รูปแบบการจัดโต๊ะทำงานบอกนิสัยคุณได้

ramswaroop1

            ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรืออยู่ในออฟฟิศ เราเชื่อว่าทุกคนต้องมีโต๊ะทำงานของตัวเองที่ควรให้การดูแลและจัดตามสไตล์ของแต่ละคน แม้คนอื่นที่มองจะบอกให้ปรับเปลี่ยนด้วยเพราะขัดสายตาหรืออย่างไรก็ตาม คุณจะไม่สามารถทำตามที่เขาบอกได้เพราะการที่ได้จัดโต๊ะทำงานตามรูปแบบที่ตัวเองชอบนั้นก็เป็นอีกปัจจัยที่สามารถช่วยให้หัวคิดงานแล่นได้ดีไม่ต่างจากสภาพแวดล้อมในห้องทำงานอันกว้างขวางเลย เพียงแต่คนเราก็ย่อมอยากให้มุมส่วนตัวเป็นพื้นที่สบายใจสบายตาของเราในการทำงานมากกว่า ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่รูปแบบการจัดโต๊ะทำงานจะสามารถบอกนิสัยของคุณได้ หากอยากรู้ว่าคุณมีนิสัยอย่างไรตามการจัดโต๊ะทำงาน เราไปดูกันดีกว่า จัดโต๊ะทำงานแบบมีของวางด้านหน้าและด้านข้าง             การจัดโต๊ะแบบมีของวางด้านหน้าและด้านข้างซึ่งมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากและอยู่ในปริมาณที่พอดีเหมือนโต๊ะทำงานทั่วไป ประเภทสิ่งของที่จัดวางบนโต๊ะทำงานส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ทำงานเช่น กล่องเครื่องเขียน กรรไกร และกล่องเครื่องมือที่ขนาดกะทัดรัด สิ่งใดไม่ใช่ของสำคัญอย่าคิดว่าจะมีค้างในโต๊ะตัวเอง แม้ของบางอย่างจะอยู่ด้านข้างก็ไม่อยู่ใกล้แขนจนตกเสียหายได้ง่าย ส่วนตรงกลางก็มีพื้นที่ว่างและกว้างขวางสะอาดตาพอจะวางงานทำได้อย่างถนัดมือ คนที่จัดโต๊ะรูปแบบนี้จะมีนิสัยเจ้าระเบียบ มั่นใจในตัวเองสูง วางแผนการอย่างมีระบบและต้องได้ผลตามที่ตัวเองหวัง ซึ่งงานมักจะออกมาได้ดี แต่ข้อเสียคือมักทนกับความผิดพลาดไม่ค่อยได้และมักเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว จัดโต๊ะทำงานแบบตกแต่งด้วยของหลากหลาย             การจัดโต๊ะทำงานแบบตกแต่งด้วยของจุกจิกมากมายวางไม่จำกัดตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ของกิ๊ฟช็อป โปสการ์ด กระดาษโพสต์อิสท์ต่าง ๆ หรือแม้แต่กระถางต้นไม้ก็ยังนำมาตกแต่งแบบอารมณ์คนที่ชีวิตขาดสีสันไม่ได้และโต๊ะทำงานตัวเองต้องมีความโดดเด่นกว่าคนอื่น มีสไตล์ล้ำเกินกว่าโต๊ะทำงาน และมักจะถูกปรับเปลี่ยนการตกแต่งบ่อย ๆ ที่แม้จะมีของเยอะแต่ก็ยังคงระเบียบและความสวยงามจนทำให้บรรยากาศการทำงานไม่น่าเบื่อ คนที่จัดโต๊ะรูปแบบนี้มักจะมีนิสัยชอบเข้าสังคม ร่าเริง เป็นกันเอง คิดอะไรก็พูดแบบนั้นออกไป เป็นที่ปรึกษาของคนอื่นดีมาก และยังเป็นมันสมองให้กับแผนกได้ด้วย เพราะมีความคิดสร้างสรรค์และรอบคอบสูง แต่ข้อเสียคือมักเป็นคนที่ชอบคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องต่าง ๆ จนบางทีก็เดือดร้อนตัวเองไปเลย จัดโต๊ะทำงานแบบเรียบง่ายสะสมงานเต็มไปหมด             การจัดโต๊ะทำงานแบบคนที่ชอบความเรียบง่าย […]

