นักจิตวิทยากับจิตแพทย์ทำงานแตกต่างกันอย่างไรในการรักษาคน?

ramswaroop1

            ในเวลาที่คุณเครียด ท้อแท้ และหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้จนส่งผลให้สุขภาพจิตของตัวเองเกิดปัญหาจนเรื้อรังก็ย่อมต้องควรหาใครสักคนที่จะช่วยแนะนำคุณได้ แต่มันก็น่าสับสนตรงนี้ล่ะ เราควรจะไปพบใครดี นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์? บางคนก็ยังงงอยู่เลยว่าอ้าว? ทั้งสองอาชีพนี้ไม่เหมือนกันหรือ นักจิตวิทยากับจิตแพทย์มีวิธีการรักษาคนที่แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปไขข้อสงสัยกัน การรักษาของนักจิตวิทยา             นักจิตวิทยา เป็นบุคคลที่ทำงานรักษาและบำบัดสุขภาพจิตรวมถึงให้คำปรึกษาในเรื่องราวต่าง ๆ แก่ชีวิตของคนที่มาเข้ารับการรักษาเพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพเหมือนคนทั่วไป ซึ่งเราจะไม่ขอเรียกผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษากับนักจิตวิทยาว่า “ผู้ป่วย” เพราะนักจิตวิทยาไม่ใช่แพทย์โดยตรง การรักษาก็จะมีความแตกต่างจากจิตแพทย์ตรงที่นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยวิธีการทางธรรมชาติผ่านการเล่า พูดคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกับตัวนักจิตวิทยาเป็นการส่วนตัว หรืออาจมีนัดทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรื่องราวความทุกข์ของกันและกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ระบาย และหาทางแก้ไขร่วมกัน หรือทำกิจกรรมผ่อนคลายเพื่อสุขภาพจิตจะได้รับการบำบัดไปพร้อมกับสุขภาพกาย ได้ออกข้างนอกรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น ใช้ชีวิตสนุกสนานตามกระบวนการรักษาจนจบขั้นตอนเมื่อผู้รับการบำบัดมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยตัวเอง ควบคุมอารมณ์ และสามารถเข้าใจตัวเองได้ดีแล้วก็ไม่ต้องมาพบนักจิตวิทยาอีก พูดง่าย ๆ ก็คือ นักจิตวิทยาจะไม่ใช้ยาในการรักษาใด ๆ เลย การรักษาของจิตแพทย์             นักจิตแพทย์มีหน้าที่รักษาและบำบัดสุขภาพจิตของคนเหมือนกับนักจิตวิทยา เพียงแต่จิตแพทย์มุ่งเน้นศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะทางมากกว่าและใช้ยาในการรักษาเพื่อให้กระบวนการบำบัดมีความคล่องตัวและรวดเร็ว มีการนัดพูดคุยผลการใช้ยาและอารมณ์จิตใจของผู้ป่วยเป็นระยะเพื่อบันทึกการพัฒนาสุขภาพจิต ดูว่าควรจะลดหรือเพิ่มตัวยาไหนให้เหมาะกับสารเคมีในสมองของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งการรักษาและบำบัดของจิตแพทย์ก็มักจะทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ดีจนเหมือนปกติ แต่เมื่อใดที่ขาดยา อาการก็อาจจะกลับมาได้อีกครั้ง             สำหรับเราคิดว่า การรักษาและบำบัดด้วยกิจกรรมดูจะปลอดภัยและทำให้ผู้ที่มีผลกระทบทางสุขภาพจิตสามารถเข้าใจตัวเอง […]

ขวัญเอยขวัญมา อยู่ที่ใดเจ้าจงกลับมา

ramswaroop1

                        ขวัญเอยขวัญมา อยู่ที่ใดเจ้าจงกลับมา อย่าลอยไปไกลเลยนะเออ                  ความเชื่อของคนเรานั้น มีหลายอย่างมากมาย โดยเฉพาะชนกลุ่มคนทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และความเชื่ออย่างหนึ่งที่อยู่คู่คนไทยมาเนิ่นนาน ซึ่งนั่นก็คือ เรื่อง ขวัญหนี จึงมีพิธีเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับเจ้าของ ขวัญเอยขวัญมา อยู่ที่ใดเจ้าจงกลับมา กลับมาอยู่กับเจ้าของ               ขวัญเอยขวัญมา อยู่ที่ใดเจ้าจงกลับมา หลายคนต้องคุ้นหูกับประโยคดังกล่าวเมื่ออยู่ในพิธีเรียกขวัญ ขวัญหนี เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง เป็นสิ่งสำคัญเปรียบเสมือนวิญญาณ เมื่อขวัญหนี เจ้าตัวจะไม่เป็นตัวของตัวเอง เหม่อซึม ตกใจบ่อย ที่หนักกว่านั้น หลายคนต้องเผชิญกับเรื่องของ ดวงตก เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายทั้งที่ระมัดระวังแล้ว  ว่าแต่ว่า เหตุใดขวัญจึงต้องหนี เหตุผลแรกก็น่าจะมาจาก การตกใจอะไรมากๆ ไม่ใช่แค่ว่า ขวัญหนีแล้วตกใจง่าย การตกใจอย่างหนัก ขวัญก็หนีได้เช่นกัน อย่างเช่นเวลาขับรถ อยู่ๆ ก็มีคนบีบแตรใส่ หรืออาจเป็นสาเหตุ มาจากความผิดหวังกับบางสิ่ง อย่าง เรื่องของอาการอกหักของหนุ่มสาว เรื่องขวัญหนี ไม่ใช่ความเชื่อของคนไทยเท่านั้น ทั้งลาว […]

