ความตาย

ramswaroop1

ความตายคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนกลัวที่สุด ความตายเป็นสิ่งเลวร้ายและน่ากลัวจริง หรือความตายถูกสร้างภาพให้ดูน่ากลัว ที่จริงแล้วมนุษย์กลัวความตายหรือกลัวความเจ็บปวดก่อนตายหรือขณะที่กำลังจะตาย ตลอดชีวิตเราเห็นคนที่เรารู้จักและรักไม่ว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องหรือเพื่อนของเราตายไปคนแล้วคนเล่า เมื่อเวลาผ่านไปเราจึงเริ่มรู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องปกติธรรมดาและเราเริ่มยอมรับได้และก็จัดการเรื่องความตายของคนที่เราต้องรับผิดชอบไปเหมือนเป็นหน้าที่หรือกิจกรรมอย่างหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ตอนที่เราเกิดเราก็ไม่รู้ว่าเราเคยเป็นใครหรือเป็นอะไรและเรามาจากไหนแต่สิ่งที่แต่นอนที่สุดคือเราทุกชีวิตจะต้องมีปลายทางที่ความตาย สิ่งที่สำคัญกว่าการเกิดและการตายคือเราจะใช้ชีวิตในขณะที่มีลมหายใจนี้อย่างไรให้คุ้มค่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ในเมื่อทุกชีวิตจะต้องเดินทางไปถึงความตายทุกคน วันและคืนที่ผ่านไปชีวิตของเราก็จะมีต้นทุนของเวลาน้อยลงไปทุกวัน คนบางคนต้นทุนหมดโดยที่ไม่รู้ตัวเพราะชีวิตต้องจบลงอย่างที่ไม่เคยคาดคิดจากอุบัติเหตุหรือการถูกฆาตกรรมทำร้ายแม้แต่หัวใจวายฉับพลัน จงอย่าประมาทกับชีวิตขอให้ใช้เวลาทุกนาทีในชีวิตให้มีคุณค่าที่สุด สร้างคุณงามความดีสร้างบุญสร้างกุศลให้มากที่สุด สร้างบารมีในชีวิตเอาไว้จะได้มีต้นทุนชีวิตที่ดีไว้ใช้ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เมื่อเวลาที่ความตายมาถึงจะได้ไม่ต้องกังวลว่าไม่มีทุนไว้ใช้ในภพหน้า ชีวิตทุกชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ถือว่ามีบุญบารมีหรือมีทุนเดิมที่ดีมาแล้ว จึงควรทำชีวิตให้มีคุณค่าให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แม้ว่าจะต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายในชีวิตแม้ว่าชีวิตจะต้องล้มลงสักกี่ครั้งก็ขอให้ลุกขึ้นมาสู้และเดินต่อไปใหม่ เมื่อถึงวันที่ความตายมาเยือนจะได้ภูมิใจในชีวิตว่าเราไม่ยอมแพ้และเดินมาได้ถึงวันนี้ ความตายคือช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ชีวิตใหม่เท่านั้น ความตายจึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายหรือสิ่งที่น่ากลัวเพียงแต่ถึงเวลาที่ร่างกายที่เราอาศัยอยู่เพื่อใช้ชีวิตในภพชาตินี้มันหมดอายุของมันเท่านั้นหรือมันถึงเวลาที่เราจะต้องไปสู่ภพชาติใหม่แล้วนั่นเอง ดังนั้นเราเกิดมาแล้วอย่าให้เสียชาติเกิดหรือปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์โดยหายใจทิ้งไปวันๆหรือทำความชั่วทั้งหลาย ไม่มีคำว่าสายเกินไปตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่จงสร้างแต่ความดีทั้งทางกาย วาจาและใจ เมื่อถึงเวลาที่ความตายมาถึงจะได้ไม่ต้องเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำไปในชีวิต ขอให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตโดยการคิดถึงความตายอยู่เสมอและให้ตระหนักว่าความตายจะต้องมาถึงชีวิตของเราแน่นอน เมื่อวินาทีนั้นมาถึงจงปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างและจากไปอย่างไม่ต้องยึดรั้งอะไรไว้อีก ไม่ว่าอดีตที่ผ่านมามันจะดีจะร้ายมันจะสุขและทุกข์จงปล่อยมันไปเราจะได้พบกับความตายที่สงบและงดงาม เครดิตภาพ Goodlife Update #ความตาย #การใช้ชีวิต #สัจธรรมชีวิต