ปักกิ่งเมื่อสามสิบปีก่อน

ramswaroop1

         เมื่อสามสิบปีก่อน ผู้เขียนได้ทุนไปเรียนในหลักสูตรทางด้านโครงข่ายคอมพิวเตอร์ที่นครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน โดยเป็นทุนสนับสนุนจากสหประชาชาติ          เมื่อไปถึงปักกิ่งประมาณหนึ่งทุ่มตามเวลาท้องถิ่น ตอนนั้นสนามบินที่ปักกิ่งเป็นสนามบินเก่าไม่ใช่สนามบินแห่งใหม่ที่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน หลังจากแลกเงินดอลล่าร์ทีสนามบินเป็นเงินหยวนสำหรับนักท่องเที่ยวแล้วจึงเรียกรถแท็กซี่จากสนามบินไปยังที่พักที่มหาวิทยาลัยการไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง ที่พักในมหาวิทยาลัยเป็นอาคารพักสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติ          หลักสูตรที่ไปเรียนที่ปักกิ่งนี้ทางสหประชาชาติให้ทุนสนับสนุนแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกจึงมีเพิ่อนร่วมชั้นเรียนจากประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียแปซิฟิกจำนวนประมาณ 30 คน ผู้เขียนเป็นนักเรียนจากประเทศไทยเพียงคนเดียว ตอนแรกก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกันแต่พอเรียนร่วมกันไปนานเข้าก็ค่อยๆสนิทสนมกัน มีนักเรียนจีนสามคนคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในปักกิ่ง           ปักกิ่งเมื่อสมัยเกือบสามสิบปีที่แล้วต่างจากปักกิ่งทุกวันนี้มากมาย ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถจักรยาน มีอาคารสูงๆมากแต่ส่วนใหญ่จะเป็นที่พักอาศัยหรือหน่วยงานของรัฐบาลไม่ใช่อาคารสำนักงานทางธุรกิจ          ปักกิ่งในช่วงเวลานั้นเป็นฤดูร้อนอากาศจึงค่อนข้างร้อนไม่แพ้เมืองไทย ปักกิ่งมีการปลูกต้นไม้มากมายบางบริเวณก็ทำเป็นส่วนหย่อม เวลาเราเดินไปตามถนนจะรู้สึกถึงความร่มรื่นและเขียวขจีของต้นไม้ เวลาไปไหนต่อไหนกันผู้เขียนจะไปกับเพื่อนต่างชาติสามคน          การเดินทางในปักกิ่งส่วนใหญ่เราจะนั่งรถเมล์กับรถไฟใต้ดิน รถเมล์ในปักกิ่งในตอนนั้นแน่นมากพอๆกับรถเมล์ในกรุงเทพฯ บางคันดูเหมือนจะแน่นกว่าด้วยซ้ำ ส่วนรถไฟใต้ดินจะวิ่งรอบเมืองคงเป็นรถที่ใช้มาหลายปีดูค่อนข้างจะเก่า          วิถึชีวิตของชาวปักกิ่งในตอนนั้นดูจะยังเป็นสไตล์แบบคอมมิวนิสต์อยู่ แม้ว่าจะดูทันสมัยมากขึ้นกว่ายุคเหมา เจ๋อ ตุง เพราะชาวจีนก็เริ่มแต่งตัวแบบที่เป็นสากลกันมากแล้วโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว คนที่พูดภาษาอังกฤษได้มีน้อยซึ่งน่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ คนสูงอายุมักจะอาศัยอยู่ตามบ้านเป็นส่วนใหญ่ ดูลักษณะภายนอกแล้วใจดี          ช่วงเวลานั้นประเทศจีนเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นานและเริ่มต้นเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากระบบปิดมาเป็นแบบตลาดได้ประมาณ 10 ปี บ้านช่องในปักกิ่งเป็นแบบเก่ามักจะสร้างด้วยอิฐและมีชั้นเดียวซึ่งดูทึบแต่แข็งแรง แต่ก็เริ่มมีอาคารแบบสมัยใหม่เกิดขึ้นมากเหมือนกันแต่ยังเป็นสไตล์แบบสังคมนิยมอยู่          ในปักกิ่งผู้คนส่วนใหญ่จะใช้รถจักรยานขี่ไปตามถนนหนทาง […]

