ทำไมผู้หญิงญี่ปุ่นจึงอายที่จะกินมันเผา

ramswaroop1

            หลายคนอาจเคยเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องชินจัง ,โดเรมอน หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ตัวละครผู้หญิงที่ชอบกินมันเผามักจะไม่ยอมบอกใครและแอบกินโดยไม่ให้คนอื่นเห็นเพราะอาย ตรงข้ามกับประเทศเราที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็สามารถกินมันเผาได้โดยไม่ต้องวิตกกังวลอะไรในที่สาธารณะ บางทีก็ซื้อมาฝากและแบ่งกันกินในเวลาพักงานกันอีกด้วย แต่เพราะอะไรผู้หญิงญี่ปุ่นจึงเซนซิทีฟกับเรื่องการกินมันเผากันนะ บทความนี้เรามีคำตอบ “มันเผาทำให้ผายลมง่าย” ผู้หญิงญี่ปุ่นจึงอาย             มันเผามีสารที่ออกฤทธิ์ช่วยขับไล่ของเสียและพิษออกจากร่างกายของคนเราซึ่งการกินมันเผาจะช่วยทำให้คุณผายลมออกมาเพื่อไล่กรดและส่งผลต่อลำไส้และอวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหารให้มีกระบวนการทำงานไว ขับถ่ายได้คล่อง ทำให้ท้องโล่งสบาย แต่ก็จะทำให้คุณต้องผายลมบ่อยจนเป็นเรื่องที่เสียมารยาทมากในมุมมองของคนญี่ปุ่น การกินมันเผาจึงเป็นการเสียมารยาทหากคุณจะรับประทานของที่ทำให้ผายลมออกมาในที่สาธารณะแบบไม่สนใจใคร “มันเผาเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ชาย” ผู้หญิงญี่ปุ่นจึงอาย             มันเผาเป็นอาหารที่ควรค่าแก่การให้ผู้ชายรับประทานมากกว่า เพราะมันเผาจะให้พลังงานได้มาก ในสังคมญี่ปุ่นสมัยก่อนมีการทำไร่ทำนาจึงมักปลูกมันเผาไว้กินในฤดูหนาวสำหรับครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำ ต้องใช้แรงจากการทำงานหนักมาก ซึ่งสมัยนี้ประเทศญี่ปุ่นมีเพียงผู้ชายที่เป็นคนทำงานหาเงินในครอบครัว ส่วนผู้หญิงหรือชุฟุส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่เป็นแค่แม่บ้านเท่านั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่ให้พลังงานเยอะ กลับกันผู้หญิงควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ เพื่อสุขภาพและเป็นขนมหวานที่มีความงดงามเช่น วุ้นโยคังหรือไดฟูกุ เป็นต้น จึงจะดูเหมาะสม หากใครเห็นผู้หญิงญี่ปุ่นกินมันเผาก็มักจะถูกมองแบบแปลก ๆ เล็กน้อย “มันเผาทำให้รู้ความต้องการของผู้หญิง” ผู้หญิงญี่ปุ่นจึงอาย             มันเผาเป็นของกินที่ให้พลังงานและลดน้ำหนักได้ แถมยังมีวิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมความงามให้ผู้หญิงด้วย หากผู้หญิงญี่ปุ่นคนใดที่กินมันเผาในที่สาธารณะก็จะทำให้คนอื่นรู้ได้ว่าคนคนนั้นน้ำหนักขึ้น ต้องการจะหาทางลด หรือรักในความสวยความงาม ต้องการเสริมความสวยของตัวเองให้มากขึ้น ซึ่งก็เหมือนเป็นการบอกความต้องการส่วนตัวภายในของเราให้คนอื่นรู้ง่าย […]