แค่เปลี่ยนความคิด โลกก็เปลี่ยนสีได้

ramswaroop1

            มันเป็นความจริงที่ว่าในทุกวันโลกของเราต้องปรับสมดุลให้มนุษย์มีทั้งความทุกข์และความสุขใน 1 วัน ซึ่งมนุษย์มักจะฝังใจอยู่กับความทุกข์ได้นานและมากกว่าความสุขแม้ความทุกข์จะเข้ามาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ทำให้แทนที่โลกของเราในวันนั้น ๆ จะมีหลากหลายสีสันกลับต้องถูกฉาบเพียงแค่สีทึบแห่งความทุกข์สีเดียวตลอดเวลา ฉะนั้นแค่เรารู้จักการเปลี่ยนความคิด โลกก็เปลี่ยนสีได้แล้ว…ลองสังเกตตัวคุณดูสิว่าในวันนี้คุณเห็นโลกในนามธรรมของตัวเองเป็นสีอะไร ความเหงาทำให้โลกเป็นสีเทา             หากในวันนี้คุณเห็นภาพโทนของโลกในความรู้สึกเป็นสีเทา นั่นหมายถึง คุณกำลังรู้สึกเหงา เสียใจ และผิดหวัง เหมือนตัวเองอยู่โดดเดี่ยวในโลกที่เดียวดาย ไม่มีใครที่จะมาสร้างความสุขให้โลกเปลี่ยนเป็นอีกสีได้ คุณต้องติดอยู่กับตัวเองตลอดเวลา แม้แต่เพื่อน พี่น้อง และคนรู้จักก็ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจคุณและพวกเขาก็ไม่อาจจะอยู่กับคุณได้ทุกเวลา มีพบก็เป็นสุข พอจากกันแบบเป็นหรือแบบตายก็ล้วนทำให้เกิดความทุกข์ได้ทั้งสิ้น มีเพียงตัวคุณเองที่จะเปลี่ยนให้ตัวเองคิดได้ว่า “เราสามารถหากิจกรรมทำให้ตัวเองมีความสุขได้ตามแบบของเรา อะไรที่ทำให้เราไม่เหงาก็ทำไปให้ลืมโลกสีเทา อย่าหยุดนิ่ง” เพียงแค่เปลี่ยนความคิด โลกสีเทาก็เปลี่ยนสีแล้ว ความเหนื่อยล้าและความโกรธทำให้โลกเป็นสีแดง             หากในวันนี้คุณเห็นภาพโทนของโลกในความรู้สึกเป็นสีแดง นั่นหมายถึง คุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทางกายหรือทางใจจากเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียสุขภาพดี ๆ ไป หมดแรง รู้สึกเหมือนว่าร่างของเราพร้อมที่จะล้มลงได้ทุกเมื่อหากไม่ได้รับการประคองตัวเองให้ดี ไม่แม้แต่อยากออกไปเจอกับผู้คน อยากจะพักผ่อนอยู่กับตัวเองให้ยาว ๆ ไปเลย และขณะเดียวกันสำหรับบางคนก็อาจอยู่ในภาวะอารมณ์ที่หงุดหงิดและโกรธซึ่งก็นำมาซึ่งความเหนื่อยล้าแบบแรกได้เช่นกันคุณจึงควรพักผ่อนให้เยอะ ๆ […]

3 ประเภทบุคคลที่ไม่ควรให้ขับรถ

ramswaroop1

            ในการขับรถยนต์นั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถขับรถได้แม้จะมีความเชี่ยวชาญหรือไหวพริบมากแค่ไหน แต่หากร่างกายและจิตใจของคุณไม่เอื้ออำนวยก็ไม่สามารถที่จะขับรถได้อีกต่อไป มาวันนี้เราก็จะพูดถึง 3 ประเภทบุคคลที่ไม่ควรให้ขับรถไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม เพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อตัวเขาซึ่งเป็นคนขับเองรวมถึงผู้โดยสารคนอื่นที่นั่งมาด้วย ซึ่งก็คงไม่มีใครที่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แน่นอนหากคุณเป็นหนึ่งในสามประเภทบุคคลเหล่านี้ก็ขอให้มอบภาระหน้าที่การขับรถให้คนอื่นเถอะ เพื่อตัวของคุณเอง คนสายตาสั้น             แม้ว่าในปัจจุบันจะมีแว่นตาที่สามารถใส่เพื่อให้คนที่สายตาสั้นมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน แต่ด้วยสายตาที่สั้นก็อาจทำให้พฤติกรรมการมองตามธรรมชาติของคนที่มีความผิดปกตินี้ส่งผลต่อการขับรถได้ ซึ่งหากเป็นคนที่สายตาปกติ เมื่อขับรถพวกเขาก็จะสังเกตสภาพแวดล้อมบนถนนและรอบข้างได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะใกล้หรือไกลจนสุดสายตาข้างหน้า แต่กับคนที่มีสายตาสั้นมักจะเลือกมองเฉพาะสิ่งที่ใกล้ตัวตามทางเท่านั้นทำให้บางอย่างที่ไกลเกินไปก็อาจส่งผลให้ไม่ได้มองและเกิดอุบัติเหตุบางกรณีแบบฉุกเฉินได้ทุกขณะ คนขี้ตกใจ             การขับรถยนต์บนถนนมักจะต้องมีสิ่งต่าง ๆ ที่มาทดสอบใจคนขับรถได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเส้นทางข้างหน้าที่จู่ ๆ ก็คดเคี้ยวแบบหักศอกกะทันหัน ,มีสิ่งมีชีวิตตัดหน้า หรือมีรถที่จู่ ๆ ก็เกิดอุบัติเหตุกะทันหัน หากให้คนที่ขี้ตกใจเป็นคนขับรถแล้วเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น พวกเขาก็อาจจะสะดุ้งและไม่มีสติในการคิดหาทางแก้อย่างการชะลอหรือการเบรกกะทันหันจนสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายดายมาก ซึ่งคงเป็นความน่าแปลกที่คนขี้ตกใจหากลองได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมีความปลอดภัยสูงก็มักจะชอบประมาทจนไม่ทันตั้งตัวกับอันตรายที่เกิดขึ้นทัน ซึ่งต้องระวังให้ดีหากคุณเป็นคนประเภทนี้   คนเป็นโรคหัวใจ             คนที่เป็นโรคหัวใจจะมีทั้งแบบเกิดอาการน้อยและแบบรุนแรงซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ตามหากเป็นโรคหัวใจแล้วก็ย่อมสามารถมีอาการกำเริบได้ตลอดเวลา ยิ่งหากอาการของโรคหัวใจเกิดขึ้นขณะขับรถก็อาจทำให้คุณไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองไหวและสติสัมปชัญญะก็อาจหลุดได้ตลอดเวลาหากมันจู่โจมอย่างรุนแรงจนเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ ยิ่งเป็นคนที่ขับรถทางไกลก็ยิ่งไม่สมควรทำมาก เพราะจะเป็นการทำให้คุณไม่มีเวลาพักผ่อน ใช้แรงเยอะ และส่งผลให้หัวใจมีปัญหามากขึ้นด้วย รูปภาพประกอบ : Pixabay #บุคคลที่ไม่ควรให้ขับรถ #ขับรถต้องรู้ #เช็คตัวเองก่อนขับรถ