ดิเอ็กซอร์ซิสต้นแบบภาพยนตร์ไล่ผี

ramswaroop1

การไล่ผีเป็นประเพณีอย่างหนึ่งในหลายๆพื้นที่ในโลก ทั้งในยุโรป เอเชียและอาฟริกา ในศาสนาคริสต์ให้คำจำกัดความของคำว่าผี คือวิญญาณที่ชั่วร้ายหรือปิศาจ ที่ต้องการเข้ามาครอบงำเหยื่อเพื่อจุดประสงค์บางประการของตน โดยใช้อำนาจเหนือธรรมชาติ ทำให้เหยื่อมีความผิดปกติทางกายและมีพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปและอาจจะจะมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ ที่เกิดจากการควบคุมบังคับของวิญญาณชั่วร้ายเหล่านั้น การไล่ผีคือพิธีกรรมการขับไล่ความชั่วร้ายหรือปิศาจออกไปจากการควบคุมเหยื่อและทำให้วิญญาณของผู้ที่ถูกความชั่วร้ายเข้าควบคุมได้รับอิสระ การไล่ผีที่เกิดขึ้นแต่ละกรณีต้องกระทำโดยบาทหลวงหรือพระคาร์ดินาลที่ได้รับอนุญาตจากวาติกัน และต้องกระทำการโดยพระคาร์ดินาลที่มีประสบการณ์และความชำนาญ เพราะถ้าทำไปโดยไม่เข้าใจหรือใช้วิธีที่รุนแรงเกินไปบางครั้งอาจเกิดอุบัติเหตุทำให้เหยื่อที่ถูกผีเข้าสิงถึงกับเสียชีวิต พิธีการไล่ผีของพระคาร์ดินาลในสมัยก่อนก็มักจะมีอุปกรณ์ประกอบ คือไม้กางเขน น้ำมนต์และคัมภีร์ไบเบิ้ล โดยในระหว่างการไล่ผีจะใช้บทสวดจากคัมภีไบเบิ้ลเป็นหลัก สำหรับฮอลลีวู้ดเองก็มีการสร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการไล่ผีออกมาหลายเรื่อง ภาพยนต์ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดและถือว่าเป็นต้นแบบของภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการไล่ผีจนมีการสร้างภาพยนตร์ประเภทนี้ตามออกมาอีกหลายเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้คือดิเอ็กซอร์ซิส (The Exorcist) หรือมีชื่อภาษาไทยว่าหมอผีเอ็กซอร์ซิส ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขี้นในปี 1973 จากบทประพันธ์ของวิลเลียม ปีเตอร์ แบตตี้ (William Peter Batty) ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับการแสดงโดยวิลเลียม ฟรีดกิ้น (William Friedkin) เนื้อเรื่องของดิเอ็กซอร์ซิส สำหรับเนื้อเรื่องโดยย่อของดิเอ็กซอร์ซิส เริ่มต้นที่เมืองโบราณฮาตรา ประเทศอิรัก หลวงพ่อแลงคาสเตอร์ เมอร์ลินนักบวชคาทอลิกได้ไปทัาทายพาซูซูปิศาจโบราณในระหว่างการขุดค้นโดยยืนประจันหน้ากับรูปปั้นของมัน ขณะเดียวกันที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศอาฟริกาใต้ นักแสดงหญิงชื่อดังคริส แมคนีลอาศัยอยู่กับเรแกนลูกสาวของเธอในอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง เรแกนเริ่มมีลักษณะแปลกและผิดปกติไป คริสจึงพาเธอไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการทางจิตแต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ คืนหนึ่งเพื่อนของคริสชื่อเบิร์ก แดนนิ่งถูกโยนออกทางหน้าต่างห้องนอนของเร […]