แค่เปลี่ยนความคิด โลกก็เปลี่ยนสีได้

ramswaroop1

            มันเป็นความจริงที่ว่าในทุกวันโลกของเราต้องปรับสมดุลให้มนุษย์มีทั้งความทุกข์และความสุขใน 1 วัน ซึ่งมนุษย์มักจะฝังใจอยู่กับความทุกข์ได้นานและมากกว่าความสุขแม้ความทุกข์จะเข้ามาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ทำให้แทนที่โลกของเราในวันนั้น ๆ จะมีหลากหลายสีสันกลับต้องถูกฉาบเพียงแค่สีทึบแห่งความทุกข์สีเดียวตลอดเวลา ฉะนั้นแค่เรารู้จักการเปลี่ยนความคิด โลกก็เปลี่ยนสีได้แล้ว…ลองสังเกตตัวคุณดูสิว่าในวันนี้คุณเห็นโลกในนามธรรมของตัวเองเป็นสีอะไร ความเหงาทำให้โลกเป็นสีเทา             หากในวันนี้คุณเห็นภาพโทนของโลกในความรู้สึกเป็นสีเทา นั่นหมายถึง คุณกำลังรู้สึกเหงา เสียใจ และผิดหวัง เหมือนตัวเองอยู่โดดเดี่ยวในโลกที่เดียวดาย ไม่มีใครที่จะมาสร้างความสุขให้โลกเปลี่ยนเป็นอีกสีได้ คุณต้องติดอยู่กับตัวเองตลอดเวลา แม้แต่เพื่อน พี่น้อง และคนรู้จักก็ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจคุณและพวกเขาก็ไม่อาจจะอยู่กับคุณได้ทุกเวลา มีพบก็เป็นสุข พอจากกันแบบเป็นหรือแบบตายก็ล้วนทำให้เกิดความทุกข์ได้ทั้งสิ้น มีเพียงตัวคุณเองที่จะเปลี่ยนให้ตัวเองคิดได้ว่า “เราสามารถหากิจกรรมทำให้ตัวเองมีความสุขได้ตามแบบของเรา อะไรที่ทำให้เราไม่เหงาก็ทำไปให้ลืมโลกสีเทา อย่าหยุดนิ่ง” เพียงแค่เปลี่ยนความคิด โลกสีเทาก็เปลี่ยนสีแล้ว ความเหนื่อยล้าและความโกรธทำให้โลกเป็นสีแดง             หากในวันนี้คุณเห็นภาพโทนของโลกในความรู้สึกเป็นสีแดง นั่นหมายถึง คุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทางกายหรือทางใจจากเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียสุขภาพดี ๆ ไป หมดแรง รู้สึกเหมือนว่าร่างของเราพร้อมที่จะล้มลงได้ทุกเมื่อหากไม่ได้รับการประคองตัวเองให้ดี ไม่แม้แต่อยากออกไปเจอกับผู้คน อยากจะพักผ่อนอยู่กับตัวเองให้ยาว ๆ ไปเลย และขณะเดียวกันสำหรับบางคนก็อาจอยู่ในภาวะอารมณ์ที่หงุดหงิดและโกรธซึ่งก็นำมาซึ่งความเหนื่อยล้าแบบแรกได้เช่นกันคุณจึงควรพักผ่อนให้เยอะ ๆ […]

ความรู้สึกก่อนที่คนเราจะตายเป็นเช่นไร?