How To จัดรูปแบบเมนูที่สามารถเรียกลูกค้าเข้าคาเฟ่ได้ดี

ramswaroop1

            การที่เรามีเมนูหลากหลายในคาเฟ่ย่อมจะทำให้มีลูกค้าสนใจเข้ามาได้เยอะแยะ แต่นอกจากนั้นแล้วปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมนูอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่มในคาเฟ่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะรู้เพื่อที่นำไปพัฒนาในการเรียกลูกค้าได้ดีขึ้น ยิ่งเข้าถึงการทำตามปัจจัยที่วางไว้นี้ก็ยิ่งดี ซึ่งรูปแบบเมนูที่หากคุณทำแล้วจะเรียกลูกค้าได้ หากแตกต่างจากคาเฟ่อื่นที่ทำแข่งกันก็มีโอกาสสูงที่คุณจะได้กำไรจากลูกค้าเยอะ มีดังนี้ เมนูในคาเฟ่ที่คิดเอง             การที่เราเอาแต่คิดรายการเมนูต่าง ๆ ในคาเฟ่ตามแบบร้านอื่น ๆ ย่อมจะทำให้มีแต่ลูกค้าที่เบื่อกับการมาสั่งเมนูทั่วไปที่อยู่ใกล้บ้านก็เจอ พอไกลบ้านก็เจออีก ฉะนั้นเมนูในคาเฟ่ที่คุณคิดค้นขึ้นมาเองซึ่งเป็นเมนูพิเศษที่ผู้คนไม่เคนได้ลิ้มลองมาก่อนจึงสามารถช่วยสร้างความน่าสนใจแก่ลูกค้าที่มาได้ เพราะพวกเขาก็อยากที่จะได้เข้ามาในคาเฟ่ที่มีแต่เมนูแปลก ๆ อยู่แล้ว ยิ่งเป็นเมนูที่มีการใช้วัตถุดิบพิเศษและมีสูตรการผสมไซรัปที่ทำให้สีสันของเครื่องดื่มไม่เหมือนใครก็ยิ่งน่าลองใหญ่เลย เมนูต่างแดนในคาเฟ่             การที่ลูกค้าจะได้เข้าไปเจอเมนูของต่างประเทศในคาเฟ่นั้นเป็นสิ่งที่พบได้น้อยมาก เพราะไซรัปและส่วนผสมในการทำเมนูเครื่องดื่มกับของหวานแบบฉบับเอกลักษณ์ของต่างแดนนั้นมีราคาที่แพงและหาซื้อได้น้อย ยกเว้นว่าคุณจะสั่งจองมา แต่ในเมื่อมันมีหนทางในการหาวัตถุดิบก็ควรจะซื้อมาแล้วศึกษาวิธีการทำเมนูต่างแดนให้ลึกซึ้งเพื่อที่จะได้รสชาติความอร่อยของเมนูนั้นแบบไม่ผิดไปจากที่ลูกค้าบางคนเคยไปลิ้มลองต้นตำรับมาจากประเทศนั้น ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบัตเตอร์เบียร์ ,มัลโกน่า ,Sangria ,ชูครีม ,บาคลาวา , Turkish Delight และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแม้ต้นทุนจะสูงแต่มันย่อมคุ้มกับกำไรที่ลูกค้าหลายคนยอมเสียให้เครื่องดื่ม 1 แก้วแน่นอน ยิ่งเป็นเครื่องดื่มหายากก็ยิ่งขายดี ของมีต้องลอง! เมนูอร่อยในคาเฟ่             […]

