ทำไมไอศกรีมตุรกีต้องกวนโอ๊ยก่อนรับ?

ramswaroop1

            คุณอาจจะคิดว่าบทความนี้แปลก ไอศกรีมอะไรจะกวนโอ๊ยได้…ก็ไอศกรีมตุรกีไงคะ หากคุณไม่รู้มาก่อนและไปสั่งซื้อก็อาจเกิดอารมณ์หงุดหงิดได้นะ แต่แท้จริงมันคือทริกเล็ก ๆ ที่ทำให้ไอศกรีมแห่งตุรกีมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่ไม่เหมือนใครโดยเมื่อคนขายทำไอศกรีมให้คุณเสร็จแล้ว เขาก็จะทำท่าเป็นยื่นให้ด้วยไม้ยาว แต่พอลูกค้าอย่างเราจะหยิบไอศกรีมนั้นก็จะไม่ถึงมือเราง่าย ๆ หรอก คนขายจะแสดงลีลาหยอกโดยให้เราหยิบไอศกรีมให้ได้เรื่อย ๆ ซึ่งบอกเลยว่าใครที่คว้าทันถึงว่าคุณเทพมาก! เพราะคนขายจะดึงไอศกรีมให้หลบหลีกจากมือคุณได้ทุกเวลาจนผ่านไปไม่กี่นาทีก็จะให้ไอศกรีมแก่คุณ ช่วงกวนโอ๊ย แต่ก็เพลินดีเหมือนกัน เราจึงอยากจะมาบอกให้คุณรู้เพื่อที่เวลาเจอไอศกรีมตุรกีจะได้เตรียมตัวไว้ก่อน แล้วเหตุใดไอศรีมตุรกีจึงต้องกวนโอ๊ยเช่นนี้ด้วยล่ะ? วันนี้เรามีคำตอบ ผู้มาซื้อไอศกรีมตุรกีต้องได้รับความสุขกลับไป             ในทุก ๆ วันเราย่อมต้องเจอกับความทุกข์มาเป็นเรื่องปกติ ซึ่งหากใครที่เจอกับความทุกข์มา แน่นอนว่าส่วนใหญ่พวกเขาก็มักจะอยากไปหาของหวานอร่อย ๆ เพื่อให้คลายความทุกข์และกลับมาสดชื่นได้ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ไอศกรีม” นั่นเอง แต่ชาวตุรกีเห็นว่าแค่ความสุขจากการรับประทานไอศกรีมหวาน ๆ คงไม่เพียงพอ เพราะเมื่อไอศกรีมหมด อารมณ์เบื่อหน่ายและความทุกข์ก็อาจจะกลับมาได้อีกเมื่อมันหายไปเพียงแค่ชั่วขณะ พวกเขาจึงได้ทำให้ไอศกรีมตุรกีเป็นตัวช่วยอารมณ์ของลูกค้ามากขึ้นโดยการแสดงลีลามือไวหลบหลีกเพื่อให้ลูกค้าได้ร่วมทำภารกิจจับไอศกรีมให้ทัน ซึ่งการร่วมเล่นพร้อมเห็นรอยยิ้มของคนขายจะทำให้อารมณ์เขาผ่อนคลายกว่าเดิมและรู้สึกว่าในชีวิตเขาสามารถมีความสุขได้ตลอดหากมาซื้อไอศกรีมตุรกี แม้จะไม่เหลือใครแต่ก็ยังมีไอศกรีมของเราเป็นเพื่อนที่ไม่มีวันเบื่อคุณนะจ๊ะ ผู้มาซื้อไอศกรีมตุรกีจะรู้สึกว่าไอศกรีมอร่อยขึ้น             การที่ลูกค้าต้องมาคอยเล่นคว้าไอศกรีมตัวเองที่หลบหลีกด้วยฝีมือคนขายกว่าจะได้มาก็ยากเย็นเหลือเกิน พอบทจะจับหมวกไอศกรีมได้ อีกฝ่ายก็ลีลาดีเอาไอศกรีมออกจากหมวกได้อีก แหม ช่างกวนได้โล่เสียจริง ฉันแพ้ทางไอศกรีมตุรกีตลอดเลย แต่สุดท้ายแม้จะหยิบได้หรือหยิบไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรคนขายเขาก็ต้องให้คุณอยู่แล้วซึ่งเมื่อรับประทานไอศกรีม คุณจะรู้สึกว่ามันอร่อยมากกว่าไอศกรีมทั่วไป […]