บาดแผลของทหารใหม่ในสงครามโลกครั้งที่ 1

ramswaroop1

         สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในยุโรประหว่างปี 1914 ถึง 1918 และทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนมากกว่า 17 ล้านคนและมีผู้พิการอีกกว่า 20 ล้านคน ในขณะที่ประเทศเยอรมนีเข้าร่วมในสงคราม รัฐบาลเยอรมันพยายามระดมคนหนุ่มที่อยู่ในโรงเรียนให้สมัครเข้าร่วมรบ โดยการสร้างความรู้สึกฮึกเหิมในความรักชาติและการรับใช้แผ่นดินเกิดโดยสมัครเข้าร่วมในกองทัพ เมื่อทหารใหม่เหล่านี้เข้าสู่สงคราม ชีวิตของพวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป          พอล เบาเมอร์ (Paul Baumer) เป็นหนึ่งในเด็กหนุ่มเหล่านั้น พอลและเพื่อนๆ สมัครเข้าสู่กองทัพเพื่อร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม บรรดาทหารใหม่เดินทางมาถึงสมรภูมิโดยรถไฟ เข้าสู่พื้นที่การสู้รบที่เต็มไปด้วยความรุนแรงมีทหารข้าศึกอยู่ทุกหนทุกแห่ง เกวียนเทียมม้าที่บรรทุกกระสุนจนเต็มวิ่งแข่งกันมาขณะที่ฝนตกตลอดเวลา          ทหารใหม่พบว่าที่นี่ไม่มีอาหารเพียงพอ พวกเขาไม่ได้กินอาหารเช้าเลย แม้แต่ทหารเก่าเองก็ไม่ได้กินอาหารมาสองวันแล้ว ทหารเก่าคนหนึ่งชื่อแคทซินสกี้ (Katczinsky) ได้ออกไปหาของกินและเขากลับมาพร้อมกับหมูที่ถูกฆ่าซึ่งเขาขโมยมาจากครัวสนาม          เมื่อทหารใหม่เดินทางไปถึงแนวหน้า หลังจากใช้เวลาหลายวันในบังเกอร์ภายใต้การทิ้งระเบิดอย่างหนัก ในที่สุดพวกเขาก็เคลื่อนออกจากสนามเพลาะและขับไล่ข้าศึกได้สำเร็จ หลังจากนั้นพวกเขาถูกส่งกลับไปที่ห้องครัวภาคสนามเพื่อรับส่วนแบ่งอาหาร ทหารใหม่แต่ละคนได้รับอาหารสองเท่าเนื่องจากมีคนตายไปครึ่งหนึ่ง          ทหารใหม่ทราบว่าพวกเขาต้องจะกลับไปที่แนวรบอีกในวันรุ่งขึ้นและเริ่มตั้งข้อสงสัยว่ามีการรุกรานกันเกิดขึ้นจริงหรือและความขัดแย้งเหล่านี้มันเกี่ยวข้องกับพวกเขาหรือไม่          ในขณะที่เหล่าทหารใหม่เข้าโจมตีสุสานแห่งหนึ่ง พอลแทงทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งด้วยดาบปลายปืนแต่ตัวเองก็ต้องติดอยู่ในหลุมทั้งคืนกับทหารคนนี้ที่กำลังจะตาย พอลพยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยชีวิตทหารคนนี้ตลอดทั้งคืนโดยให้เขาดื่มน้ำแต่รักษาชีวิตทหารคนนี้ไม่ได้            พอลร้องไห้อย่างขมขื่นและขอร้องให้ศพทหารฝรั่งเศสพูดกับเขาเพื่อที่เขาจะได้รับการอภัย […]

คนโบราณมีวิธีคลายร้อนอย่างไร?