รูปแบบการจัดโต๊ะทำงานบอกนิสัยคุณได้

ramswaroop1

            ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรืออยู่ในออฟฟิศ เราเชื่อว่าทุกคนต้องมีโต๊ะทำงานของตัวเองที่ควรให้การดูแลและจัดตามสไตล์ของแต่ละคน แม้คนอื่นที่มองจะบอกให้ปรับเปลี่ยนด้วยเพราะขัดสายตาหรืออย่างไรก็ตาม คุณจะไม่สามารถทำตามที่เขาบอกได้เพราะการที่ได้จัดโต๊ะทำงานตามรูปแบบที่ตัวเองชอบนั้นก็เป็นอีกปัจจัยที่สามารถช่วยให้หัวคิดงานแล่นได้ดีไม่ต่างจากสภาพแวดล้อมในห้องทำงานอันกว้างขวางเลย เพียงแต่คนเราก็ย่อมอยากให้มุมส่วนตัวเป็นพื้นที่สบายใจสบายตาของเราในการทำงานมากกว่า ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่รูปแบบการจัดโต๊ะทำงานจะสามารถบอกนิสัยของคุณได้ หากอยากรู้ว่าคุณมีนิสัยอย่างไรตามการจัดโต๊ะทำงาน เราไปดูกันดีกว่า จัดโต๊ะทำงานแบบมีของวางด้านหน้าและด้านข้าง             การจัดโต๊ะแบบมีของวางด้านหน้าและด้านข้างซึ่งมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากและอยู่ในปริมาณที่พอดีเหมือนโต๊ะทำงานทั่วไป ประเภทสิ่งของที่จัดวางบนโต๊ะทำงานส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ทำงานเช่น กล่องเครื่องเขียน กรรไกร และกล่องเครื่องมือที่ขนาดกะทัดรัด สิ่งใดไม่ใช่ของสำคัญอย่าคิดว่าจะมีค้างในโต๊ะตัวเอง แม้ของบางอย่างจะอยู่ด้านข้างก็ไม่อยู่ใกล้แขนจนตกเสียหายได้ง่าย ส่วนตรงกลางก็มีพื้นที่ว่างและกว้างขวางสะอาดตาพอจะวางงานทำได้อย่างถนัดมือ คนที่จัดโต๊ะรูปแบบนี้จะมีนิสัยเจ้าระเบียบ มั่นใจในตัวเองสูง วางแผนการอย่างมีระบบและต้องได้ผลตามที่ตัวเองหวัง ซึ่งงานมักจะออกมาได้ดี แต่ข้อเสียคือมักทนกับความผิดพลาดไม่ค่อยได้และมักเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว จัดโต๊ะทำงานแบบตกแต่งด้วยของหลากหลาย             การจัดโต๊ะทำงานแบบตกแต่งด้วยของจุกจิกมากมายวางไม่จำกัดตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ของกิ๊ฟช็อป โปสการ์ด กระดาษโพสต์อิสท์ต่าง ๆ หรือแม้แต่กระถางต้นไม้ก็ยังนำมาตกแต่งแบบอารมณ์คนที่ชีวิตขาดสีสันไม่ได้และโต๊ะทำงานตัวเองต้องมีความโดดเด่นกว่าคนอื่น มีสไตล์ล้ำเกินกว่าโต๊ะทำงาน และมักจะถูกปรับเปลี่ยนการตกแต่งบ่อย ๆ ที่แม้จะมีของเยอะแต่ก็ยังคงระเบียบและความสวยงามจนทำให้บรรยากาศการทำงานไม่น่าเบื่อ คนที่จัดโต๊ะรูปแบบนี้มักจะมีนิสัยชอบเข้าสังคม ร่าเริง เป็นกันเอง คิดอะไรก็พูดแบบนั้นออกไป เป็นที่ปรึกษาของคนอื่นดีมาก และยังเป็นมันสมองให้กับแผนกได้ด้วย เพราะมีความคิดสร้างสรรค์และรอบคอบสูง แต่ข้อเสียคือมักเป็นคนที่ชอบคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องต่าง ๆ จนบางทีก็เดือดร้อนตัวเองไปเลย จัดโต๊ะทำงานแบบเรียบง่ายสะสมงานเต็มไปหมด             การจัดโต๊ะทำงานแบบคนที่ชอบความเรียบง่าย […]