บันทึกภาพสังคมไทยกับพล นิกร กิมหงวน

ramswaroop1

สามเกลอ หรือ พล นิกร กิมหงวน คือนิยายแนวตลกเบาสมองของไทย ผู้แต่งนิยายสามเกลอคือปรีชา อินทรปาลิต หรือ ป.อินทรปาลิต ท่านแต่งนิยายเรื่องสามเกลอออกมาเป็นจำนวนเป็นพันตอน ไม่เคยมีใครนับเหมือนกันแม้แต่ตัวท่านเอง ใครที่เคยอ่านสามามเกลอจะอมยิ้มจนถึงขนาดหัวเราะด้วยความขบขัน แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในนิยายสามเกลอคือบันทึกภาพของสังคม    ไทยในสมัยนั้นอย่างที่ไม่เคยมีนิยายเรื่องไหนทำได้มากเท่านี้ สังคมของ พล นิกร กิมหงวน พล นิกร กิมหงวน เป็นเรื่องของชายหนุ่มสามคนที่เป็นเพื่อนเกลอกัน ครอบครัวของทั้งสามคนเป็นคนชั้นสูงในสังคมสมัยนั้น และอยู่ในฐานะเข้าขั้นเศรษฐี ทั้งสามคนจึงใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานตามคลับบาร์และมีสุราเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ พลกับนิกรเป็นลูกชายของขุนนางชั้นพระยา พลเป็นบุตรชายของเจ้าคุณประสิทธิ์นิติศาสตร์กับคุณหญิงวาด ส่วนนิกรเป็นบุตรของเจ้าคุณวิจิตรบรรณาการพี่ชายของคุณหญิงวาด พลมีภรรยาชื่อนันทาเป็นพี่สาวของนิกร พลจึงมีศักดิ์เป็นพี่เขยของนิกร นิกรมีภรรยาชื่อประไพเป็นบุตรีของเจ้าคุณปัจจนึกพินาศ ส่วนกิมหงวนเป็นลูกชายคนเดียวของเจ้าสัวกิมเบ๊ซึ่งเป็นคหบดีที่รวยที่สุดในสมัยนั้น พลกับนิกรไปเที่ยวแฮปปี้ฮอลล์และเกิดหมั่นใส้กิมหงวนที่อวดความร่ำรวยด้วยการฉีกแบงค์โชว์อันเป็นลักษณะส่วนตัวของกิมหงวนตลอดมา แต่ตอนหลังทั้งสามคนก็กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน ด้วยความร่ำรวยของ พล นิกร กิมหงวน ทำให้ทั้งสามคนไม่ต้องมีความทุกข์กับการทำมาหาเลี้ยงชีวิตและใช้ชีวิตที่สนุกสนานไปกับการเที่ยวกลางคืนและสร้างวีรกรรมที่ตลกสนุกสนาน บางครั้งก็เกินเลยไปโดยมีเจ้าคุณปัจจนึกพินาศและเจ้าแห้วคนรับใช้ของพลเป็นตัวละครสำคัญที่สร้างวีรกรรมร่วมกันกับสามเกลอโดยตลอด แต่ทั้งสามคนก็มีหน้าที่รับผิดชอบกับกิจการของตัวเองด้วย ตัวละอื่นๆที่ปรากฏในนิยายส่วนใหญ่ก็จะเป็นเครือญาติกับสามเกลอโดยมีตัวละครอื่นๆเข้ามาแทรกบ้างเพื่อให้เกิดเรื่องราวขึ้นเป็นตอนๆไป โดยมี พล นิกร กิมหงวน เป็นตัวเชื่อมโยงและสร้างความสนุกสนานขึ้นมาโดยบางครั้งก็นำสมาชิกของแต่ละครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ชีวิตของ พล […]