ramswaroop1

            หากในเวลานี้คุณกำลังป่วยหนักและรู้ตัวว่านับวันความตายก็เริ่มใกล้จะเข้ามาหาเรามากขึ้นทุกทีก็คงพยายามจะทำใจให้ไม่กลัวได้ แต่ลึก ๆ แล้วแม้คุณจะไม่เกรงกลัวความตายแต่ก็คงไม่แคล้วใจหายที่จะต้องจากโลกที่เคยอยู่ไปพบกับโลกใหม่ที่ไม่อาจรู้ว่าจะมีอะไรที่รอเราอยู่ข้างหน้า แล้วที่สำคัญคือความอยากรู้ว่าก่อนที่คนเราจะตายนั้นเป็นอย่างไร? จะมีความรู้สึกทรมานมากหรือไม่ แล้วมีใจที่ร้อนรนหรือด้านชา วันนี้เราจะมาบอกเล่าความรู้สึกก่อนตายเหล่านั้นให้คุณได้รู้เท่าที่เราศึกษามา ก่อนตายเราจะรู้สึกตัวเบา             ในช่วงเวลาที่หัวใจเราเริ่มเต้นเบาลงทุกทีเพื่อรอวินาทีที่ใกล้ตาย ตัวของเรานั้นจะเหนื่อยแต่ก็ไม่ทรมาน เพราะความตายจะปราณีมนุษย์ทุกคนให้จากไปอย่างสงบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ที่ก่อนตายหลายคนที่เห็นญาติพี่น้องตัวมีลักษณะทรมานก็เพราะจิตของเขายังมีแต่ความหวาดกลัว ไม่สามารถปลงหรือปล่อยตัวเองตามสังขารที่กำลังจะสิ้นอายุขัยได้ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่จะเอาชนะความตาย เพราะเพียงชั่วขณะความกลัวเหล่านั้นก็จะหายไป ซึ่งตามธรรมชาติหากเราปล่อยวางและทำใจอยู่แล้ว ในวินาทีนั้นร่างของเราจะรู้สึกล้าแต่ก็ไม่หนัก ตรงกันข้ามกลับเบาบางราวกับขนนกที่กำลังล่องลอยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วยซ้ำเหมือนว่าธาตุทุกอย่างกำลังได้รับการปลดปล่อยหมดแล้ว ก่อนตายเราจะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น             ก่อนตายคนเราจะไม่อยู่กับโลกแห่งความจริง แต่จะเป็นในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ตาของเราจะเริ่มเลือนลางบ้างชัดเจนบ้างแต่สติสัมปชัญญะนั้นจะเริ่มลางเลือนจนไม่อาจได้ยินเสียงรอบข้างนอกจากหัวใจของเราที่เต้นช้าลงจนสัมผัสได้ ความง่วงที่เริ่มเข้ามาครอบงำก็ไม่ต่างจากยานอนหลับที่ต้องการให้คุณที่กำลังจะตายได้รับจนสามารถหลับตาได้อย่างสงบ ไม่เจ็บป่วยอีกต่อไปแล้ว ก่อนตายเราจะเกิดภาพเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตที่สำคัญ             ก่อนตายเราจะเกิดภาพเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้ามาในชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากจิตใต้สำนึกที่จะนำพาให้เรากลับมาหวนนึกถึงสิ่งสำคัญที่เรากระทำตั้งแต่จำความได้จนถึงสุดท้ายราวกับเปิดหน้าหนังสือแต่ละหน้าในช่วงอายุนั้น ๆ แบบช้า ๆ แต่ในโลกแห่งความจริงมันกลับรวดเร็วจนญาติพี่น้องและเพื่อน ๆ ของคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณเห็นอะไร มีแค่ตัวคุณที่สามารถรับรู้ หากเคยทำไม่ดีกับใครไว้จิตก็จะอโหสิกรรมให้ ณ ตอนนั้นเลยหากคุณเข้าใจคนอื่นมากยิ่งขึ้น ก่อนที่มันจะตัดไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของคุณ รูปภาพประกอบ : Pixabay #ความรู้สึกก่อนตาย #ภาพก่อนตาย […]

เข้าใจ “รูปธรรม” และ “นามธรรม”