ปักกิ่งเมื่อสามสิบปีก่อน

ramswaroop1

         เมื่อสามสิบปีก่อน ผู้เขียนได้ทุนไปเรียนในหลักสูตรทางด้านโครงข่ายคอมพิวเตอร์ที่นครปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน โดยเป็นทุนสนับสนุนจากสหประชาชาติ          เมื่อไปถึงปักกิ่งประมาณหนึ่งทุ่มตามเวลาท้องถิ่น ตอนนั้นสนามบินที่ปักกิ่งเป็นสนามบินเก่าไม่ใช่สนามบินแห่งใหม่ที่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน หลังจากแลกเงินดอลล่าร์ทีสนามบินเป็นเงินหยวนสำหรับนักท่องเที่ยวแล้วจึงเรียกรถแท็กซี่จากสนามบินไปยังที่พักที่มหาวิทยาลัยการไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง ที่พักในมหาวิทยาลัยเป็นอาคารพักสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติ          หลักสูตรที่ไปเรียนที่ปักกิ่งนี้ทางสหประชาชาติให้ทุนสนับสนุนแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกจึงมีเพิ่อนร่วมชั้นเรียนจากประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียแปซิฟิกจำนวนประมาณ 30 คน ผู้เขียนเป็นนักเรียนจากประเทศไทยเพียงคนเดียว ตอนแรกก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกันแต่พอเรียนร่วมกันไปนานเข้าก็ค่อยๆสนิทสนมกัน มีนักเรียนจีนสามคนคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในปักกิ่ง           ปักกิ่งเมื่อสมัยเกือบสามสิบปีที่แล้วต่างจากปักกิ่งทุกวันนี้มากมาย ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถจักรยาน มีอาคารสูงๆมากแต่ส่วนใหญ่จะเป็นที่พักอาศัยหรือหน่วยงานของรัฐบาลไม่ใช่อาคารสำนักงานทางธุรกิจ          ปักกิ่งในช่วงเวลานั้นเป็นฤดูร้อนอากาศจึงค่อนข้างร้อนไม่แพ้เมืองไทย ปักกิ่งมีการปลูกต้นไม้มากมายบางบริเวณก็ทำเป็นส่วนหย่อม เวลาเราเดินไปตามถนนจะรู้สึกถึงความร่มรื่นและเขียวขจีของต้นไม้ เวลาไปไหนต่อไหนกันผู้เขียนจะไปกับเพื่อนต่างชาติสามคน          การเดินทางในปักกิ่งส่วนใหญ่เราจะนั่งรถเมล์กับรถไฟใต้ดิน รถเมล์ในปักกิ่งในตอนนั้นแน่นมากพอๆกับรถเมล์ในกรุงเทพฯ บางคันดูเหมือนจะแน่นกว่าด้วยซ้ำ ส่วนรถไฟใต้ดินจะวิ่งรอบเมืองคงเป็นรถที่ใช้มาหลายปีดูค่อนข้างจะเก่า          วิถึชีวิตของชาวปักกิ่งในตอนนั้นดูจะยังเป็นสไตล์แบบคอมมิวนิสต์อยู่ แม้ว่าจะดูทันสมัยมากขึ้นกว่ายุคเหมา เจ๋อ ตุง เพราะชาวจีนก็เริ่มแต่งตัวแบบที่เป็นสากลกันมากแล้วโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว คนที่พูดภาษาอังกฤษได้มีน้อยซึ่งน่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ คนสูงอายุมักจะอาศัยอยู่ตามบ้านเป็นส่วนใหญ่ ดูลักษณะภายนอกแล้วใจดี          ช่วงเวลานั้นประเทศจีนเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นานและเริ่มต้นเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากระบบปิดมาเป็นแบบตลาดได้ประมาณ 10 ปี บ้านช่องในปักกิ่งเป็นแบบเก่ามักจะสร้างด้วยอิฐและมีชั้นเดียวซึ่งดูทึบแต่แข็งแรง แต่ก็เริ่มมีอาคารแบบสมัยใหม่เกิดขึ้นมากเหมือนกันแต่ยังเป็นสไตล์แบบสังคมนิยมอยู่          ในปักกิ่งผู้คนส่วนใหญ่จะใช้รถจักรยานขี่ไปตามถนนหนทาง […]