บิดาของอินเดีย

ramswaroop1

อินเดียเคยเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มีวัฒนธรรมและอารยธรรมมายาวนาน แต่เมื่อจักรวรรดินิยมจากยุโรปขยายอำนาจเข้ามาล่าอาณานิคมในทวีปเอเชีย อินเดียก็ตกอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 โดยตกเป็นประเทศอาณานิคมภายใต้เครือจักรภพอังกฤษ อินเดียมีผู้สำเร็จราชการคนอังกฤษเป็นผู้ปกครอง บุคคลผู้หนึ่งชื่อโมฮันดาส คาดามจันด์ คานธี เขาเกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1869 ที่เมืองบอมเบย์ เขาเกิดในครอบครัวคนชั้นสูงและได้รับการสนับสนุนในเรื่องการศึกษาโดยเขาถูกส่งไปศึกษาวิชากฏหมายที่มหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษ ขณะที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษเขาเปลี่ยนมาเป็นมังสวิรัตและเริ่มศึกษาคัมภีร์ศาสนาต่างๆ เมื่อเรียนจบกลับมาที่อินเดียเขาได้รับการว่าจ้างให้ไปทำงานด้านกฏหมายที่ประเทศอาฟริกาใต้เป็นเวลา 1 ปี ทนายความชาวอินเดียในประเทศอาฟริกาใต้ เมื่อมาถึงอาฟริกาใต้คานธีพบว่าสังคมที่นั่นเต็มไปด้วยการกีดกันทางเชื้อชาติและการเหยียดสีผิว ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกโยนลงมาจากรถไฟเพราะไปซื้อตั๋วที่นั่งชั้น 1 ที่สำรองไว้สำหรับคนผิวขาว สภาพสังคมที่อาฟริกาใต้ทำให้เขาเกิดความคิดของการประท้วงความอยุติธรรมด้วยการดื้อแพ่งโดยใช้สันติวิธีและเขาได้ตัดสินใจทำงานอยู่ในประเทศอาฟริกาใต้อยู่ถึง 21 ปี และมีส่วนร่วมในการต่อต้านการเหยียดผิวในประเทศนี้ เมื่อกลับมาที่อินเดียเขาเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดตามหลักของศาสนาฮินดู คานธีเปลี่ยนมาใส่ผ้าฝ้ายดิบสีขาวที่ทอด้วยมือและใช้ชีวิตโดยถือพรหมจรรย์เขาเริ่มรณรงค์ให้ชาวอินเดียเข้าใจถึงแนวทางการต่อต้านด้วยความจริงและสันติวิธีที่เขาได้มาจากการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอาฟริกาไต้ที่เรียกว่า”สัตยาเคราะห์” ต่อมานามต้นของคานธีจึงถูกเรียกว่า ”มหาตมะ” รณรงค์ให้ชาวอินเดียต่อต้านอังกฤษ หลังจากนั้นคานธีได้เริ่มเป็นผู้นำชาวอินเดียประท้วงกฎหมายของอังกฤษจนนำไปสู่การสังหารหมู่ที่เมืองอัทริทสาร์ที่ชาวอินเดียเสียชีวิตกว่า 400 คน รวมทั้งการต่อต้านการเกณฑ์ชาวอินเดียไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้คานธีถูกจับเข้าคุก ต่อมาอังกฤษได้ออกกฏหมายเกลือไม่ให้ชาวอินเดียทำเกลือเพื่อบริโภคและขาย คานธีจึงนำชาวอินเดียเดินรณรงค์ระยะทาง 400 กิโลเมตรเพื่อประท้วงกฏหมายดังกล่าว คานธีและชาวอินเดียจำนวนมากถูกจับจากการประท้วงกฏหมายนี้ ต่อมาคานธีได้เจรจากับอังกฤษขอให้ปล่อยตัวชาวอินเดียและยอมให้ชาวอินเดียที่อยู่ใก้ลทะเลทำเกลือเพื่อบริโภคเองได้ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คานธีรณรงค์อีกครั้งเพื่อให้อังกฤษปลดปล่อยอินเดียเป็นเหตุให้เขาถูกจับอีกครั้ง อิสรภาพของอินเดีย ปี […]

พิธีศีลมหาสนิท คืออะไร

ramswaroop1

                  คริสตชน หรือผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ มีพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ 7 พิธี ที่เรียกกันว่า “พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์” หนึ่งในพิธีกรรมที่มีความสำคัญคือ “พิธีมหาสนิท” หรือ ”พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์” (Eucharist; Holy Communion) ในส่วนของนิกายโรมันคาทอลิก, อีสเทอร์ออร์ทอดอกซ์ และโปรเตสแตนต์ จะเรียกว่า “พิธีศีลมหาสนิท” ซึ่งผู้รับศีลต้องไปโบสถ์ ในการทำพิธีบูชามิสซา หรือพิธีมิซาบูชาขอบพระคุณ อัญเชิญองค์พระเยซูเสด็จลงมาประทับในขนมปังและเหล้าองุ่น และจะปฏิบัติในทุกวันเสาร์หรืออาทิตย์ ในหนึ่งวันนี้สามารถรับได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น พิธีนี้มีความเป็นมาเป็นอย่างไร                   พระวรสารนักบุญมัทธิว พระวรสารนักบุญมาระโก พระวรสารนักบุญลูกา จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 1 ได้อธิบายการตั้งพิธีศิลมหาสนิทคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันทั้งหมด ใจความสำคัญได้กล่าวถึงพิธีที่พระเยซูได้ตั้งขึ้นระหว่างรับประทานอาหารร่วมกับอัครสาวกในคืนพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนที่วันถัดไปพระองค์จะถูกจับกุมและถูกตรึงบนไม้กางเขน ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงปัสคา อาหารจึงมีเพียงขนมปังและเหล้าองุ่น จึงถูกนำมาใช้เป็นพันธสัญญาใหม่ ในการไถ่บาปแทนด้วยพระวรกายและพระโลหิตของพระองค์ดังทีได้ทรงพยากรณ์ไว้ ศีลมหาสนิทในยุคแรก ๆ เป็นเพียงนามของบทสวดภาวนาขอบพระคุณพระเยซูก่อนที่พระองค์จะเสกขนมปังและเหล้าองุ่น ในยุคสมัยต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นพิธีกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งของศาสนา                   พิธีกรรมศีลมหาสนิทนี้ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพิธีมิสซาและสืบทอดต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย แม้ว่าในนิกายต่าง ๆ […]