ramswaroop1

            ในชีวิตของคนเราจะต้องมีการดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเรามักจะได้สัมผัสกับรูป รส กลิ่น เสียงมากมายที่ที่ทำให้เกิดความรู้สึกรักใคร่ ชอบพอ โลภ หลง และโกรธ แต่มันจะไปมีประโยชน์อันใดหากคุณจะเอาแต่นึกถึงสิ่งเหล่านั้นด้วยระบบประวาทสัมผัสทั้ง 5 อยู่ตลอดเวลา โลกของเราควรให้ผู้คนได้เรียนรู้ถึง “รูปธรรม” และ “นามธรรม” อย่างเท่าเทียมกันเพื่อที่ทุกคนจะได้ทำความเข้าใจความจริงของโลกและไม่ตัดสินหลาย ๆ อย่างจากภายนอกเท่านั้น รูปธรรมคืออะไร?             รูปธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์เราทุกคนสามารถสัมผัสถึงมันได้เพราะการมีอยู่จริงที่ปรากฏให้ได้เห็น สัมผัสผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ อาหาร ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเป้าหมายและความต้องการได้ ผู้คนในปัจจุบันมักจะติดอยู่กับความหลงชอบในสิ่งที่เป็นรูปธรรม เพราะสังคมทุกวันนี้มีการผลิตสิ่งที่เป็นรูปธรรมเข้ามามีผลต่อจิตใจและความอยากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ เครื่องสำอาง กล้องถ่ายรูปหลากหลายลูกเล่น หรือคอนโดมีเนียมหรูหราที่มีเครื่องใช้ภายในสะดวกสบายในตัวจึงอาจพูดได้ว่าประโยชน์ของรูปธรรมส่งผลให้ผู้คนติดใจกับมันจนเลือกที่จะไม่นึกถึงความจริงหลายอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และอาจมาถึงในสักวัน เช่น เครื่องสำอางที่ใช้ตกแต่งใบหน้าให้สวยงามในสักวันที่คุณแก่มันก็จะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เพราะไม่มีอะไรที่จะปกปิดรูปลักษณ์ธรรมชาติในตัวเราได้ในที่สุด เป็นต้น นามธรรมคืออะไร?             นามธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีการปรากฏให้เห็นว่ามีอยู่จริงในชีวิต ไม่สามารถจับต้องผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ แต่มนุษย์เราสามารถรับรู้และทำความเข้าใจในการมีอยู่ของมันได้ผ่านทฤษฎี หลักการ […]

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

ramswaroop1

         ภายหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทรงพิจารณาสิ่งที่ได้ทรงตรัสรู้เป็นเวลาสามยาม ยามที่หนึ่งทรงพิจารณาตามลำดับขั้นตอนแห่งเหตุปัจจัย ในการเกิดขึ้นของสภาวะธรรมที่เรียกว่าทุกข์ ทรงรู้และเข้าใจทุกข์และเหตุปัจจัย นี่คือขั้นตอนที่ทำให้เกิดทุกข์ที่เรียกว่าสมุทัย ยามที่สองทรงพิจารณาย้อนลำดับขั้นตอนของการดับไปแห่งทุกข์ ทรงรู้แจ้งสภาวะที่สิ้นเหตุปัจจัย นี่คือกระบวนการดับทุกข์ที่เรียกว่านิโรธ ยามที่สามทรงพิจารณาตามลำดับและย้อนลำดับทั้งขั้นตอนการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งเหตุปัจจัยในการก่อให้เกิดทุกข์ เมื่อธรรมทั้งหลายแจ่มแจ้ง สรุปได้ว่าเมื่อทรงตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นพระพุทธเจ้า          พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าปฏิจจสมุปบาทหมายความว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีปัจจัยที่เกิดต่อเนื่องตามกันมาหรือเป็นไปตามปัจจัยเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าปัจจยาการ เรียกโดยรวมว่า                     อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท           กระบวนการเป็นไปตามเหตุปัจจัยนี้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติซึ่งครอบคลุมทุกอย่างทั้งรูปธรรมและนามธรรม โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าหรือศาสดาใดๆ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “คถาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม อิทัปปัจจยตาก็ยังคงอยู่” การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าคือการนำกฏธรรมชาติที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทมาแสดงให้รู้ถึงปัจจยาการของการเกิดทุกข์และการดับไปของทุกข์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ใก้ลตัวที่สุดและยังสามารถขยายออกไปได้กว้างไกลไม่สิ้นสุดด้วยกฏธรรมชาติอันเดียวกัน          คำว่าธรรมในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นมีความหมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม บางครั้งก็เรียกว่าสภาวะซึ่งเป็นการสื่อตรงไปที่ความหมายที่ต้องการกว่า คำว่าสภาวะหมายความว่าสิ่งที่มีภาวะของตัวเองหรือมีอยู่ตามธรรมดาของมันที่มีที่เกิดที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่อย่างไรก็ตามคำว่าธรรมก็ยังเป็นคำที่ใช้กันมากที่สุด โดยเมื่อธรรมมีความหมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกจัดให้แยกออกมาเป็นรูปธรรมและนามธรรม          พระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายคำว่าสังขารว่าเป็นส่วนประกอบอยู่ในชีวิตของคนและเป็นที่รวมของสภาวะทั้งที่ดีและที่ร้ายในจิตใจอันมีเจตนาเป็นตัวนำทำหน้าที่ปรุงแต่งความคิดและพฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ หมายถึงปรุงแต่งจิตใจ ความคิด คำพูด การกระทำ ที่เรียกโดยรวมว่ากรรม สังขารอันเป็นที่รวมของส่วนประกอบในชีวิตมนุษย์นี้บางทีก็เรียกว่า “ขันธ์”          พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าชีวิตของมนุษย์เป็นที่รวมขององค์ประกอบทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมที่เรียกกันโดยรวมว่าขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูปขันธ์หนึ่งและนามขันธ์สี่ ได้แก่รูปขันธ์ คือกายอันเกิดจากการรวมกันของกองรูปธรรมต่างๆ เวทนาขันธ์คือความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ […]

