ความแตกต่างของเครื่องดื่มผงสำเร็จรูปและเครื่องดื่มวัตถุดิบธรรมชาติ

ramswaroop1

            หากเป็นสมัยก่อนที่เราอยากหาเวลาว่างเข้าไปนั่งดื่มเครื่องดื่มต่าง ๆ ในร้านก็คงจะไม่ค่อยคำนึงถึงคุณภาพของเครื่องดื่มมากกว่าการไปนั่งท่ามกลางบรรยากาศร้านกาแฟโบราณที่มีกลิ่นหอมและความเป็นกันเองของเจ้าของร้านในรูปแบบ Outdoor เท่าไหร่ แต่ด้วยเวลานี้มีการเข้ามาของคาเฟ่และร้านกาแฟใหม่ ๆ มากมายซึ่งก็ตามมาด้วยแนวคิดคุณภาพของเครื่องดื่มที่ต้องการโปรโมทแข่งขันทำให้ลูกค้าหลายคนเน้นเรื่องความน่าอร่อยและคุณภาพการคัดสรรวัตถุดิบมากกว่าจนนิยมเข้าร้านแบบนั้นกัน จึงเกิดเป็นการใช้วัตถุดิบในปัจจุบันที่มีอยู่ 2 แบบ เครื่องดื่มผงสำเร็จรูปและเครื่องดื่มวัตถุดิบธรรมชาติ จนหลายคนที่ไม่ใช่คอเครื่องดื่มต่างก็ให้ความสงสัยว่ามันแตกต่างกันอย่างไร? หากอยากรู้ก็ตามมาดูกันเลย เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป             เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป เป็นเครื่องดื่มที่ทำแบบง่าย ๆ เพียงแค่นำผงสำเร็จรูปที่มีการผสมของวัตถุดิบธรรมชาติที่ผ่านกรรมวิธีการบดและผสมกับเวย์และแป้งที่ผสมกันมาใส่น้ำร้อนไปจนถึงปรุงแต่งความหวานด้วยน้ำตาลกับนมตามสูตรของทางร้านให้ได้ระดับความกลมกล่อมและละมุนมากยิ่งขึ้น ก่อนจะคนให้เข้ากันและนำไปเสิร์ฟแบบร้อน ๆ ได้ แต่หากเป็นเครื่องดื่มเย็นก็จะมีการใส่น้ำแข็งในแก้วรอไว้แล้วเทเครื่องดื่มผงสำเร็จรูปที่ทำลงไปเป็นอันเสร็จ โดยเครื่องดื่มผงสำเร็จรูปในปัจจุบันมีมากมาย ตั้งแต่กาแฟผง ,ผงชา ไปจนถึงพวกนมน้ำผึ้งต่าง ๆ ที่มาแบบสำเร็จรูป แต่ระดับความเข้มข้นและความเป็นธรรมชาติแท้จะน้อยกว่าเครื่องดื่มจากวัตถุดิบธรรมชาติมาก เครื่องดื่มผงสำเร็จรูปจะใช้กับร้านขายนมสดหรือร้านขายน้ำหวานทั่วไปที่เน้นแค่การขายและไม่มุ่งการแข่งขัน สามารถทำได้อย่างง่าย ๆ และราคาย่อมเยาว์กับคนในพื้นที่ ราคาจะอยู่ที่แก้วละ 20 – 30 บาทเท่านั้น เครื่องดื่มวัตถุดิบธรรมชาติ             เครื่องดื่มวัตถุดิบธรรมชาติ เป็นเครื่องดื่มที่ทำขึ้นจากวัสดุธรรมชาติแท้ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟหรือใบชาที่จะมีเตรียมไว้ภายในร้านอยู่แล้ว และเมื่อลูกค้าเข้ามาสั่งก็จะนำออกมาทำผ่านกรรมวิธีการสกัดและชงแบบละเอียดลออต้องอาศัยสมาธิสูงเพื่อให้ไม่พลาดความอร่อยแบบสด ๆ ท่ามกลางกลิ่นหอมในทุกขั้นตอน ก่อนจะมีการใส่ส่วนผสมเติมความละมุนให้กับเครื่องดื่มเล็กน้อย เช่น […]

น้ำเคยท่วมเกือบถึงฟ้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์จริงหรือ?