ไขมุมมองที่คุณอาจไม่รู้…ซานตาคลอสตัวจริงคือใครกันนะ?

ramswaroop1

            ในเทศกาลคริสต์มาสที่เด็ก ๆ ต่างเฝ้ารอคอยที่คุณลุงซานตาคลอสร่างอ้วนใจดีผู้มีหนวดยาวสีขาวสวมชุดสีแดงเอาของขวัญมาใส่ในถุงเท้าที่แขวนตามบ้านจวบจนพวกเขาโตแล้วได้ของขวัญมาตามจำนวนปีก็ยังไม่มีใครรู้ซานตาคลอสมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วเขาอาศัยอยู่ที่ไหน แล้วเอลฟ์ซึ่งเป็นผู้ช่วยทำของขวัญให้เด็ก ๆ มีจริงหรือไม่ เราจะพาทุกคนไปค้นหาคำตอบกัน ซานตาคลอสตัวจริงคือใครกันแน่?             ต้นกำเนิดของคุณลุงซานตาคลอสผู้ใจดีแท้จริงแล้วมาจากบุคคลที่ชื่อว่า “นักบุญนิโคลัส” ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 4 เป็นนักบุญชาวฮอลแลนด์ที่มีเมตตาต่อเด็ก ๆ ผู้ยากไร้ ท่านมักจะนำสิ่งของและอาหารมาแจกให้กับเด็ก ๆ อยู่เสมอทำให้ทุกคนต่างเคารพท่านเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นชาวฮอลแลนด์บางส่วนก็ได้อพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาและยังคงจัดประเพณีฉลองนักบุญนิโคลัส ในวันที่ 6 ธันวาคมของทุกปีทำให้ชาวสหรัฐอเมริกาได้รับการเผยแพร่ประเพณีมาจนกลายเป็นเทศกาลคริสต์มาสสากลที่ทั่วโลกทำกันในปัจจุบันเพื่อรำลึกถึงนักบุญนิโคลัสและมีการสร้างตัวตนของท่านให้กลายเป็น “ซานตาคลอส” ผู้มีรูปร่างอ้วนและสวมเสื้อผ้าและหมวกสีแดงเป็นเอกลักษณ์ เพราะเสื้อผ้าของนักบุญนิโคลัสดั้งเดิมก็เป็นสีแดงอยู่แล้ว ประวัติของนักบุญนิโคลัสหรือซานตาคลอส             ซานตาคลอส หรือ นักบุญนิโคลัสแห่งไมร่า เป็นนักบุญที่มีชื่อเสียงที่สุดองค์หนึ่ง ในนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ และโรมันคาทอลิก เกิดที่เมืองปารารา ดินแดนอานาโตเลียในปี ค.ศ. 270 หรือ พ.ศ 813 โดยชีวิตช่วงวัยหนุ่มท่านได้จาริกแสวงบุญไปอียิปต์และปาเลสไตน์ พอกลับมาได้ไม่นานก็ได้รับแต่งตั้งเป็นบิชอปแห่งมิรา ต่อมาช่วงการเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนในจักรวรรดิโรมัน สมัยจักรพรรดิไดโอคลีเชียน นักบุญนิโคลัสถูกจับขังคุก จนเมื่อสิ้นสุดลงในรัชสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน ท่านจึงถูกปล่อยตัว […]