ความตราตรึงของโลกทั้งใบให้นายคนเดียว 2539 VS 2563

ramswaroop1

            เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องรู้จักเรื่อง “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว”กันอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ เพราะล่าสุดเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นปี 2563 เพิ่งออกอากาศจบแบบสวยงามตามท้องเรื่องไปได้ไม่กี่เดือนก่อนนี้เองซึ่งกระแสการตอบรับจากผู้ชมทางบ้านก็เป็นไปได้ดีมาก ขนาดว่าออกอากาศดึกนะเนี่ย ยอดเรตติ้งถือว่าน่าพอใจมากเลยล่ะหากเทียบกับโลกทั้งใบให้นายคนเดียวเมื่อปี 2543 ซึ่งจำได้ว่าปีนั้นออกอากาศเป็นละครทางช่อง 7 ครั้งแรกไม่ค่อยดังเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้โลกทั้งใบให้นายคนเดียว เวอร์ชั่นปี 2539 และโลกทั้งใบให้นายคนเดียวเวอร์ชั่นปี 2563 จึงเป็นเวอร์ชั่นทำเรตติ้งดีที่สุดและตราตรึงใจผู้ชมทั่วประเทศ ว่าแต่โลกทั้งใบให้นายคนเดียว 2 เวอร์ชั่นนี้มีอะไรเด็ดจึงทำให้ผู้ชมประทับใจกันมาก เราจะมาบอกกัน! เรื่องย่อโลกทั้งใบให้นายคนเดียว             “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว” ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ไม้” กับ “เม่น”สองพี่น้องร่วมสายเลือดแท้ ๆ ที่หลงรัก “ป้อน” สาวน้อยน่ารักที่ทำให้โลกทั้งใบของชายทั้งสองเติมเต็มด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เนื่องจากพ่อของทั้งสองป่วยและฐานะทางบ้านของพวกเขาก็ไม่ดีนัก ทำให้ไม้ต้องจำใจเข้าร่วมแก๊งขโมยรถของ “โต” ตามคำแนะนำของ “โบ้” ซึ่งขณะนั้นไม้กับป้อนต่างก็มีใจให้กันโดยที่ต่างฝ่ายก็ไม่ได้เปิดเผยให้รู้ จนกระทั่งเม่นก็มารู้ถึงความสัมพันธ์ของไม้กับป้อน และขณะนั้นไม้ก็ต้องหนีการไล่ล่าของโต แล้วอย่างนี้ความรักของไม้กับป้อนจะลงเอยได้หรือไม่? โลกทั้งใบให้นายคนเดียว เวอร์ชั่นปี 2539             โลกทั้งใบให้นายคนเดียว เวอร์ชั่นปี […]