ramswaroop1

            นักธรณีวิทยา วิทยาศาสตร์และนักวิชาการต่างพูดกันว่าในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้น น้ำทะเลบนโลกของเราที่เวลานี้ทุกคนเห็นกันมีระดับสูงเกือบถึงฟ้าเลยนะ แต่จะจริงหรือไม่ แล้วทำไมพวกเขาถึงเกิดความเชื่อเช่นนั้น แล้วในยุคก่อนประวัติศาสตร์หากน้ำท่วมถึงฟ้าจริงแล้วเหล่าสิ่งมีชีวิตจะอยู่กันอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขคำตอบกันค่ะ หลักฐานที่พบบนยอดสูงสุดของเขาหิมาลัยบ่งบอกว่า “น้ำเคยท่วมเกือบถึงฟ้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์”             เมื่อนานมาแล้วนักธรณีวิทยาต่างชาติได้เคยขึ้นไปสำรวจบนยอดเขาหิมาลัยพร้อมคณะและก็ต้องตกใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาพบกับซากฟอสซิลของสัตว์น้ำยุคดึกดำบรรพ์ก่อนประวัติศาสตร์ฝังอยู่ตามหินภูเขาทั้ง ๆ ที่ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเขาหิมาลัยได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่มีความสูงมากที่สุดในโลกและน้ำทะเลก็มีระดับต่ำกว่าชายฝั่งเสียอีก นักธรณีวิทยา นักวิชาการ และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกจึงสันนิษฐานจากหลักฐานฟอสซิลสัตว์น้ำที่พบว่าในยุคก่อนประวัติศาสตร์น้ำทะเลต้องเคยท่วมอยู่ในระดับสูงถึงฟ้าแน่นอน ภูเขาทั้งหมดที่เราพบกันทั่วไปจึงสามารถพบชิ้นส่วนซากฟอสซิลสัตว์น้ำสัตว์ทะเลได้ เพราะเมื่อก่อนภูเขาสูง ๆ หลายลูกเคยอยู่ใต้น้ำทะเลลึก หากใครที่พบเห็นภูเขาหินปูนหรือชุมชนใดที่มีภูเขาหินปูนรายล้อมเยอะแสดงว่าแถบนั้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยเป็นทะเลลึกมาก การดำรงชีวิตของเหล่าสัตว์ช่วงที่น้ำเคยท่วมเกือบถึงฟ้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์             ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่น้ำเคยท่วมถึงฟ้า เหล่าสิ่งมีชีวิตตั้งแต่พืชไปจนถึงสัตว์มีชีวิตอาศัยอยู่ใต้น้ำทั้งหมด พืชก็เป็นพืชทางทะเล ส่วนสัตว์เช่น ไดโนเสาร์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่เวลานี้อยู่บนบกก็อาจจะมีแหล่งกำเนิดอยู่ใต้น้ำทะเลและเมื่อนานไป ความร้อนทำให้น้ำทะเลลดระดับลงจนเป็นอย่างปัจจุบัน เหล่าสัตว์และไดโนเสาร์จึงต้องปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตขึ้นมาอยู่บนบกจนทำตัวเองให้คุ้นชินกับสภาพอากาศได้และขยายพันธุ์ออกมามากมายหลายชนิด อากาศช่วงที่น้ำเคยท่วมเกือบถึงฟ้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์             ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่น้ำเคยท่วมถึงฟ้าทำให้อากาศทั่วโลกมีอุณหภูมิมีหนาวเย็น ไม่มีคำว่าร้อนสำหรับสิ่งมีชีวิตเพราะพวกเขาอยู่ใต้ทะเลที่มีความลึกมากเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบ ทำให้อากาศไม่มีความร้อนเลย ยิ่งเป็นขั้วโลกก็ยิ่งหนาวจับใจ แต่หากเป็นโซนอากาศร้อนก็อาจจะมีความอุ่นของน้ำทะเลหน่อย แต่ไม่ว่าอย่างไร ในอดีตน้ำทะเลก็เป็นผืนเดียวกันทั่วโลกเพราะแผ่นดินที่อยู่ใต้น้ำยังไม่ได้มาขวางกั้นทำให้เกิดช่องแคบระหว่างทวีปดังเช่นทุกวันนี้             อาจกล่าวได้ว่า ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่น้ำเคยท่วมถึงฟ้าเป็นช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตอยู่กันแบบอิสระที่สุด ไม่มีอะไรมาขวางกั้นการไปมาหาสู่ของพวกเขาไม่ว่าจะไกลแค่ไหนหากปรับตัวเข้ากับสภาพอุณหภูมิของน้ำทะเลบริเวณนั้น ๆ ได้ หากย้อนเวลากลับไปได้เราก็อยากลองเห็นเหล่าสัตว์ทะเลที่แหวกว่ายท่ามกลางภูเขาหิมาลัยซึ่งอยู่ใต้ทะเลเช่นกัน […]