จอห์น เมอร์ริคเดอะเอเลเฟนท์แมน

ramswaroop1

         ต้นศตวรรษที่ 19 สมัยวิคตอเรียน ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีการแสดงประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมของสมัยนั้น คือการนำมนุษย์ที่มีความผิดปกติทางร่างกายมาออกแสดงต่อสาธารณชนหรือเรียกว่าฟรีกโชว์ (Freak Show) มีคณะแสดงฟรีกโชว์คณะหนึ่งเจ้าของชื่อมิสเตอร์ไบทส์ ได้จัดการแสดงที่ภาคตะวันออกของลอนดอน จอห์น เมอร์ริค คือหนึ่งในมนุษย์ประหลาดที่ถูกนายไบทส์นำมาออกแสดง ผู้เข้ามาชมการแสดงคนหนึ่งชื่อนายแพทย์           เฟรเดอริค เทรเวส เขาเป็นศัลยแพทย์ที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งลอนดอน เทรเวสได้พบเมอร์ริคในงานนี้ เขาเกิดความสนใจในตัวเมอร์ริคผู้มีความผิดปกติทางร่างกายโดยมีศรีษะโตกว่าคนปกติเป็นโหนกขนาดใหญ่ทางด้านหลังและมีปุ่มโปนเป็นเนื้องอกออกมาทั่วลำตัว นายแพทย์เทรเวสให้เงินแก่มิสเตอร์ไบทส์เพื่อขอตัวเมอร์ริทไปตรวจที่โรงพยาบาล          นายแพทย์เทรเวสพบว่าศรีษะที่มีขนาดใหญ่ของเมอร์ริคทำให้เขาไม่สามารถนอนหงายเหมือนคนปกติได้ เพราะศรีษะขนาดใหญ่ของเขาจะไปปิดกั้นทางเดินหายใจเวลาหลับเขาต้องนั่งเอาเข่าชันศรีษะไว้ตลอดเวลา เมื่อนายแพทย์เทรเวสส่งตัวเมอร์ริทคืนให้มิสเตอร์ไบทส์         เมอร์ริคถูกไบทส์ทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง จนนายแพทย์เทรเวสต้องนำตัวเมอร์ริทกลับไปรักษาที่โรงพยาบาล นายแพทย์เทรเวสต้องการแสดงให้คุณกอมม์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเห็นว่าจอห์น เมอร์ริทมีพัฒนาการ เพื่อคุณกอมม์จะยอมให้จอห์น เมอร์ริท อยู่ที่โรงพยาบาลต่อได้    เทรเวสสอนให้เมอร์ริทอ่านบทประพันธ์ เมอร์ริทสามารถอ่านบทประพันธ์ได้ยาวกว่าที่นายแพทย์เทรเวสสอนเขาเพราะเคยอ่านมาก่อน นอกจากนั้นเมอร์ริทยังเริ่มทำโมเดลของโบสถ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาล          มิสเตอร์ไบทส์แอบเข้ามาลักพาตัวเมอร์ริทออกไปจากโรงพยาบาล คราวนี้เขาพา      เมอร์ริทออกจากอังกฤษไปเปิดแสดงถึงประเทศในยุโรป ขณะที่แสดงที่ประเทศเบลเยี่ยมสุขภาพเมอร์ริททรุดโทรมลงมากเขามีอาการแย่ลงเรื่อยๆ นายไบทส์โมโหเมอร์ริทและจับเขาไปขังในกรง เพื่อนของเมอร์ริคซึ่งเป็นมนุษย์ผิดปกติเหมือนกันช่วยเขาออกมา เมอร์ริทพยายามเดินทางกลับมาที่ลอนดอนโดยมีเสื้อคลุมปกปิดร่างกาย ขณะที่เดินทางมาถึงสถานีรถไฟมีเด็กกลุ่มหนึ่งเห็นหน้าตาของเขาและคุกคามเขาต้อนเขาไปจนมุม จอห์น เมอร์ริท ร้องขึ้นว่า “ผมไม่ใช่มนุษย์ช้าง ผมไม่ใช่สัตว์ […]

ทำอย่างไรไม่ให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านด้วยความเหงา