ramswaroop1

            แม้ในยุคสมัยโบราณนั้นอากาศจะไม่ร้อนเท่าสมัยปัจจุบันจนต้องมีเครื่องปรับอากาศติดตั้งกันหลายบ้าน แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะอดทนอยู่กันแบบเรียบง่ายได้ในทุกวันโดยไม่รู้สึกอะไรเลยนะคะ ยิ่งช่วงเดือนเมษาบ่าย ๆ แดดก็ยิ่งแรงมากขึ้น พวกเขาเองจึงต้องมีวิธีคลายร้อนตามฉบับของพวกเขาซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเผื่อใครอยากนำไปใช้บ้าง ปะแป้งทาน้ำอบเพื่อคลายร้อน             คนโบราณมีวิธีคลายร้อนที่เรียบง่ายเมื่ออยู่บ้านเรือนอย่างการปะแป้งให้รู้สึกเย็นสดชื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม หลังจากอาบน้ำหรือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นผ้าแถบหรือเสื้อกล้ามก็จะทาแป้งเต็มตัวเต็มหน้าจนขาวไปหมดเพื่อความเย็นสดชื่นและทาน้ำอบที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดให้รู้สึกสดชื่น คลายความร้อนและวิงเวียนศีรษะได้ดี ส่วนผู้ชายโบราณก็มักจะสวมแค่กางเกงหรือโสร่งตัวเดียวและทาแป้งทั่วตัวซึ่งปัจจุบันในชนบทก็ยังมีให้เราเห็นอยู่ เล่นน้ำในแม่น้ำลำคลองเพื่อคลายร้อน             การเล่นน้ำในแม่น้ำลำคลองเป็นกิจกรรมสุดสนุกสนานและคลายร้อนยอดนิยมของคนโบราณในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ที่มักออกมาเล่นน้ำกันในช่วงบ่าย 3 ที่แดดเริ่มจะร่มมากขึ้น มีการแข่งกันว่ายน้ำ เล่นน้ำไปคุยกันไป บางทีก็แข่งหายใจใต้น้ำ บางคนถือโอกาสเล่นน้ำและอาบน้ำช่วงเย็นไปด้วยในตัว เนื่องจากแม่น้ำลำคลองสมัยก่อนสะอาดกว่าสมัยนี้จึงสามารถอาบน้ำได้โดยไม่คันเนื้อตัวจากเชื้อโรคเหมือนสมัยนี้ ซึ่งใครที่อยากใช้วิธีนี้คลายร้อนในปัจจุบันก็คงต้องดูก่อนเนาะว่าแม่น้ำลำคลองคุณสะอาดพอที่จะลงเล่นได้หรือไม่ แล้วอีกอย่างคือความปลอดภัยจากน้ำลึก น้ำวน และจระเข้ที่อาจมาได้ ทำน้ำลอยดอกมะลิเพื่อคลายร้อน             สมัยก่อนคนโบราณมักจะเกิดอาการกระหายน้ำบ่อย ๆ ในวันที่มีอากาศร้อนจึงคลายร้อนและคลายความกระหายโดยทำน้ำลอยดอกมะลิที่มีความสดชื่นและหอมกลิ่นดอกมะลิในน้ำที่ดื่มทำให้ลดอาการกระหายน้ำไปได้มาก แถมหากนำน้ำใส่ในโอ่งด้วยก็ยิ่งเย็นมาก เพราะเมื่อก่อนหลายบ้านจะใช้น้ำฝนกันซึ่งเอาไปใส่ในโอ่งจะเย็นคล้ายกับเวลาเรานำไปใส่ตู้เย็นประมาณนั้นเลย คือจะเย็นกว่าน้ำทั่วไปนิด ๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะ อ๊ะ ๆ ! แต่เตือนไว้หน่อยว่าน้ำฝนสมัยนี้ไม่สามารถดื่มได้นะคะ เพราะเต็มไปด้วยสารเคมีและมลพิษที่สัมผัสโดนมากมายจึงห้ามดื่มเด็ดขาด แต่หากอยากทำน้าลอยดอกมะลิก็ให้ใช้น้ำกรองนี่ล่ะ แล้วเลือกมะลิที่บ้านของคุณปลูกเอง มั่นใจว่าไม่มียาฆ่าแมลงใด ๆ ก็จะได้ดื่มแก้กระหายคลายร้อนได้แบบคลาสสิกแล้ว             คุณสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ในการคลายร้อนได้นะคะ เพราะช่วงนี้โลกของเรามันร้อนจริง […]