ปัจจัยที่ทำให้เพลงสมัยก่อนดังได้ภายในเวลาไม่นาน

ramswaroop1

            คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมเพลงสมัยก่อนหากพูดชื่อเพลงใดก็มักจะมีคนรู้จักแทบทุกคน โดยเฉพาะเพลงยุค 90’s ที่เพลงทุกค่ายหรือทุกศิลปินล้วนแต่มีคนรู้จักกันทั้งนั้น บางคนแม้จะไม่ได้ฟังบ่อยก็ยังจำเนื้อร้องได้ แต่กลับกันหากถามถึงเพลงสมัยนี้ บางคนก็ยังไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่ด้วยหรือแม้แต่ค่ายเพลงนั้น ๆ บางคนก็ยังไม่รู้จักเลย เพราะอะไรที่ทำให้เพลงสมัยก่อนดังได้ภายในเวลาไม่นาน ทั้งที่มีสื่อน้อยกว่าปัจจุบัน ในขณะที่เพลงปัจจุบันหลายเพลงที่ทำออกมากลับมีคนไม่รู้จักกันออกเยอะเลย วันนี้จะได้คลายข้อสงสัยกันแล้ว สมัยก่อนมีค่ายเพลงน้อยจึงทำให้เพลงดังง่าย             อย่างที่หลายคนกล่าวกันว่าสมัยก่อนนอกจากจะมีสื่อการโปรโมทน้อยแล้ว ค่ายเพลงที่อยู่ในวงการก็ยังมีน้อยอีก หลัก ๆ ก็มีแค่ค่ายเพลงแกรมมี่กับค่ายเพลง RS เท่านั้น ทำให้ 2 ค่ายเพลงนี้กลายมาเป็นคู่แข่งตัวสำคัญในการผลิตเพลงที่มีคุณภาพและหาศิลปินใหม่ ๆ มากมายมาเป็นผู้ถ่ายทอดมิติใหม่ของการพัฒนาวงการเพลงให้ออกสู่ผู้ฟังทั่วประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีการเอาใจใส่ในศิลปินเก่า ๆ ให้พัฒนาการร้องของตัวเองที่เป็นเอกลักษณ์ในเพลงสไตล์ต่าง ๆ มากขึ้นทำให้ศิลปินในค่ายเพลงทุกคนล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์ความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่แนวเพลงของค่าย 2 ค่ายก็ยังแตกต่างกัน แกรมมี่จะเน้นไปในแนวเพลงป๊อปแบบไทย แต่ RS จะเน้นไปในแนวเพลงแบบอินเตอร์สร้างเทรนด์ความชอบแบบทันสมัยเป็นหลักทำให้เพลงสมัยก่อนดังง่าย ไม่เหมือนเพลงสมัยนี้ที่มีค่ายเพลงเยอะและออกแนวเพลงที่คล้าย ๆ กันหมดจนสับสน เพลงสมัยก่อนต้องอาศัยการรอคอยเป็นสำคัญ             เพลงสมัยก่อนไม่ได้ออกซิงเกิ้ลเดี่ยวมาให้ผู้คนฟังแบบง่าย ๆ ภายในไม่กี่วันหรือกี่สัปดาห์เหมือนอย่างยุคปัจจุบันนี้นะ กว่าเพลงหนึ่งจะผ่านกระบวนการเผยแพร่ออกทั่วประเทศก็ต้องใช้เวลานานมากและถึงแม้จะออกมาให้ฟังกันแต่เราก็ไม่สามารถเลือกกดดูยูทูปหรือแอพลิเคชั่น Joox […]