ramswaroop1

            เมื่อวัยชราภาพมาถึง ผู้สูงอายุทุกคนก็เริ่มที่จะเดินเหินไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวกอย่างแต่ก่อนและมักอยากอยู่แต่บ้าน ใกล้ชิดลูกหลานเหลน แต่ก็ไม่ใช่ทุกเวลาที่ทุกคนจะทำตามใจผู้สูงอายุในบ้านได้ด้วยภาระหน้าที่จึงอาจทำให้ผู้สูงอายุทั้งหลายเกิดความเหงาและรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อต้องอยู่คนเดียวภายในบ้านจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย ๆ คุณที่เป็นลูกหลานจึงควรหาวิธีที่จะไม่ทำให้ท่านเหงาและใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด พาผู้สูงอายุทำกิจกรรมสนุกกับลูกหลานในบ้านยามว่าง             เมื่อลูกหลานทุกคนอยู่บ้านกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาก็ควรจัดกิจกรรมภายในครอบครัวทำกับผู้สูงอายุให้สนุกสนาน ไม่ให้บ้านเงียบเชียบเพื่อให้ท่านมีความทรงจำดี ๆ กับพวกคุณ เช่น การเล่นเกม การทำอาหารเลี้ยงกันภายในบ้านแบบบุฟเฟ่ต์ การดูรายการโทรทัศน์ด้วยกัน เป็นต้น ทุกกิจกรรมควรเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมมากที่สุดและควรเป็นกิจกรรมที่ท่านชอบเหมือนกับทุกคนด้วย เหตุที่ทุกกิจกรรมควรจัดในบ้านก็เพราะผู้สูงอายุไม่ค่อยชอบที่จะออกไปเที่ยวหรือเดินตามสถานที่นอกบ้านนักด้วยรู้สึกว่าวุ่นวาย ไม่เป็นส่วนตัว ในบางครั้งคุณจึงต้องทำตามใจท่านบ้าง อย่าทิ้งท่าน ไม่เช่นนั้นผู้สุงอายุจะเหงาได้ พาผู้สูงอายุไปทำบุญและปฏิบัติธรรมที่วัด             แม้ผู้สูงอายุจะไม่อยากออกไปข้างนอกบ้าน แต่กับสถานปฏิบัติธรรมหรือวัดนั้นเป็นข้อยกเว้นสำหรับคนในวัยนี้ที่ต้องการความสงบและเรียนรู้ถึงสัจธรรมของชีวิตเพื่อจะได้รู้สึกปลงและยอมรับกับความเป็นจริง มีความสุขได้จากการเข้าใจโลก ละความรัก โลภ โกรธ หลง ไม่เอาแต่นั่งเหงาและเศร้าอยู่ที่บ้านคนเดียว ซึ่งหากวันไหนเป็นวันพระ คุณอาจพาท่านไปทำบุญและอยู่ที่วัด มีสังคมของผู้สูงอายุที่มาด้วยจุดมุ่งหมายแห่งความร่มเย็นกายกับใจเช่นเดียวกัน เมื่อนั้นผู้สูงอายุจะไม่รู้สึกเหงาและได้สนทนาธรรมกับเพื่อนฝูงอย่างสุขสบายใจจนบางคนก็ไม่อยากกลับบ้านด้วยซ้ำ แนะนำแอพลิเคชั่นแวดวงผู้สูงอายุให้มีเพื่อนคุยเพลิดเพลิน             ด้วยความเปลี่ยนแปลงของโลกเราทำให้เทคโนโลยีการสื่อสารและข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ถูกส่งเข้ามาผ่านอุปกรณ์เล็ก ๆ อย่างมือถือได้โดยที่ผู้สูงอายุไม่ต้องออกไปไหนอีกแล้ว เวลาที่ผู้สูงอายุอยู่บ้านคุณจึงควรโหลดแอพลิเคชั่นแวดวงผู้สูงอายุให้ท่านซึ่งในแอพจะมีแชทและกิจกรรมชาเลนจ์ต่าง ๆ ให้ผู้สูงอายุได้ร่วมแข่งขัน หรือ How […]

การมองท้องฟ้าสามารถคลายความทุกข์ได้

ramswaroop1

            “หากวันไหนที่เธอรู้สึกทุกข์ใจก็มองท้องฟ้าสิ”             คำกล่าวนี้เรามักเจอในหนังเกาหลีหรือหนังญี่ปุ่นที่เป็นแนวรักโรแมนติกเสมอซึ่งเราเป็นคนดูก็จะสงสัยว่าเพราะอะไรจึงต้องมองท้องฟ้า ทั้ง ๆ ที่มันก็มีแต่ก้อนเมฆกับความว่างเปล่า แต่ในเมื่อเราได้มาอยู่ในจุดที่ต้องทุกข์ เศร้า และเสียใจเหมือนตัวเอกในละคร พอเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าแล้วร้องไห้ไม่นานความทุกข์ที่มีอยู่ในใจทั้งหมดก็พลันหายวับไปกับตาจริง แล้วเข้าใจด้วยว่าทำไมพระเอกมักจะชอบบอกให้นางเอกเงยหน้ามองท้องฟ้า มันไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าวแบบน้ำเน่าหรือเพื่อให้ดูหวานซึ้งแต่เป็นวิธีการที่ตัวละครต้องการบอกให้คนอ่านรู้และสามารถซึมซับได้ถึงความรู้สึกในเรื่องราวนั้น ๆ ได้จริง หากอยากรู้ว่าเมื่อมองท้องฟ้าแล้วเหตุใดจึงสามารถคลายทุกข์ได้ เราจะบอกคุณเองค่ะ การมองท้องฟ้าช่วยให้โล่งใจ             การมองท้องฟ้าที่มีก้อนเมฆลอยเคลื่อนตัวผ่านไปมากมายอย่างช้า ๆ โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้นแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่นั้นทำให้เรามองแล้วรู้สึกเหมือนว่าปัญหาและความเศร้าเสียใจต่าง ๆ ได้ถูกพัดพาไปกับก้อนเมฆสีขาวเหล่านั้น ก่อนจะพบกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่โปร่งสว่างสวยงาม มองไปมองตาก็คลายความทุกข์ที่มีทั้งหมดลงไปได้ภายในเวลาที่เหมือนนานแต่ไม่นานเลย การมองท้องฟ้าทำให้รู้สึกเหมือนมีคนคอยให้กำลังใจ             การมองท้องฟ้าทำให้เรารู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองอยู่และคอยให้กำลังใจอยู่จากในที่ไกล ๆ ที่แม้เราจะมองไม่ให้คนคนนั้นแต่ก็สัมผัสได้ซึ่งจุดนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอารมณ์ทุกข์จริงทำให้เรามองท้องฟ้าแล้วจินตนาการไปเองเพื่อให้เกิดความรู้สึกสุขใจหรือด้วยเพราะผลพวงจากการดูหนังญี่ปุ่นมากไปก็ไม่อาจรู้ บางทีน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อมองกลุ่มเมฆที่มีลักษณะเป็นรูปต่าง ๆ ซึ่งมันเหมือนจะเป็นสื่อจากคนบนฟ้าที่ต้องการบอกอะไรแก่เรา แน่นอนว่าน้ำตาเราไหลออกมาเพราะความสุข เหมือนได้กำลังใจและได้ปรับทุกข์กับคนที่อยู่ห่างไกล ทำให้อยากจะก้าวเดินต่อ การมองท้องฟ้าทำให้เราอยากเริ่มต้นใหม่             การมองท้องฟ้าทำให้เรานึกถึงวันที่อากาศแจ่มใส แต่ไม่นานในสักวันก็จะครึ้มด้วยลมพายุซึ่งหากเปรียบก็เหมือนชีวิตคนเราที่ต้องมีทั้งทุกข์และสุข แต่ท้ายที่สุดแล้วฟ้าหลังฝนย่อมสวยเสมอ ในเมื่อชีวิตเรามีความทุกข์แต่เราก็สามารถแก้ไขให้ความทุกข์นั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยการเลิกคิดถึงมันและทำวันใหม่ให้ดีขึ้นเหมือนฟ้าที่สวยงามในทุกวันนี้อย่างไรล่ะ รูปภาพประกอบ : Pixabay #ทุกข์ใจก็มองท้องฟ้า #ธรรมชาติบำบัด #บริหารสุขภาพจิต