กิจกรรมที่คนไทยนิยมทำในวันขึ้นปีใหม่

ramswaroop1

            เมื่อเทศกาลวันขึ้นปีใหม่มาถึง ทุกคนก็คงจะได้หยุดงานและมีเวลาส่วนตัวกับเหล่าคนที่คุณรักในการทำกิจกรรมสนุกสนานเพื่อต้อนรับปีใหม่ซึ่งเปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่กับสิ่งดี ๆ ในวันแรกของปีที่มาถึงและปล่อยสิ่งเลวร้ายเก่า ๆ ให้หายไป ในต่างประเทศก็จะมีทั้งการไปจัดงานดนตรี งานอาหาร และเฉลิมฉลองในหมู่เพื่อนฝูงด้วยขนมคุกกี้ อาหารน่ารับประทานต่าง ๆ แต่สำหรับคนไทยเราจะมีความแตกต่างของการจัดงานวันขึ้นปีใหม่จากสากลไปหน่อยซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ที่ดีและช่วยให้วันขึ้นปีใหม่มีแต่ความอิ่มเอมใจด้วย โดยกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยมีดังนี้ กิจกรรมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในวันขึ้นปีใหม่             ในช่วงเช้าตรู่ของวันขึ้นปีใหม่ไปจนถึงพระอาทิตย์ขึ้นได้เต็มดวงทำให้ท้องฟ้าแจ่มใสไม่นาน คนไทยจะมาร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในบริเวณวัดใกล้บ้านหรือตามลานกิจกรรมสาธารณะหลักของแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีพระสงฆ์หลายรูปมาเดินต่อแถวรับอาหารแห้งไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร นม อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูปจากญาติโยมใส่บาตร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทุกคนจะมากันเป็นครอบครัวใหญ่ ทำให้เป็นโอกาสอันเหมาะสมที่ญาติพี่น้องซึ่งอยู่คนละบ้านได้มาพบปะพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันด้วย กิจกรรมทำบุญฟังเทศน์ในวันขึ้นปีใหม่             หลังจากการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งช่วงเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนก็จะเข้ามากันในอุโบสถเพื่อสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดและร่วมทำบุญรับศีลรับพร ฟังเทศน์ฟังธรรมซึ่งเจ้าอาวาสจะได้สอนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรมและการปฏิบัติตนตามหลักของพุทธศาสนิกชนที่ดีในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ นอกจากคนไทยจะได้อุ่นใจแล้ว ยังมีโอกาสศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับด้วย นับเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีในวันขึ้นปีใหม่สำหรับการคิดดีทำดีอย่างถูกต้อง กิจกรรมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในครอบครัว             ในช่วงตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงกลางคืนของวันขึ้นปีใหม่ คนไทยหลายครอบครัวจะใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ในการสังสรรค์และฉลองปีใหม่ร่วมกันโดยในงานจะมีทั้งของหวานและของคาวครบ แต่ในปัจจุบันมีอาหารจากต่างชาติเข้ามาในการเฉลิมฉลองมากมายทำให้การฉลองกินเลี้ยงของแต่ละบ้านแตกต่างกัน บางครอบครัวก็กินหมูกระทะ ปิ้งบาบีคิว ชาบู และอาจมีการชักชวนเพื่อนสนิทมาร่วมร้องเพลงกันในกิจกรรมกินเลี้ยงฉลองปีใหม่ที่บ้านและจับของขวัญกันด้วยหากจัดงานอย่างเป็นทางการ             ฉะนั้นแม้การทำกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากชาติอื่น แต่บางกิจกรรมในปัจจุบันก็ได้มีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ทว่ายังคงความอบอุ่นใจในมิตรภาพอย่างคนไทยเช่นเดิม รูปภาพประกอบ : Pixabay #กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ #ขึ้นปีใหม่ไทย […]

การโจมตีของฝูงนก

ramswaroop1

ภาพยนตร์เรื่องนก (The Birds) เป็นภาพยนตร์แนวระทึกขวัญที่สร้างขึ้นจากบทประพันธ์ของ  ดาฟเน่ ดู เมอริเอ นักประพันธ์ชาวอังกฤษ เมื่อปี 1963 อำนวยการสร้างและกำกับการแสดงโดยอัลเฟรด ฮิทช์ค๊อก ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ นำแสดงโดยร็อด เทเลอร์,ทิปปี้ เฮเดรน, เจสสิก้า แทนดี้, ซูซาน เพรสเซ็ท และเวโรนิก้า คาร์ทไรท์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงทางด้านรายได้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์ชื่อ โบเดก้าเบย์ มีเหตุการณ์ที่ผิดปกติจากธรรมชาติเมื่อฝูงนกหลายชนิด เช่น นกกระจอกและอีการวมตัวกันและเข้าโจมตีมนุษย์อย่างรุนแรง ทำความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินจนกองทัพต้องออกมารักษาความสงบ ภาพยนตร์เรื่องนกได้รับคำชมอย่างมากในเรื่องของเทคนิคพิเศษในการสร้างการรวมตัวกันของฝูงนกและการเข้าโจมตีมนุษย์ที่ทำออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นและสมจริง ความผิดปกติของฝูงนกที่โบเดก้าเบย์ มิช เบรนเนอร์ทนายความหนุ่มอาศัยอยู่ที่เมืองโบเดก้าเบย์ที่ฟาร์มติดทะเล เขาอาศัยอยู่กับลิเดียและเคธี่ แม่และน้องสาวของเขา วันหนึ่งเมลานี แดนเนียลส์หญิงสาวลูกสาวมหาเศรษฐีที่พบกับมิชที่ร้านค้าสัตว์เลี้ยงในเมืองซื้อนกเลิฟเบิร์ดมาฝากเคธี่เป็นของขวัญวันเกิด เมลานีพบกับ   แอนนี่ เฮย์เวิร์ดครูโรงเรียนประถมแฟนเก่าของมิชและขอพักที่บ้านเธอ ในงานวันเกิดของเคธี่    นกจำนวนมากรวมตัวกันและโจมตีผู้ที่มาร่วมงาน มิชต้องรีบพาเด็กๆหลบเข้าในบ้าน เย็นวันนั้นมิชขอร้องให้เมลานีพักที่บ้านเขาเพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเธอ เช้าวันต่อมาลีเดียออกไปเยี่ยมเพื่อนบ้านของเธอ และพบว่าเขาเป็นศพจากการถูกนกโจมตีเสียแล้ว เธอช็อคและรีบกลับมาบ้านและเป็นห่วงเคธี่มาก เมลานีรับอาสาไปรับเคธี่ที่โรงเรียน ฝูงนกเข้าโจมตีเด็กนักเรียนที่กำลังวิ่งหนีเข้าไปในเมือง เมลานีหลบเข้าไปอยู่ในตู้โทรศัพท์แต่ก็ถูกฝูงนกโจมตี […]