ดิเอ็กซอร์ซิสต้นแบบภาพยนตร์ไล่ผี

ramswaroop1

การไล่ผีเป็นประเพณีอย่างหนึ่งในหลายๆพื้นที่ในโลก ทั้งในยุโรป เอเชียและอาฟริกา ในศาสนาคริสต์ให้คำจำกัดความของคำว่าผี คือวิญญาณที่ชั่วร้ายหรือปิศาจ ที่ต้องการเข้ามาครอบงำเหยื่อเพื่อจุดประสงค์บางประการของตน โดยใช้อำนาจเหนือธรรมชาติ ทำให้เหยื่อมีความผิดปกติทางกายและมีพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปและอาจจะจะมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ ที่เกิดจากการควบคุมบังคับของวิญญาณชั่วร้ายเหล่านั้น การไล่ผีคือพิธีกรรมการขับไล่ความชั่วร้ายหรือปิศาจออกไปจากการควบคุมเหยื่อและทำให้วิญญาณของผู้ที่ถูกความชั่วร้ายเข้าควบคุมได้รับอิสระ การไล่ผีที่เกิดขึ้นแต่ละกรณีต้องกระทำโดยบาทหลวงหรือพระคาร์ดินาลที่ได้รับอนุญาตจากวาติกัน และต้องกระทำการโดยพระคาร์ดินาลที่มีประสบการณ์และความชำนาญ เพราะถ้าทำไปโดยไม่เข้าใจหรือใช้วิธีที่รุนแรงเกินไปบางครั้งอาจเกิดอุบัติเหตุทำให้เหยื่อที่ถูกผีเข้าสิงถึงกับเสียชีวิต พิธีการไล่ผีของพระคาร์ดินาลในสมัยก่อนก็มักจะมีอุปกรณ์ประกอบ คือไม้กางเขน น้ำมนต์และคัมภีร์ไบเบิ้ล โดยในระหว่างการไล่ผีจะใช้บทสวดจากคัมภีไบเบิ้ลเป็นหลัก สำหรับฮอลลีวู้ดเองก็มีการสร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการไล่ผีออกมาหลายเรื่อง ภาพยนต์ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดและถือว่าเป็นต้นแบบของภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการไล่ผีจนมีการสร้างภาพยนตร์ประเภทนี้ตามออกมาอีกหลายเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้คือดิเอ็กซอร์ซิส (The Exorcist) หรือมีชื่อภาษาไทยว่าหมอผีเอ็กซอร์ซิส ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขี้นในปี 1973 จากบทประพันธ์ของวิลเลียม ปีเตอร์ แบตตี้ (William Peter Batty) ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับการแสดงโดยวิลเลียม ฟรีดกิ้น (William Friedkin) เนื้อเรื่องของดิเอ็กซอร์ซิส สำหรับเนื้อเรื่องโดยย่อของดิเอ็กซอร์ซิส เริ่มต้นที่เมืองโบราณฮาตรา ประเทศอิรัก หลวงพ่อแลงคาสเตอร์ เมอร์ลินนักบวชคาทอลิกได้ไปทัาทายพาซูซูปิศาจโบราณในระหว่างการขุดค้นโดยยืนประจันหน้ากับรูปปั้นของมัน ขณะเดียวกันที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศอาฟริกาใต้ นักแสดงหญิงชื่อดังคริส แมคนีลอาศัยอยู่กับเรแกนลูกสาวของเธอในอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง เรแกนเริ่มมีลักษณะแปลกและผิดปกติไป คริสจึงพาเธอไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการทางจิตแต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ คืนหนึ่งเพื่อนของคริสชื่อเบิร์ก แดนนิ่งถูกโยนออกทางหน้าต่างห้องนอนของเร […]

บาดแผลของทหารใหม่ในสงครามโลกครั้งที่ 1

ramswaroop1

         สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในยุโรประหว่างปี 1914 ถึง 1918 และทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนมากกว่า 17 ล้านคนและมีผู้พิการอีกกว่า 20 ล้านคน ในขณะที่ประเทศเยอรมนีเข้าร่วมในสงคราม รัฐบาลเยอรมันพยายามระดมคนหนุ่มที่อยู่ในโรงเรียนให้สมัครเข้าร่วมรบ โดยการสร้างความรู้สึกฮึกเหิมในความรักชาติและการรับใช้แผ่นดินเกิดโดยสมัครเข้าร่วมในกองทัพ เมื่อทหารใหม่เหล่านี้เข้าสู่สงคราม ชีวิตของพวกเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป          พอล เบาเมอร์ (Paul Baumer) เป็นหนึ่งในเด็กหนุ่มเหล่านั้น พอลและเพื่อนๆ สมัครเข้าสู่กองทัพเพื่อร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยม บรรดาทหารใหม่เดินทางมาถึงสมรภูมิโดยรถไฟ เข้าสู่พื้นที่การสู้รบที่เต็มไปด้วยความรุนแรงมีทหารข้าศึกอยู่ทุกหนทุกแห่ง เกวียนเทียมม้าที่บรรทุกกระสุนจนเต็มวิ่งแข่งกันมาขณะที่ฝนตกตลอดเวลา          ทหารใหม่พบว่าที่นี่ไม่มีอาหารเพียงพอ พวกเขาไม่ได้กินอาหารเช้าเลย แม้แต่ทหารเก่าเองก็ไม่ได้กินอาหารมาสองวันแล้ว ทหารเก่าคนหนึ่งชื่อแคทซินสกี้ (Katczinsky) ได้ออกไปหาของกินและเขากลับมาพร้อมกับหมูที่ถูกฆ่าซึ่งเขาขโมยมาจากครัวสนาม          เมื่อทหารใหม่เดินทางไปถึงแนวหน้า หลังจากใช้เวลาหลายวันในบังเกอร์ภายใต้การทิ้งระเบิดอย่างหนัก ในที่สุดพวกเขาก็เคลื่อนออกจากสนามเพลาะและขับไล่ข้าศึกได้สำเร็จ หลังจากนั้นพวกเขาถูกส่งกลับไปที่ห้องครัวภาคสนามเพื่อรับส่วนแบ่งอาหาร ทหารใหม่แต่ละคนได้รับอาหารสองเท่าเนื่องจากมีคนตายไปครึ่งหนึ่ง          ทหารใหม่ทราบว่าพวกเขาต้องจะกลับไปที่แนวรบอีกในวันรุ่งขึ้นและเริ่มตั้งข้อสงสัยว่ามีการรุกรานกันเกิดขึ้นจริงหรือและความขัดแย้งเหล่านี้มันเกี่ยวข้องกับพวกเขาหรือไม่          ในขณะที่เหล่าทหารใหม่เข้าโจมตีสุสานแห่งหนึ่ง พอลแทงทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งด้วยดาบปลายปืนแต่ตัวเองก็ต้องติดอยู่ในหลุมทั้งคืนกับทหารคนนี้ที่กำลังจะตาย พอลพยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยชีวิตทหารคนนี้ตลอดทั้งคืนโดยให้เขาดื่มน้ำแต่รักษาชีวิตทหารคนนี้ไม่ได้            พอลร้องไห้อย่างขมขื่นและขอร้องให้ศพทหารฝรั่งเศสพูดกับเขาเพื่อที่เขาจะได้รับการอภัย […]