ตำนานวันวาเลนไทน์

ramswaroop1

วันวาเลนไทน์ที่รู้จักกันว่าวันแห่งความรักนั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวันนักบุญ วาเลนไทน์ ที่มีการเฉลิมฉลองเป็นประจำทุกปีในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยมีต้นกำเนิดมาจากวันฉลองของชาวคริสต์ตะวันตกเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้พลีชีพที่ชื่อนักบุญวาเลนไทน์และได้รับการยอมรับว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญและเป็นการเฉลิมฉลองทางศาสนาและเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรักในหลายภูมิภาคของโลก มีตำนานเรื่องราวการเสียสละที่เกี่ยวข้องกับวาเลนไทน์หลายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ รวมถึงเรื่องราวการจำคุกนักบุญวาเลนไทน์แห่งโรมเนื่องจากการปฏิบัติศาสนกิจการแต่งงานให้ชาวคริสต์ที่ถูกข่มเหงภายใต้อาณาจักรโรมันในศตวรรษที่สาม มีความเชื่อตามประเพณีในยุคแรกว่านักบุญวาเลนไทน์ได้มอบการมองเห็นให้กับลูกสาวตาบอดของผู้คุมที่เขารัก แต่เรื่องราวเพิ่มเติมในตำนานในภายหลังมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรักมากขึ้น การเสริมเติมตำนานในศตวรรษที่ 18 ว่าเขาเขียนจดหมายให้คนรักที่เป็นลูกสาวของผู้คุมลงนามว่า “จากวาเลนไทน์ของคุณ” เป็นการอำลาก่อนการถูกประหารชีวิตรวมถึงเรื่องที่นักบุญวาเลนไทน์จัดงานแต่งงานให้กับทหารชาวคริสต์ที่ถูกห้ามไม่ให้แต่งงานด้วยเช่นกัน งานฉลองนักบุญวาเลนไทน์จัดขึ้นครั้งแรกโดยพระสันตปาปาเจลาซิอุสที่ 1 ในปี ค.ศ. 496 ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่นักบุญวาเลนไทน์แห่งโรมซึ่งถูกประหารชีวิตในวันนั้นในปี ค.ศ. 269  วันวาเลนไทน์เริ่มมีความเกี่ยวข้องกับความรักในศตวรรษที่ 14 และ 15 เมื่อความคิดเกี่ยวกับความรักในราชสำนักเฟื่องฟูเห็นได้ชัดจากการเชื่อมโยงกับ “คู่รัก” ในต้นฤดูใบไม้ผลิ ในอังกฤษศตวรรษที่ 18 กลายเป็นช่วงเวลาที่คู่รักแสดงความรักต่อกันด้วยการมอบดอกไม้ มอบขนมและส่งการ์ดอวยพรให้กัน สัญลักษณ์วันวาเลนไทน์ที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ รูปหัวใจ รูปนกพิราบ และรูปกามเทพมีปีก ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมามีการส่งการ์ดวาเลนไทน์ที่เขียนด้วยลายมือเพื่ออวยพรให้กันเป็นจำนวนมาก ในอิตาลีมีนิยมการมอบกุญแจนักบุญวาเลนไทน์ให้กับคู่รักและเด็กกัน วันนักบุญวาเลนไทน์นี้ไม่ได้เป็นวันหยุดราชการในประเทศใด ๆ แม้ว่าจะเป็นวันฉลองอย่างเป็นทางการในนิกายแองกลิกันและนิกายลูเธอรัน […]