ความโด่งดังของรายการ “The Mask Singer”

ramswaroop1

            หากจะพูดถึงรายการเพลงที่เปิดโอกาสให้ศิลปินหลายคนมาแสดงความสามารถในการร้องเพลงผ่านการฟังแค่น้ำเสียง แต่ไม่สามารถเห็นหน้าได้ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในเมืองไทยจนต้องมีหลาย Season ก็คงไม่พูดถึงรายการ “The Mask Singer”ไม่ได้แน่นอน เพราะรายการนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่ทำให้ผู้คนรู้จักกับความสามารถพิเศษในการร้องเพลงที่แฝงอยู่ภายในตัวของศิลปินแต่ละคนอย่างไม่คาดคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะสามารถร้องได้ ตอนนี้รายการ The Mask Singer กำลังอยู่ในช่วงวางแพลนการทำ Season ใหม่ ระหว่างนี้เราก็จะขอมาแนะนำรายการดังกล่าวให้ทุกคนรู้จักกันสักหน่อย ทำความรู้จักกับรายการ “The Mask Singer”             รายการ “The Mask Singer” เป็นรายการลิขสิทธิ์ของบริษัท Munhwa Broadcasting Corporation (MBC) จากประเทศเกาหลีใต้ที่ไทยได้ซื้อมาสร้าง โดยให้ศิลปินมากมายไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นายแบบ หรือนักแสดงมาร่วมแข่งขันร้องเพลงกันซึ่งแต่ละคนจะอยู่ภายใต้ชุดมาสคอตต่าง ๆ ที่แหวกแนวแตกต่างกันออกไปตามความชอบของแต่ละคนซึ่งพวกเขาสามารถเลือกได้ว่าอยากอยู่ในชุดมาสคอตใดที่จะเป็นสัญลักษณ์แทนตัวเขาได้ เช่น บี้ KPN ที่เลือกใส่หน้ากากซาลาเปาก็เพราะตัวเองมีลูกที่น่ารักชื่อว่า “น้องเปาเปา”ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจของเขากับภรรยา เป็นต้น ด้วยความที่ชุดมาสคอตของแต่ละคนต่างก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กันทำให้ผู้ชมทางบ้านต่างให้ความสนใจกับการแข่งขันในรายการ “The Mask Singer”มากกว่ารายการร้องเพลงอื่น ๆ มาก             […]