คนโบราณมีวิธีคลายร้อนอย่างไร?

ramswaroop1

            แม้ในยุคสมัยโบราณนั้นอากาศจะไม่ร้อนเท่าสมัยปัจจุบันจนต้องมีเครื่องปรับอากาศติดตั้งกันหลายบ้าน แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะอดทนอยู่กันแบบเรียบง่ายได้ในทุกวันโดยไม่รู้สึกอะไรเลยนะคะ ยิ่งช่วงเดือนเมษาบ่าย ๆ แดดก็ยิ่งแรงมากขึ้น พวกเขาเองจึงต้องมีวิธีคลายร้อนตามฉบับของพวกเขาซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเผื่อใครอยากนำไปใช้บ้าง ปะแป้งทาน้ำอบเพื่อคลายร้อน             คนโบราณมีวิธีคลายร้อนที่เรียบง่ายเมื่ออยู่บ้านเรือนอย่างการปะแป้งให้รู้สึกเย็นสดชื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม หลังจากอาบน้ำหรือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นผ้าแถบหรือเสื้อกล้ามก็จะทาแป้งเต็มตัวเต็มหน้าจนขาวไปหมดเพื่อความเย็นสดชื่นและทาน้ำอบที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดให้รู้สึกสดชื่น คลายความร้อนและวิงเวียนศีรษะได้ดี ส่วนผู้ชายโบราณก็มักจะสวมแค่กางเกงหรือโสร่งตัวเดียวและทาแป้งทั่วตัวซึ่งปัจจุบันในชนบทก็ยังมีให้เราเห็นอยู่ เล่นน้ำในแม่น้ำลำคลองเพื่อคลายร้อน             การเล่นน้ำในแม่น้ำลำคลองเป็นกิจกรรมสุดสนุกสนานและคลายร้อนยอดนิยมของคนโบราณในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ที่มักออกมาเล่นน้ำกันในช่วงบ่าย 3 ที่แดดเริ่มจะร่มมากขึ้น มีการแข่งกันว่ายน้ำ เล่นน้ำไปคุยกันไป บางทีก็แข่งหายใจใต้น้ำ บางคนถือโอกาสเล่นน้ำและอาบน้ำช่วงเย็นไปด้วยในตัว เนื่องจากแม่น้ำลำคลองสมัยก่อนสะอาดกว่าสมัยนี้จึงสามารถอาบน้ำได้โดยไม่คันเนื้อตัวจากเชื้อโรคเหมือนสมัยนี้ ซึ่งใครที่อยากใช้วิธีนี้คลายร้อนในปัจจุบันก็คงต้องดูก่อนเนาะว่าแม่น้ำลำคลองคุณสะอาดพอที่จะลงเล่นได้หรือไม่ แล้วอีกอย่างคือความปลอดภัยจากน้ำลึก น้ำวน และจระเข้ที่อาจมาได้ ทำน้ำลอยดอกมะลิเพื่อคลายร้อน             สมัยก่อนคนโบราณมักจะเกิดอาการกระหายน้ำบ่อย ๆ ในวันที่มีอากาศร้อนจึงคลายร้อนและคลายความกระหายโดยทำน้ำลอยดอกมะลิที่มีความสดชื่นและหอมกลิ่นดอกมะลิในน้ำที่ดื่มทำให้ลดอาการกระหายน้ำไปได้มาก แถมหากนำน้ำใส่ในโอ่งด้วยก็ยิ่งเย็นมาก เพราะเมื่อก่อนหลายบ้านจะใช้น้ำฝนกันซึ่งเอาไปใส่ในโอ่งจะเย็นคล้ายกับเวลาเรานำไปใส่ตู้เย็นประมาณนั้นเลย คือจะเย็นกว่าน้ำทั่วไปนิด ๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะ อ๊ะ ๆ ! แต่เตือนไว้หน่อยว่าน้ำฝนสมัยนี้ไม่สามารถดื่มได้นะคะ เพราะเต็มไปด้วยสารเคมีและมลพิษที่สัมผัสโดนมากมายจึงห้ามดื่มเด็ดขาด แต่หากอยากทำน้าลอยดอกมะลิก็ให้ใช้น้ำกรองนี่ล่ะ แล้วเลือกมะลิที่บ้านของคุณปลูกเอง มั่นใจว่าไม่มียาฆ่าแมลงใด ๆ ก็จะได้ดื่มแก้กระหายคลายร้อนได้แบบคลาสสิกแล้ว             คุณสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ในการคลายร้อนได้นะคะ เพราะช่วงนี้โลกของเรามันร้อนจริง […]

