายเครือฟ้าทราบข่าวจึงมารอรับแต่คุณหลวงพร้อมจำไม่ได้ และเครือฟ้าก็ถูกจำปาไล่จนเธอเสียใจมากจึงใช้มีดแทบตัวเองตาย แม้ภายหลังคุณหลวงพร้อมจำความได้ก็สายไปเสียแล้ว ซึ่งแสดงให้เราเห็นถึงศักดิ์ศรีของหญิงไทยสมัยก่อนโดยเฉพาะหญิงเชียงใหม่ที่เทอดทูนความรักเหนือสิ่งอื่นใด แต่เมื่อถูกหักหลักก็เปรียบเสมือนทำให้ชื่อเสียงวงศ์สกุลตัวเองต้องเสื่อมเสียจึงพลีชีพตัวเอง ตำนานโจโจ้ซังแห่งประเทศญี่ปุ่น             โจโจ้ซัง เป็นหนึ่งในตำนานของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งที่โด่งดังมากที่สุด โดย โจโจ้ซัง หญิงสาวเกอิชาได้มารักกับพิงเคอร์ตัน นายเรืออเมริกันที่เดินทางมายังนางาซากิ แต่โชคชะตาต้องพาให้พิงเคอร์ตันกลับประเทศตัวเอง ในขณะที่โจโจ้ซังก็มีลูกกับเขาแล้วรอวันที่ชายหนุ่มจะกลับมา ทว่าอนิจจาเมื่อถึงเวลาดังกล่าว เขากลับควงภรรยาใหม่มาต่อหน้าต่อตาและยังขอลูกเธอไปอยู่ในความดูแลของทั้งคู่อีกด้วย สุดท้ายเธอจึงยอมฮาราคีรีตัวเองตายอย่างมีศักดิ์ศรีดีกว่าอยู่แบบคนที่ถูกเหยียดหยาม ซึ่งก็เป็นวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นสมัยโบราณที่ศักดิ์ศรีถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตำนานมิสไซง่อนแห่งประเทศเวียดนาม             ตำนานมิสไซง่อน ตำนานหญิงงามที่ถูกทอดทิ้ง อาจกล่าวได้ไม่เต็มว่าเป็นตำนานเหมือน 2 เรื่องแรก เพราะตามที่ข้อมูลบอกว่ามิสไซง่อนเป็นวรรณกรรมที่ดัดแปลงมาจากเค้าโครงเรื่องของโจโจ้ซัง แต่ในชีวิตจริงของคนเวียดนามในสมัยสงครามก็มีหลายคู่รักที่ตกลงปลงใจรักกันระหว่างหญิงเวียดนามกับชายหนุ่มทหารอเมริกัน แต่บางคู่ก็ต้องพลัดพรากจากกันเมื่อภารกิจหน้าที่ของตัวเองจบลง […]

ซีอุย เรื่องราวของมนุษย์กินคน

ramswaroop1

ซีอุย ตามตำนานแล้วเป็นชายเชื้อสายจีนที่อพยพมาทำงานในประเทศไทย หรือก็คือแรงงานต่างด้าว ซีอุยเดินทางเข้ามาทำงานที่ประเทศไทยเพียงลำพังปราศจากครอบครัวและคนรู้จัก ด้วยความที่เป็นคนต่างด้าวพูดภาษาไทยได้ไม่แตกฉาน อีกทั้งยังอยู่ในสังคมรอบตัวที่ไม่คุ้นชินจึงทำให้ซีอุยกดดันเกิดความเครียด จนนำพามาสู่โศกนาฏกรรมแสนน่าเศร้า ซึ่งตามเรื่องราวในภาพยนตร์ที่เราเคยดูเล่าว่า ซีอุย เกิดล้มป่วยขึ้นมาและนึกถึงแม่ที่ต้มยาผสมอวัยวะของมนุษย์ให้กิน ในวัยเด็กเขาหายดีด้วยการกินยานั้นจึงมีความเชื่อที่ว่าการกินคนจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ซีอุยจึงทำการออกล่าและหลอกล่อเด็กมาฆ่ากินเป็นจำนวนมากจนถูกตำรวจไทยจับได้และยิงเป้าประหารชีวิต จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตซีอุย ก็ยังไม่แม้แต่จะปริปากสารภาพว่าตนเป็นคนทำ ซีอุย เรื่องราวของมนุษย์กินคน2 ความเป็นจริงที่แตกต่างจากตำนานของซีอุย ซีอุย เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาหลาย 100 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทยเลย เพราะมีการบอกเล่ากันปากต่อปาก ถึงเรื่องราวสุดหลอนของมนุษย์กินคน บ้างก็ว่าซีอุย เป็นปีศาจในร่างมนุษย์ เป็นฆาตกรเลือดเย็นที่หลอกล่อแกล้งทำเป็นเล่นกับเด็ก มีคำด่าทอ และการบูลลี่มากมายในปัจจุบัน ที่เราบางคนยังเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เช่น การนำศพของซีอุย ที่เน่าเปื่อยแล้ว มาตั้งโชว์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ เขียนป้ายติดไว้ว่าฆาตกรฆ่าเด็ก มนุษย์กินคน ทั้งที่แท้จริงแล้ว เมื่อลองเปิดย้อนไปดูคดีในตอนนั้น ไม่มีหลักฐานชัดเจนนอกจากคำบอกเล่าของพยานหนึ่งคนซึ่งเป็นเด็กว่า ซีอุยได้ทำการฆาตกรรม ด้วยแรงโกรธแค้นของชาวบ้านทางตำรวจจึงทำได้เพียงหาแพะรับบาปมาบรรเทาความโกรธ โดยไม่ได้สืบหาเรื่องราวอย่างละเอียดเสียก่อน ในปัจจุบันเทคโนโลยีการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก ได้มีการตรวจสอบศพของซีอุยอย่างละเอียด ซึ่งพบว่าซีอุยเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะไม่มี เนื้อมนุษย์ที่กินเข้าไปตกค้างอยู่ในร่างกายเลย การนำร่างของซีอุยไปโชว์ในพิพิธภัณฑ์แล้วตราหน้าว่าเป็นผู้ผิด จึงเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง อีกทั้งยังทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของซีอุยถูกย่ำยีแม้เจ้าตัวจะตายไปแล้วก็ตาม […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me