3 ละครเวทีเดอะมิวสิคัลที่ตราตรึงใจคนไทย

ramswaroop1

            ทำไมต้องเป็นละครเวทีเดอะมิวสิคัล? ละครเวทีเดอะมิวสิคัล เป็นการนำเรื่องราวสนุก ๆ มาแสดงควบคู่ไปกับการถ่ายทอดอารมณ์ด้วยเสียงเพลงที่ขับร้องออกมามากกว่า 10 เพลงในเรื่องเดียว เพื่อเสริมอรรถรสทางด้านศิลป์และความรู้สึกที่ตัวละครมีให้กันซึ่งย่อมจะออกมาดีกว่าการพูด หากคุณยังตราตรึงใจกับละครเวทีเดอะมิวสิคัลของไทยหลายเรื่องที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้มีการสร้างออกมาใหม่ ๆ เหมือนสมัยก่อนมากนัก อันเนื่องจากคนยุคใหม่ต่างนิยมดูในโทรทัศน์หรือทางโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก วันนี้เราจะพาคุณไปรำลึกถึง 3 ละครเวทีเดอะมิวสิคัลที่ตราตรึงใจคนไทยกันเผื่อว่าใครอยากจะกลับไปฟังเพลงไพเราะที่หาได้ยากในเพลงละครโทรทัศน์ทั่วไป แม่นากพระโขนง             แม่นากพระโขนง เป็นละครเวทีเดอะมิวสิคัลของไทยที่ได้รับความสนใจในหมู่คนไทยเป็นจำนวนมาก โดยเรื่องราวได้ถ่ายทอดความรักที่ความตายไม่สามารถมาพรากเธอกับลูกจากคนรักได้ ในช่วงรัชกาลที่ 4 “นาก”หญิงตั้งครรภ์แก่ได้เสียชีวิตท้องกลมลงในขณะที่ยังคงรอการกลับมาของสามีที่ไปรบ จึงได้เป็นผีอุ้มลูกออกมาร้องเรียกหา “มาก”ซึ่งกลายเป็นตำนานชวนให้สะพรึงขวัญทั่วคุ้งน้ำและในย่านพระโขนงมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในความน่ากลัวก็กลับแฝงไปด้วยความรักที่มั่นคงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้น่าตาไหลไปพร้อมกับการถ่ายทอดฉากอันน่ากลัวและน้ำเสียงร้องเพลง “ฉันจะรอเธอ”ของนัท มีเรียที่แสดงเป็นผีแม่นากมาก ไม่ว่าจะเป็นโลเกชั่นบ้านไม้โบราณท่ามกลางป่าและแม่น้ำอันเงียบสงบยามสนธยา และบรรยากาศการมาเยือนของแม่นากที่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งโรงละครจนทำเอากรี๊ดไปเลย ลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับ “แม่นากพระโขนง” แม่นาคพระโขนง เดอะมิวสิคัล ทวิภพ             ทวิภพ เป็นละครเวทีเดอะมิวสิคัลของไทยที่มีการนำมารีเมคสร้างใหม่หลายต่อหลายครั้งเพราะมีเรื่องราวความน่าสนใจของบรรยากาศทันสมัยในยุคปัจจุบันสลับกับยุคในช่วงรัชกาลที่ 5 ซึ่งตัวของ “มณีจันทร์”ได้ข้ามกาลเวลาผ่านกระจกโบราณมาอยู่ในอีกด้านหนึ่งของบานกระจกซึ่งยังคงใหม่และมันอยู่ในห้องนอนของ “คุณหลวงอัครเทพวรากร” จนเกิดเป็นความรักท่ามกลางเหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสต้องการล่าอาณานิคมในสยามเราจึงเป็นละครเวทีเดอะมิวสิคัลที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่ามาก อีกทั้งเรายังได้ใกล้ชิดกับความน่ารักของคู่พระนาง และเพลงไพเราะของแนวป๊อปที่ผสานกับความเป็นไทยเดิมหลายเพลงได้กินใจมาก ลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับ “ทวิภพ” Spot ทวิภพ […]

กฎธรรมชาติของไตรลักษณ์

ramswaroop1

         กฎธรรมชาติ 3 ข้อ คือ “อนิจจตา” “ทุกขตา” และ “อนัตตา” นี้เรียกว่า “ไตรลักษณ์” แปลว่า ลักษณะสามของธรรม ข้อที่ 1 สังขารทั้งปวง เป็นอนิจจา ไม่เที่ยง คือ มีแล้วไม่มี มีขึ้นแล้วดับหาย เกิดมีแล้วดับสลาย ข้อที่ 2 ว่า สังขารทั้งปวง เป็นทุกขา คงทนอยู่ไม่ได้ คือถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ข้อที่ 3 ว่า ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ไม่เป็นไม่มีตัวตน คือไม่อยู่ใต้อำนาจของใคร ที่จะสั่งบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้          กฎธรรมชาติชุดไตรลักษณ์นี้ มันก็มีลักษณะเป็นอนิจจา เป็นทุกขา เป็นอนัตตา เริ่มแต่พื้นฐานที่ว่านี้ คือสิ่งทั้งหลายมีภาวะของมันเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีภาวะของมันที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นไปตามเหตุปัจจัย ถ้าอัตตามีจริงสิ่งทั้งหลายก็ไม่ต้องและไม่อาจเป็นไปตามเหตุปัจจัยแต่เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย อัตตาก็ไม่อาจจะมีเมื่อมองเห็นสิ่งนั้นๆ เป็นเพียงภาพรวมขององค์ประกอบหรือส่วนย่อยหลากหลาย ที่เกิดและดับสลายสัมพันธ์กันเป็นไป […]