อกาทา คริสตี้ยอดนักเขียนสตรีแนวอาชญนิยาย

ramswaroop1

         อกาทา คริสตี้ (Agatha Christy) คือยอดนักเขียนสตรีของโลกแนวอาชญนิยายหรือนิยายเกี่ยวกับการเกิดอาชญากรรมและการสืบสวนหาคนกระทำผิดหรืออาชญากรมาลงโทษตามกฎหมาย คงไม่มีใครที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและมีผลงานเขียนเป็นนิยายและเรื่องสั้นแนวนี้ออกมามากเท่ากับเธอ อกาทา คริสตี้ เป็นนักเขียนสตรีชาวอังกฤษ เธอมีต้นแบบหรือแรงบันดาลใจจากนักเขียนเก่าที่โลกรู้จักดีคือ เอ็ดการ์ แอลลัน โพ (Edgar Allan Poe) เขามีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1809 -1849 โพเป็นนักเขียนชาวอเมริกันที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนคนแรกที่เขียนเรื่องแนวสีบสวนสอบสวนและแนวสยองขวัญ เขาเสียชีวิตด้วยอายุเพียง 40 ปี          อกาทา คริสตี้ เกิดเมือปี 1890 ที่เมืองเดวอน ประเทศอังกฤษ บิดาของเธอเป็นคนอเมริกัน มารดาของเธอเป็นคนอังกฤษ เธอเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จ่ายยาในโรงพยาบาล ทำให้เธอมีความรู้อย่างละเอียดเกี่ยวกับสารพิษต่างๆ เธอได้นำความรู้นี้ไปใส่ในนิยาย, เรื่องสั้นและบทละครของเธอหลายเรื่อง ตลอดชีวิตการเป็นนักเขียน อกาทา คริสตี้ แต่งนิยายออกมาทั้งหมด 64 เรื่อง และเรื่องสั้น 14 เรื่อง ในตอนเริ่มต้นการเป็นนักเขียน งานเขียนของเธอเคยได้รับการปฏิเสธการพิมพ์ถึง 6 ครั้งติดต่อกัน […]

ทำไมผู้หญิงญี่ปุ่นจึงอายที่จะกินมันเผา

ramswaroop1

            หลายคนอาจเคยเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องชินจัง ,โดเรมอน หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ตัวละครผู้หญิงที่ชอบกินมันเผามักจะไม่ยอมบอกใครและแอบกินโดยไม่ให้คนอื่นเห็นเพราะอาย ตรงข้ามกับประเทศเราที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็สามารถกินมันเผาได้โดยไม่ต้องวิตกกังวลอะไรในที่สาธารณะ บางทีก็ซื้อมาฝากและแบ่งกันกินในเวลาพักงานกันอีกด้วย แต่เพราะอะไรผู้หญิงญี่ปุ่นจึงเซนซิทีฟกับเรื่องการกินมันเผากันนะ บทความนี้เรามีคำตอบ “มันเผาทำให้ผายลมง่าย” ผู้หญิงญี่ปุ่นจึงอาย             มันเผามีสารที่ออกฤทธิ์ช่วยขับไล่ของเสียและพิษออกจากร่างกายของคนเราซึ่งการกินมันเผาจะช่วยทำให้คุณผายลมออกมาเพื่อไล่กรดและส่งผลต่อลำไส้และอวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหารให้มีกระบวนการทำงานไว ขับถ่ายได้คล่อง ทำให้ท้องโล่งสบาย แต่ก็จะทำให้คุณต้องผายลมบ่อยจนเป็นเรื่องที่เสียมารยาทมากในมุมมองของคนญี่ปุ่น การกินมันเผาจึงเป็นการเสียมารยาทหากคุณจะรับประทานของที่ทำให้ผายลมออกมาในที่สาธารณะแบบไม่สนใจใคร “มันเผาเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ชาย” ผู้หญิงญี่ปุ่นจึงอาย             มันเผาเป็นอาหารที่ควรค่าแก่การให้ผู้ชายรับประทานมากกว่า เพราะมันเผาจะให้พลังงานได้มาก ในสังคมญี่ปุ่นสมัยก่อนมีการทำไร่ทำนาจึงมักปลูกมันเผาไว้กินในฤดูหนาวสำหรับครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำ ต้องใช้แรงจากการทำงานหนักมาก ซึ่งสมัยนี้ประเทศญี่ปุ่นมีเพียงผู้ชายที่เป็นคนทำงานหาเงินในครอบครัว ส่วนผู้หญิงหรือชุฟุส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่เป็นแค่แม่บ้านเท่านั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่ให้พลังงานเยอะ กลับกันผู้หญิงควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ เพื่อสุขภาพและเป็นขนมหวานที่มีความงดงามเช่น วุ้นโยคังหรือไดฟูกุ เป็นต้น จึงจะดูเหมาะสม หากใครเห็นผู้หญิงญี่ปุ่นกินมันเผาก็มักจะถูกมองแบบแปลก ๆ เล็กน้อย “มันเผาทำให้รู้ความต้องการของผู้หญิง” ผู้หญิงญี่ปุ่นจึงอาย             มันเผาเป็นของกินที่ให้พลังงานและลดน้ำหนักได้ แถมยังมีวิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมความงามให้ผู้หญิงด้วย หากผู้หญิงญี่ปุ่นคนใดที่กินมันเผาในที่สาธารณะก็จะทำให้คนอื่นรู้ได้ว่าคนคนนั้นน้ำหนักขึ้น ต้องการจะหาทางลด หรือรักในความสวยความงาม ต้องการเสริมความสวยของตัวเองให้มากขึ้น ซึ่งก็เหมือนเป็นการบอกความต้องการส่วนตัวภายในของเราให้คนอื่นรู้ง่าย […]