จงรักสุขภาพของคุณก่อนที่ Office Syndrome จะถามหา

ramswaroop1

            เชื่อว่าคนทำงานอย่างคุณน่าจะมีประสบการณ์ทำงานอยู่แต่กับโต๊ะทำงานของตัวเองทั้งวัน แทบไม่ได้ลุกออกไปไหนเลย นอกจากเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน บางทีก็อาจนั่งอยู่กับโต๊ะจนล่วงเลยมาดึกดื่นก็ยังคงทำงานไม่หยุดซึ่งมักเจอในรูปแบบของคนที่ทำงานออฟฟิศหรือฟรีแลนซ์ ถ้าคุณเป็นหนึ่งในรูปแบบนั้นระวัง Office Syndrome จะถามหานะคะ Office Syndrome คืออะไร?             Office Syndrome คือโรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณหลังโดยมาจากการนั่งทำงานหรือการอยู่ในอิริยาบถเดิมตลอดเวลา ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนอิริยาบถท่าทางใด ๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมงซึ่งหากปวดแล้วยังคงปล่อยไว้ก็อาจมีอาการปวดมากขึ้นจนกลายเป็นเรื้อรังและตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนอื่นได้ เช่น เอ็นรัดข้อมืออักเสบกดทับเส้นประสาท ,กล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ ,ความผิดปกติของความตึงตัวของเส้นประสาท ,เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ เป็นต้น สาเหตุของ Office Syndrome             Office Syndrome มีสาเหตุมาจากการอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นประจำหรือติดต่อกันหลายชั่วโมงทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่หลังเกิดความตึงจนเจ็บปวดบริเวณหลัง รวมถึงการนั่งที่ผิดวิธีตามความเคยชินของตัวคุณเองก็อาจเป็นสาเหตุของ Office Syndrome ด้วยนะคะ อาการของ Office Syndrome             ผู้ที่เป็น Office Syndrome จะมีอาการปวดแบบบีบหนักและชาตามสะบัก ไหล่ หลัง […]

รวมผักผลไม้บำรุงสายตา ยุคโซเชียล เพื่อมนุษย์ติดจอ!

ramswaroop1

คุณกำลังใช้สายตามากเกินไปหรือเปล่า?  เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นหลายคนต่างก้มหน้าก้มตาเล่นโซเชียล และ ทำงานผ่านมือถือและจอคอมพิวเตอร์กันอยู่เสมอ… โดยเฉพาะชาวออฟฟิศทั้งหลาย และอาจรวมถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอต่อวันเป็นระยะเวลานาน ๆ ทำให้ต้องเผชิญกับแสงสีฟ้า จนทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวอ่อนล้าได้ วันนี้เราจึงมีอาหารเสริมที่อยู่ใกล้ตัวที่มีรสชาติอร่อย แถมยังมีสรรพคุณในการช่วย “บำรุงสายตา” มาฝากกันค่ะ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จำพวกที่มีสีแดงโกจิเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่  เปรียบเหมือนคลังเเสงของเหล่าวิตามินที่ช่วย บำรุงสายตา เลยล่ะค่ะ  เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ  วิตามินซี   ป้องกันความเสียหายจากเเสง  UV  ช่วยลดความเสื่อมของกระจกตา   ช่วยปกป้องเซลล์ดวงตาไม่ให้ถูกทำลาย   ลดความเสี่ยงต้อกระจกเเละป้องกันการเกิดต้อหินได้ ฟักทอง เป็นกลุ่มของพืชผักที่มีสีเหลือง มีสารซีแซนทิน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง มีสรรพคุณหลายอย่างที่ช่วย“บำรุงสายตา” และปกป้องดวงตา สารเหล่านี้ทำหน้าที่ดูดซับแสงส่วนเกินและป้องกันไม่ให้แสงทำลายเลนส์ตาของคุณ ทำให้ช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ในลูกตาจากการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรติน่า และฟักทองนอกจากจะช่วย “บำรุงสายตา”  ยังมีคอลลาเจนตามธรรมชาติที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งผ่องใสด้วยนะคะ  เเครอท แครอท อีกหนึ่งที่ช่วย “บำรุงสายตา”  จัดเป็นกลุ่มอาหารสีส้ม ที่ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลายจากเเสงเเดด เเละ รังสีอันตรายต่างๆป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน ช่วยส่งเสริมการทำงานของจอประสาทตา ไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันสมควรเพราะมีลูทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ จึงช่วย […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me