5 ผลไม้ กินแล้วผิวสวย ลดน้ำหนักได้ด้วย

ramswaroop1

ใครที่รักสุขภาพก็จะทราบเป็นอย่างดีว่า ผักและผลไม้นี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังให้ความอร่อยอีกด้วย โดยเฉพาะใครที่ชอบให้ผิวพรรณของตนเองดูสวยใส เราก็มี 5 ผลไม้ที่กินแล้วผิวสวยมาฝากกัน 1. ส้ม ส้มเป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่นอกจากจะมีกากใยอาหารที่สูงแล้ว รู้หรือไม่ว่าส้มยังมีคอลลาเจนเป็นส่วนผสมอีกด้วย ซึ่งคอลลาเจนนี้แหละเป็นตัวช่วยในเรื่องผิวสวย ผิวกระจ่างใส กินส้มเป็นประจำก็จะทำให้ผิวชุ่มชื่นอย่างเห็นได้ชัด 2. แตงโม ผลไม้ที่มีรสหวาน ฉ่ำไปด้วยน้ำ ก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ช่วยในเรื่องของผิวพรรณที่สวย กระจ่างใสเช่นกัน แตงโมมีแร่ธาตุและวิตามินหลากหลายชนิด ซึ่งวิตามินเหล่านี้เป็นตัวช่วยในเรื่องผิวพรรณชั้นยอดเลย 3. กล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำว้า นอกจากจะช่วยเรื่องการขับถ่าย เพราะเป็นผลไม้ที่มีกากใยและไฟเบอร์สูงแล้ว ทราบหรือไม่ว่า กล้วยน้ำว้า สามารถช่วยในเรื่องการบำรุงผิวพรรณได้ด้วย เพียงแค่ทานกล้วยน้ำว่า ทุกวัน ก็จะช่วยดูดซับไขมันและน้ำตาลในร่างกาย ทำให้ผิวของเราดูสวยขึ้น 4. ทับทิม ผลไม้ที่รสออกเปรี้ยวที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนและสารต้านอนุมูลอิสระ ทับทิมเป็นผลไม้ยอดนิยมที่ช่วยบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วใครที่อยากลดน้ำหนักก็สามารถกินทับทิมได้ เพราะทับทิมมีสารที่ช่วยกระตุ้นเรื่องระบบของไขมัน และการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย 5. สับประรด ผลไม้ลำดับสุดท้ายที่จะนำเสนออคือ สับประรด ผลไม้รสเปรี้ยวที่อุดมไปด้วย วิตามินซี ซึ่งวิตามินซีที่ว่านี้ก็คือส่วนที่ช่วยบำรุงผิวพรรณของเราได้เป็นอย่างดีนั่นเอง นอกจากนี้สับประรดยังมีสรรพคุณในเรื่องการช่วยย่อย เพราะมีเอ็นไซม์ที่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหารนั้นเอง […]