เข้าใจ “รูปธรรม” และ “นามธรรม”

ramswaroop1

            ในชีวิตของคนเราจะต้องมีการดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเรามักจะได้สัมผัสกับรูป รส กลิ่น เสียงมากมายที่ที่ทำให้เกิดความรู้สึกรักใคร่ ชอบพอ โลภ หลง และโกรธ แต่มันจะไปมีประโยชน์อันใดหากคุณจะเอาแต่นึกถึงสิ่งเหล่านั้นด้วยระบบประวาทสัมผัสทั้ง 5 อยู่ตลอดเวลา โลกของเราควรให้ผู้คนได้เรียนรู้ถึง “รูปธรรม” และ “นามธรรม” อย่างเท่าเทียมกันเพื่อที่ทุกคนจะได้ทำความเข้าใจความจริงของโลกและไม่ตัดสินหลาย ๆ อย่างจากภายนอกเท่านั้น รูปธรรมคืออะไร?             รูปธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์เราทุกคนสามารถสัมผัสถึงมันได้เพราะการมีอยู่จริงที่ปรากฏให้ได้เห็น สัมผัสผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สถานที่ อาหาร ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเป้าหมายและความต้องการได้ ผู้คนในปัจจุบันมักจะติดอยู่กับความหลงชอบในสิ่งที่เป็นรูปธรรม เพราะสังคมทุกวันนี้มีการผลิตสิ่งที่เป็นรูปธรรมเข้ามามีผลต่อจิตใจและความอยากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ เครื่องสำอาง กล้องถ่ายรูปหลากหลายลูกเล่น หรือคอนโดมีเนียมหรูหราที่มีเครื่องใช้ภายในสะดวกสบายในตัวจึงอาจพูดได้ว่าประโยชน์ของรูปธรรมส่งผลให้ผู้คนติดใจกับมันจนเลือกที่จะไม่นึกถึงความจริงหลายอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และอาจมาถึงในสักวัน เช่น เครื่องสำอางที่ใช้ตกแต่งใบหน้าให้สวยงามในสักวันที่คุณแก่มันก็จะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เพราะไม่มีอะไรที่จะปกปิดรูปลักษณ์ธรรมชาติในตัวเราได้ในที่สุด เป็นต้น นามธรรมคืออะไร?             นามธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีการปรากฏให้เห็นว่ามีอยู่จริงในชีวิต ไม่สามารถจับต้องผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ แต่มนุษย์เราสามารถรับรู้และทำความเข้าใจในการมีอยู่ของมันได้ผ่านทฤษฎี หลักการ […]