การอุทิศส่วนกุศลให้เทวดาที่คุ้มครองชีวิต

ramswaroop1

            ความเจ็บปวด อันตราย และผลกระทบที่เปรียบเสมือนลมมรสุมต่าง ๆ ในชีวิตตามหลักของศาสนาพุทธนั้นได้กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากกรรมของเราในอดีตที่ส่งผลให้มนุษย์ต้องชดใช้และส่วนหนึ่งก็มาจากเจ้ากรรมนายเวร ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อชีวิตของมนุษย์ทุกคนต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมต่าง ๆ แต่ขณะเดียวกันสิ่งเหล่านี้ก็สามารถช่วยลดทอนไปได้จากความช่วยเหลือของเทวดาประจำตัวที่คุ้มครองชีวิตเรานั่นเอง เทวดาที่คุ้มครองชีวิตคือใคร?             เทวดาที่คุ้มครองชีวิต คือ เทวดาที่มีหน้าที่คอยดูแลปกป้องมนุษย์คนหนึ่งตามที่ตัวเองสมควรทำเพื่อไม่ให้บุคคลนั้นต้องพบเจอกับอันตรายหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ชีวิตต้องเกิดความสิ้นหนทางหรืออันตรายอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นตามอายุขัยนั้น ๆ หรืออาจมาจากสิ่งชั่วร้ายที่ต้องการทำให้เราบาดเจ็บ เทวดาที่คุ้มครองชีวิตก็จะคอยส่องดูและสัมผัสถึงอันตรายของคนที่ตัวเองดูแลได้ ซึ่งทุกคนย่อมมีเทวดาประจำตัวที่คุ้มครองแตกต่างกันไป เช่น บรรพบุรุษ พ่อแม่ในอดีตชาติ คู่ครองในอดีตชาติ หรือแม้แต่ผู้อื่นที่เคยมีความสัมพันธ์กับคุณในทางใดทางหนึ่งที่แน่นแฟ้นเกี่ยวข้องกันด้วยบุญและสายใยก็ย่อมสามารถเป็นเทวดาคุ้มครองชีวิตคุณได้ทั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาอยู่ในสถานภาพเป็นเทวดาบนสวรรค์ ความสำคัญของการอุทิศบุญให้เทวดาที่คุ้มครองชีวิต             หลายคนคงสงสัยตรงนี้ว่าหากมีเทวดาคุ้มครองชีวิตทุกคนจริง แล้วเหตุใดเราจึงต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมมากมายที่หาทางออกไม่ได้ในหลายครั้งและเสี่ยงชีวิตกับอุบัติเหตุ หรือแม้แต่บางคนก็ตายก่อนวัยอันควรทั้งที่พระท่านก็บอกว่าอายุขัยเขายังไม่ถึงฆาตด้วยซ้ำ เราขอบอกทวนเลยว่า เทวดาที่คุ้มครองชีวิตสามารถช่วยคุณได้แค่ “เหตุสุดวิสัยที่ผิดจากการได้รับผลกรรมตามธรรมชาติ” บางคนที่เกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นและต้องยอมรับชะตากรรมกับมันด้วยร่างกายหรือจิตใจนั่นย่อมเกิดได้จาก 2 สาเหตุ ดังนี้ 1.ผลจากกรรมในอดีตที่แต่ละคนเคยทำไว้ ซึ่งเทวดาที่คุ้มครองไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปขัดขวางกรรมของผู้อื่นได้แม้จะอยากช่วยเหลือก็ตาม ไม่เช่นนั้นพวกท่านก็จะต้องเดือดร้อนเอง 2.ไม่มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เทวดาที่คุ้มครองชีวิตเลย เนื่องจากเทวดาที่คุ้มครองชีวิตท่านย่อมต้องมีพลังในการที่จะช่วยเหลือมนุษย์จากสิ่งที่ไม่ดีในโลกซึ่งไม่ใช่ที่ของตัวเองจำนวนมาก แม้หลายท่านจะมีบารมีก็ตาม แต่ระดับบารมีนั้นก็ย่อมแตกต่างกัน ต้องมีการสะสมจากผลบุญ ซึ่งการสร้างผลบุญตามหลักศาสนาสามารถทำได้เฉพาะยามที่เราเป็นมนุษย์ การตายสำหรับบางคนทั้งที่ยังไม่หมดอายุขัยจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากหมั่นอุทิศให้ท่านบ่อย ๆ […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me