แก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายคุณอย่างไร

ramswaroop1

เคยหรือไม่…ที่คุณรู้สึกว่าเหมือนร่างกายถูกไฟฟ้าช็อตหรือดูดเมื่อสัมผัสโดนกับสิ่งของหรือคนรอบข้างทั้งที่ทุกสิ่งรอบตัวของคุณไม่ได้มีไฟฟ้าเลย แต่แท้จริงแล้วสิ่งของทุกอย่างในโลกล้วนแล้วแต่มีไฟฟ้าในตัวทั้งนั้น แม้แต่ตัวของเราเองก็มีไฟฟ้าสถิตอยู่ ซึ่งร่างกายมนุษย์จะมีทั้งไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบและมักจะเกิดการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้ากับสิ่งของผ่านการเสียดสีหรือสัมผัสอยู่เสมอ แต่ในเมื่อจู่ ๆ กระแสไฟฟ้าสถิตในตัวของคุณขั้วใดขั้วหนึ่งมีพลังประจุมากเกินไปก็สามารถทำให้สิ่งของหรือตัวบุคคลต่าง ๆ ที่สัมผัสถูกคุณเกิดไฟฟ้าแรงสูงดูดเข้าหากันได้นะคะ ซึ่งแม้ปัญหาไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นจะไม่มีอันตรายให้เห็นชัดเจน แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญและมักทำให้ร่างกายบริเวณที่สัมผัสไฟฟ้าสถิตเกิดการชาหรือปวดหน่วง ๆ ได้ซึ่งหลายคนคงไม่อยากให้เกิดปัญหานี้ในชีวิตประจำวัน วันนี้เราจึงมีวิธีแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายคุณมาฝากกัน การออกกำลังกายแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้             การออกกำลังกายสามารถทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน และสามารถสร้างความสมดุลกับขั้วประจุไฟฟ้าในตัวคุณได้เป็นอย่างดี เพราะการที่สุขภาพดีย่อมทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิต สมอง กล้ามเนื้อ และระบบประสาททำงานประสานกันได้อย่างคล่องตัว เมื่อทุกอย่างในร่างกายของคุณเกิดความสมบูรณ์แบบไม่ได้รับผลกระทบกับส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายคุณทั้งสองขั้วทำงานในระดับที่พอดีด้วย การออกกำลังกายแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้ ทาผิวด้วยครีมเพื่อความชุ่มชื้นทุกวันแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้             การที่ร่างกายคุณแห้งไม่ว่าจะเป็นมือ แขน ขาก็ตามจะทำให้ประจุไฟฟ้าสถิตในร่างกายเกิดความไม่สมดุลกันและส่งผลให้ไฟฟ้าสถิตในร่างกายคุณเกิดดูดเข้าหากับสิ่งของและผู้คนมากมาย เพราะเมื่อร่างกายที่แห้งไปสัมผัสถูกกับสิ่งของที่นำไฟฟ้าดีอย่างรองเท้า พื้นพรม รถยนต์ และสิ่งต่าง ๆ ก็จะทำให้ประจุไฟฟ้าที่แรงจัดในตัวคุณเกิดดูดออกมา การทาผิวด้วยครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นทุกวันจะไม่ทำให้ร่างกายของคุณแห้ง สามารถแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้ ยืนเท้าเปล่าบนดินเปียกแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้             อย่างที่บอกไปข้างต้นว่ารองเท้าเองก็เป็นหนึ่งในวัตถุที่นำไฟฟ้าดี และการที่คุณมีประจุไฟฟ้ามากเกินไปก็ควรจะได้รับการถ่ายเทออกมาเพื่อให้คงที่ ซึ่งการถ่ายเทไฟฟ้าในร่างกายออกไปด้วยวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การยืนเท้าเปล่าบนดินเปียก ๆ เพราะดินเป็นสิ่งที่สามารถนำไฟฟ้าจากร่างกายมนุษย์ออกมาได้เป็นอย่างดี และน้ำก็สามารถเป็นตัวช่วยให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายคุณถ่ายเทออกมาสู่ดินได้เร็วขึ้น การที่คุณยืนบนดินเปียก ๆ ด้วยเท้าเปล่าประมาณ […]