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

ramswaroop1

         ภายหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทรงพิจารณาสิ่งที่ได้ทรงตรัสรู้เป็นเวลาสามยาม ยามที่หนึ่งทรงพิจารณาตามลำดับขั้นตอนแห่งเหตุปัจจัย ในการเกิดขึ้นของสภาวะธรรมที่เรียกว่าทุกข์ ทรงรู้และเข้าใจทุกข์และเหตุปัจจัย นี่คือขั้นตอนที่ทำให้เกิดทุกข์ที่เรียกว่าสมุทัย ยามที่สองทรงพิจารณาย้อนลำดับขั้นตอนของการดับไปแห่งทุกข์ ทรงรู้แจ้งสภาวะที่สิ้นเหตุปัจจัย นี่คือกระบวนการดับทุกข์ที่เรียกว่านิโรธ ยามที่สามทรงพิจารณาตามลำดับและย้อนลำดับทั้งขั้นตอนการเกิดขึ้นและการดับไปแห่งเหตุปัจจัยในการก่อให้เกิดทุกข์ เมื่อธรรมทั้งหลายแจ่มแจ้ง สรุปได้ว่าเมื่อทรงตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นพระพุทธเจ้า          พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าปฏิจจสมุปบาทหมายความว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีปัจจัยที่เกิดต่อเนื่องตามกันมาหรือเป็นไปตามปัจจัยเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าปัจจยาการ เรียกโดยรวมว่า                     อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท           กระบวนการเป็นไปตามเหตุปัจจัยนี้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติซึ่งครอบคลุมทุกอย่างทั้งรูปธรรมและนามธรรม โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าหรือศาสดาใดๆ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “คถาคตจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม อิทัปปัจจยตาก็ยังคงอยู่” การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าคือการนำกฏธรรมชาติที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทมาแสดงให้รู้ถึงปัจจยาการของการเกิดทุกข์และการดับไปของทุกข์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ใก้ลตัวที่สุดและยังสามารถขยายออกไปได้กว้างไกลไม่สิ้นสุดด้วยกฏธรรมชาติอันเดียวกัน          คำว่าธรรมในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นมีความหมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม บางครั้งก็เรียกว่าสภาวะซึ่งเป็นการสื่อตรงไปที่ความหมายที่ต้องการกว่า คำว่าสภาวะหมายความว่าสิ่งที่มีภาวะของตัวเองหรือมีอยู่ตามธรรมดาของมันที่มีที่เกิดที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่อย่างไรก็ตามคำว่าธรรมก็ยังเป็นคำที่ใช้กันมากที่สุด โดยเมื่อธรรมมีความหมายรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างจึงถูกจัดให้แยกออกมาเป็นรูปธรรมและนามธรรม          พระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายคำว่าสังขารว่าเป็นส่วนประกอบอยู่ในชีวิตของคนและเป็นที่รวมของสภาวะทั้งที่ดีและที่ร้ายในจิตใจอันมีเจตนาเป็นตัวนำทำหน้าที่ปรุงแต่งความคิดและพฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ หมายถึงปรุงแต่งจิตใจ ความคิด คำพูด การกระทำ ที่เรียกโดยรวมว่ากรรม สังขารอันเป็นที่รวมของส่วนประกอบในชีวิตมนุษย์นี้บางทีก็เรียกว่า “ขันธ์”          พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าชีวิตของมนุษย์เป็นที่รวมขององค์ประกอบทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมที่เรียกกันโดยรวมว่าขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูปขันธ์หนึ่งและนามขันธ์สี่ ได้แก่รูปขันธ์ คือกายอันเกิดจากการรวมกันของกองรูปธรรมต่างๆ เวทนาขันธ์คือความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ […]

กฎธรรมชาติของไตรลักษณ์

ramswaroop1

         กฎธรรมชาติ 3 ข้อ คือ “อนิจจตา” “ทุกขตา” และ “อนัตตา” นี้เรียกว่า “ไตรลักษณ์” แปลว่า ลักษณะสามของธรรม ข้อที่ 1 สังขารทั้งปวง เป็นอนิจจา ไม่เที่ยง คือ มีแล้วไม่มี มีขึ้นแล้วดับหาย เกิดมีแล้วดับสลาย ข้อที่ 2 ว่า สังขารทั้งปวง เป็นทุกขา คงทนอยู่ไม่ได้ คือถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ข้อที่ 3 ว่า ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ไม่เป็นไม่มีตัวตน คือไม่อยู่ใต้อำนาจของใคร ที่จะสั่งบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้          กฎธรรมชาติชุดไตรลักษณ์นี้ มันก็มีลักษณะเป็นอนิจจา เป็นทุกขา เป็นอนัตตา เริ่มแต่พื้นฐานที่ว่านี้ คือสิ่งทั้งหลายมีภาวะของมันเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีภาวะของมันที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นไปตามเหตุปัจจัย ถ้าอัตตามีจริงสิ่งทั้งหลายก็ไม่ต้องและไม่อาจเป็นไปตามเหตุปัจจัยแต่เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย อัตตาก็ไม่อาจจะมีเมื่อมองเห็นสิ่งนั้นๆ เป็นเพียงภาพรวมขององค์ประกอบหรือส่วนย่อยหลากหลาย ที่เกิดและดับสลายสัมพันธ์กันเป็นไป […]