กิจกรรมที่คนไทยนิยมทำในวันขึ้นปีใหม่

ramswaroop1

            เมื่อเทศกาลวันขึ้นปีใหม่มาถึง ทุกคนก็คงจะได้หยุดงานและมีเวลาส่วนตัวกับเหล่าคนที่คุณรักในการทำกิจกรรมสนุกสนานเพื่อต้อนรับปีใหม่ซึ่งเปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่กับสิ่งดี ๆ ในวันแรกของปีที่มาถึงและปล่อยสิ่งเลวร้ายเก่า ๆ ให้หายไป ในต่างประเทศก็จะมีทั้งการไปจัดงานดนตรี งานอาหาร และเฉลิมฉลองในหมู่เพื่อนฝูงด้วยขนมคุกกี้ อาหารน่ารับประทานต่าง ๆ แต่สำหรับคนไทยเราจะมีความแตกต่างของการจัดงานวันขึ้นปีใหม่จากสากลไปหน่อยซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ที่ดีและช่วยให้วันขึ้นปีใหม่มีแต่ความอิ่มเอมใจด้วย โดยกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยมีดังนี้ กิจกรรมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในวันขึ้นปีใหม่             ในช่วงเช้าตรู่ของวันขึ้นปีใหม่ไปจนถึงพระอาทิตย์ขึ้นได้เต็มดวงทำให้ท้องฟ้าแจ่มใสไม่นาน คนไทยจะมาร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในบริเวณวัดใกล้บ้านหรือตามลานกิจกรรมสาธารณะหลักของแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีพระสงฆ์หลายรูปมาเดินต่อแถวรับอาหารแห้งไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร นม อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูปจากญาติโยมใส่บาตร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทุกคนจะมากันเป็นครอบครัวใหญ่ ทำให้เป็นโอกาสอันเหมาะสมที่ญาติพี่น้องซึ่งอยู่คนละบ้านได้มาพบปะพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันด้วย กิจกรรมทำบุญฟังเทศน์ในวันขึ้นปีใหม่             หลังจากการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งช่วงเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนก็จะเข้ามากันในอุโบสถเพื่อสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดและร่วมทำบุญรับศีลรับพร ฟังเทศน์ฟังธรรมซึ่งเจ้าอาวาสจะได้สอนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรมและการปฏิบัติตนตามหลักของพุทธศาสนิกชนที่ดีในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ นอกจากคนไทยจะได้อุ่นใจแล้ว ยังมีโอกาสศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับด้วย นับเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีในวันขึ้นปีใหม่สำหรับการคิดดีทำดีอย่างถูกต้อง กิจกรรมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในครอบครัว             ในช่วงตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงกลางคืนของวันขึ้นปีใหม่ คนไทยหลายครอบครัวจะใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ในการสังสรรค์และฉลองปีใหม่ร่วมกันโดยในงานจะมีทั้งของหวานและของคาวครบ แต่ในปัจจุบันมีอาหารจากต่างชาติเข้ามาในการเฉลิมฉลองมากมายทำให้การฉลองกินเลี้ยงของแต่ละบ้านแตกต่างกัน บางครอบครัวก็กินหมูกระทะ ปิ้งบาบีคิว ชาบู และอาจมีการชักชวนเพื่อนสนิทมาร่วมร้องเพลงกันในกิจกรรมกินเลี้ยงฉลองปีใหม่ที่บ้านและจับของขวัญกันด้วยหากจัดงานอย่างเป็นทางการ             ฉะนั้นแม้การทำกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากชาติอื่น แต่บางกิจกรรมในปัจจุบันก็ได้มีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ทว่ายังคงความอบอุ่นใจในมิตรภาพอย่างคนไทยเช่นเดิม รูปภาพประกอบ : Pixabay #กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ #ขึ้นปีใหม่ไทย […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me