นักจิตวิทยากับจิตแพทย์ทำงานแตกต่างกันอย่างไรในการรักษาคน?

ramswaroop1

            ในเวลาที่คุณเครียด ท้อแท้ และหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้จนส่งผลให้สุขภาพจิตของตัวเองเกิดปัญหาจนเรื้อรังก็ย่อมต้องควรหาใครสักคนที่จะช่วยแนะนำคุณได้ แต่มันก็น่าสับสนตรงนี้ล่ะ เราควรจะไปพบใครดี นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์? บางคนก็ยังงงอยู่เลยว่าอ้าว? ทั้งสองอาชีพนี้ไม่เหมือนกันหรือ นักจิตวิทยากับจิตแพทย์มีวิธีการรักษาคนที่แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปไขข้อสงสัยกัน การรักษาของนักจิตวิทยา             นักจิตวิทยา เป็นบุคคลที่ทำงานรักษาและบำบัดสุขภาพจิตรวมถึงให้คำปรึกษาในเรื่องราวต่าง ๆ แก่ชีวิตของคนที่มาเข้ารับการรักษาเพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพเหมือนคนทั่วไป ซึ่งเราจะไม่ขอเรียกผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษากับนักจิตวิทยาว่า “ผู้ป่วย” เพราะนักจิตวิทยาไม่ใช่แพทย์โดยตรง การรักษาก็จะมีความแตกต่างจากจิตแพทย์ตรงที่นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยวิธีการทางธรรมชาติผ่านการเล่า พูดคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกับตัวนักจิตวิทยาเป็นการส่วนตัว หรืออาจมีนัดทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรื่องราวความทุกข์ของกันและกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ระบาย และหาทางแก้ไขร่วมกัน หรือทำกิจกรรมผ่อนคลายเพื่อสุขภาพจิตจะได้รับการบำบัดไปพร้อมกับสุขภาพกาย ได้ออกข้างนอกรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น ใช้ชีวิตสนุกสนานตามกระบวนการรักษาจนจบขั้นตอนเมื่อผู้รับการบำบัดมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยตัวเอง ควบคุมอารมณ์ และสามารถเข้าใจตัวเองได้ดีแล้วก็ไม่ต้องมาพบนักจิตวิทยาอีก พูดง่าย ๆ ก็คือ นักจิตวิทยาจะไม่ใช้ยาในการรักษาใด ๆ เลย การรักษาของจิตแพทย์             นักจิตแพทย์มีหน้าที่รักษาและบำบัดสุขภาพจิตของคนเหมือนกับนักจิตวิทยา เพียงแต่จิตแพทย์มุ่งเน้นศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะทางมากกว่าและใช้ยาในการรักษาเพื่อให้กระบวนการบำบัดมีความคล่องตัวและรวดเร็ว มีการนัดพูดคุยผลการใช้ยาและอารมณ์จิตใจของผู้ป่วยเป็นระยะเพื่อบันทึกการพัฒนาสุขภาพจิต ดูว่าควรจะลดหรือเพิ่มตัวยาไหนให้เหมาะกับสารเคมีในสมองของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งการรักษาและบำบัดของจิตแพทย์ก็มักจะทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ดีจนเหมือนปกติ แต่เมื่อใดที่ขาดยา อาการก็อาจจะกลับมาได้อีกครั้ง             สำหรับเราคิดว่า การรักษาและบำบัดด้วยกิจกรรมดูจะปลอดภัยและทำให้ผู้ที่มีผลกระทบทางสุขภาพจิตสามารถเข้าใจตัวเอง […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me