ตำนานรัก 3 ประเทศของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งจนกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

ramswaroop1

            ทุกสถานที่มีทั้งตำนานรักที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและเศร้าเคล้าน้ำตาในคราวเดียวกัน ซึ่งตำนานรักของแต่ละถิ่นที่โด่งดังส่วนใหญ่ก็มักจะมีจุดจบแบบโศกนาฏกรรม ดัง 3 ตำนานรักของ 3 ประเทศที่วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักและเรียนรู้วัฒนธรรมของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งที่ยังคงสอนใจคนรุ่นหลังมาจนถึงทุกวันนี้ ตำนานสาวเครือฟ้าแห่งประเทศไทย             สาวเครือฟ้า เป็นตำนานรักของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งแห่งเมืองเชียงใหม่ แต่เล่ากันว่าเรื่องจริงเกิดขึ้นที่พะเยา โดยถ่ายทอดความรักของร้อยตรีพร้อม นายทหารหนุ่มชาวใต้ที่ย้ายมารับราชการที่เชียงใหม่และรักกับเครือฟ้า หญิงช่างฟ้อนชาวเชียงใหม่ซึ่งเป็นลูกของคนเลี้ยงช้าง ทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภรรยากันจนกำเนิดบุตรชื่อ เครือณรงค์ ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ทำให้ชายหนุ่มต้องไปรบที่ยุโรปจนบาดเจ็บจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ก่อนจะถูกถูกญาติบังคับให้แต่งงานกับจำปา ฝ่ายเครือฟ้าทราบข่าวจึงมารอรับแต่คุณหลวงพร้อมจำไม่ได้ และเครือฟ้าก็ถูกจำปาไล่จนเธอเสียใจมากจึงใช้มีดแทบตัวเองตาย แม้ภายหลังคุณหลวงพร้อมจำความได้ก็สายไปเสียแล้ว ซึ่งแสดงให้เราเห็นถึงศักดิ์ศรีของหญิงไทยสมัยก่อนโดยเฉพาะหญิงเชียงใหม่ที่เทอดทูนความรักเหนือสิ่งอื่นใด แต่เมื่อถูกหักหลักก็เปรียบเสมือนทำให้ชื่อเสียงวงศ์สกุลตัวเองต้องเสื่อมเสียจึงพลีชีพตัวเอง ตำนานโจโจ้ซังแห่งประเทศญี่ปุ่น             โจโจ้ซัง เป็นหนึ่งในตำนานของหญิงงามที่ถูกทอดทิ้งที่โด่งดังมากที่สุด โดย โจโจ้ซัง หญิงสาวเกอิชาได้มารักกับพิงเคอร์ตัน นายเรืออเมริกันที่เดินทางมายังนางาซากิ แต่โชคชะตาต้องพาให้พิงเคอร์ตันกลับประเทศตัวเอง ในขณะที่โจโจ้ซังก็มีลูกกับเขาแล้วรอวันที่ชายหนุ่มจะกลับมา ทว่าอนิจจาเมื่อถึงเวลาดังกล่าว เขากลับควงภรรยาใหม่มาต่อหน้าต่อตาและยังขอลูกเธอไปอยู่ในความดูแลของทั้งคู่อีกด้วย สุดท้ายเธอจึงยอมฮาราคีรีตัวเองตายอย่างมีศักดิ์ศรีดีกว่าอยู่แบบคนที่ถูกเหยียดหยาม ซึ่งก็เป็นวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นสมัยโบราณที่ศักดิ์ศรีถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตำนานมิสไซง่อนแห่งประเทศเวียดนาม             ตำนานมิสไซง่อน ตำนานหญิงงามที่ถูกทอดทิ้ง อาจกล่าวได้ไม่เต็มว่าเป็นตำนานเหมือน 2 เรื่องแรก เพราะตามที่ข้อมูลบอกว่ามิสไซง่อนเป็นวรรณกรรมที่ดัดแปลงมาจากเค้าโครงเรื่องของโจโจ้ซัง แต่ในชีวิตจริงของคนเวียดนามในสมัยสงครามก็มีหลายคู่รักที่ตกลงปลงใจรักกันระหว่างหญิงเวียดนามกับชายหนุ่มทหารอเมริกัน แต่บางคู่ก็ต้องพลัดพรากจากกันเมื่อภารกิจหน้าที่ของตัวเองจบลง […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me