IBU รหัสความขมของเบียร์

ram

หลาย ๆ คนคงพอจะทราบกันมาบ้างแล้วว่า ส่วนประกอบของเบียร์ทุกชนิดบนโลกใบนี้ มี่ส่วนประกอบหลักด้วยกัน 4 อย่าง คือ มอลต์ ฮอปส์ ยีสต์ และน้ำ ซึ่งแต่องค์ประกอบก็จะทำหน้าที่ต่างกันเพื่อทำให้เบียร์เกิดความสมดุลของรสชาติ แต่มีอยู่องค์ประกอบหนึ่งซึ่งก็คือ ฮอปส์ ที่มีคุณสมบัติในการรักษาเบียร์ให้อยู่ได้นานมากขึ้น รวมทั้งยังมีรสชาติที่ขม เป็นเสน่ที่สร้างความประทับใจของผู้ที่ชื่นชอบเบียร์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสำหรับนักดื่มเบียร์ในระดับช่ำชอง ที่ไม่ได้ชอบความละมุนละไมของกลิ่นมอลต์มากนัก พวกเขาจึงมองหาเบียร์ที่ขม ดื่มแล้วรู้สึกถึงความดาร์คได้อย่างสะใจ และสิ่งที่พวกเขาใช้ในการค้นหาเบียร์ที่ขมได้อย่างไม่ผิดพลาดก็คือ ค่า IBU ที่สลักไว้ข้างขวดหรือข้างกระป๋องนั่นเอง แล้ว IBU คืออะไร IBU มาจากคำว่าInternational Bitterness Units พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หน่วยวัดค่าความขมสากล ที่มีระดับของค่าความขม ตั้งแต่ 1-100 โดยยิ่งตัวเลขมากความขมก็จะยิ่งมากขึ้น ซึ่งหากจะว่ากันตามตรง คุณผู้อ่านจะพบเห็นรหัส IBUได้บ่อย จากเบียร์ตระกูลไอพีเอทั้งหลาย ซึ่งเบียร์ตระกูลนี้จะมีค่าความขมตั้งแต่ 40 เป็นต้นไป เพราะหากต่ำกว่านี้ ก็จะเป็นเบียร์สไตล์อื่นที่เน้นความละมุนละไมของมอลต์ […]

ทำไมอาชีพออกแบบหรืองานศิลปะอื่นๆ ถึงชอบทำงานตอนกลางคืน?

ramswaroop1

ต้องออกตัวก่อนนะครับเราจะไม่พูดถึง Fine Art หรือพวกนัดวาดตามใจ ที่อารมณ์มาตอนไหนก็ทำนะครับ แต่เราจะพูดถึงนักออกแบบต่าง ๆ  หรือนักเขียน ซึ่งทางผู้เขียนเองก็ได้สำรวจทั้งตัวเองและเหล่าเพื่อน ๆ คนรู้จักที่ทำงานด้านนี้กันว่าทำไมพวกเขาถึงชอบทำงานกลางวันมากกว่าตอนกลางคืน 1.กลางคืนคือช่วงเวลาที่เงียบสงบ             แน่นอนละครับ คนอื่นเขาหลับกันหมดแล้ว แต่จะมีคนไม่กี่จำพวกที่ยังไม่นอนกัน ซึ่งหนึ่งนั้นคือพวกนักอกแบบ หรือ นักเขียนต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่ากลลางคืนมันเงียบสงบ ไม่มีใครโทรตาม ไม่ต้องพบต้องเจอะไร ทำให้สมองด้ำงานแบบปลอดโปร่งนั้นเอง 2.สิ่งเร้ามันน้อยกว่า             ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนใน Facebook Line หรือ อะไรต่าง ๆ มากมายมักจะหยุดอัพเดตในช่วงเวลา 5 ทุ่มเท่านั้น  แล้ว ทำให้เราไม่ต้องเจอกับสิ่งเร้าหรืออะไรก็ตามแต่ที่จะทำให้เราทำงานได้ช้าลง 3.มันเย็นกว่า             อันนี้คือเรื่องจริง ประเทศไทยเราเป็นเมืองร้อน ถึง ร้อนมาก และลร้อนที่สุด ทำให้การทำงานในกลางวันนั้นลำบากมาก ๆ ถ้าหากไม่มีแอร์ เพราะร้อนจนแทบตับจะแลบออกมาแล้ว นี้คือเหตุผลที่ผมชอบทำงานในเวลากลางคืนด้วยนั้นเอง 4.ไม่ได้คุยกับใคร […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me