10 ความจริงเกี่ยวกับวันปีใหม่ที่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน

ramswaroop1

            ‘วันปีใหม่’ วันเฉลิมฉลองยอดนนิยมที่ไม่ได้มีแต่ชาติตะวันตกเท่านั้นที่ทำ แต่รวมไปถึงเกือบทุกชนชาติที่ต่างก็ยึด วันที่ 1 มกราคมของทุกปีไว้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ฉลองให้กับชีวิตใหม่ที่กำลังถือกำเนิดขึ้น หมายถึงการเริ่มต้นที่ดีกว่าและความปรารถนาที่เป็นเป้าหมายในชีวิต แต่จะมีสักกี่พยายามค้นหาความจริงเบื้องหลังวันปีใหม่ วันนี้เราจึงได้รวบรวม10 ความจริงเกี่ยวกับวันปีใหม่ที่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน ไหน ๆ ใช้วันของเขาแล้วเราก็ควรจะมีอะไรประดับหัวไว้บ้างใช่ไหมล่ะ 10 FACTS ถ้าซานต้าคือสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาสถ้างั้น Baby New Years ก็คือสัญลักษณ์ของ ของ! ของ!! วันปีใหม่ ซึ่งมักจะเห็นเป็นเชิงสัญลักษณ์ในรูปของผ้าอ้อม หมวกทรงสูงสีดำและสายสะพายที่มีเลขปี ค.ศ. ใหม่ การเฉลิมฉลองปีใหม่ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 4000 ปีที่แล้ว โดยมีต้นกำเนิดมาจาก Julius Caesar หรือ ซีซาร์ หรือจักรพรรดิแห่งโรม เป็นคนแรกที่จัดให้ทุกวันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยตั้งชื่อเดือนมกราคมมาจาก Janus หรือเจนัสเทพเจ้าแห่งประตูของโรมัน ซึ่งถ้าได้ไปดูรูปจะเห็นเป็นภาพของท่านเทพที่มี 2 หน้า หน้าหนึ่งหันไปทางหนึ่งและอีกหน้าหันไปในทิศตรงกันข้ามซึ่งเหมาะสมที่สุด ชาวอเมริกันดื่มสปาร์กลิงไวน์โดยประมาณ 360 […]

5 ความจริงเกี่ยวกับเพลง Jingle Bells ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

ramswaroop1

            เมื่อพูดถึงวันคริสต์มาสพวกคุณจะนึกถึงอะไร โอเคคุณอาจจะนึกถึงซานต้าหรือแม้แต่ซานตี้และปล่องไฟ แต่ถ้าผมพูดถึงเพลงพวกคุณจะนึกถึงเพลงอะไรเป็นอันดับแรก ไม่ต้องคิดแบบไปไกลมาก ผมก็พอจะฟันธงว่าใน 3 อันดับแรกของคุณจะต้องมีเพลง Jingle Bells อยู่แน่ ๆ ไม่อันดับใดก็อันดับหนึ่ง เพราะว่า Jingle Bells คล้ายกับว่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำวันคริสต์มาสไปแล้ว แต่ว่าความจริงแล้วมันกลับไม่ใช่อย่างนั้น เพราะว่าวันนี้เราจะพาทุกคนมาตะลุย 5 ความจริงเกี่ยวกับเพลง Jingle Bells ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน 5 ความจริงเกี่ยวกับเพลง Jingle Bells Jingle Bells ไม่ได้ชื่อ Jingle Bells ตั้งแต่แรก แต่เริ่มแรกเดิมที Jingle Bells มีชื่อว่า ‘One Horse Open Sleigh’ ถูกเขียนขึ้นในปี 1857 ก่อนที่ Pierpont จะมาจดลิขสิทธิ์ในชื่อของ “Jingle Bells, or […]

10 ความจริงเกี่ยวกับนิวยอร์กที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ

ramswaroop1

            ‘New York city’ หรือนิวยอร์ก รัฐแห่งความเจริญ ความอลังการงานสร้างที่เป็นความฝันของใครหลายๆ คนว่าสักวันหนึ่งฉันจะต้องไปเหยียบมันให้ได้สักครั้งในชีวิต แต่ว่า แต่ว่า! แต่ว่า!! จะไปบ้านเมืองเขาเราก็ต้องรู้ประวัติเบื้องหลังกันบ้าง บางคนบอกว่ารู้แล้วแต่ว่าความจริงที่ผมจะเล่าดังต่อไปนี้อาจจะเป็นความจริงบางอย่างที่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อนก็เป็นได้ พร้อมกันหรือยังล่ะ 10 FACTS เกี่ยวกับนิวยอร์ก NYC หรือนิวยอร์กซิตี้ ( New York City ) ขึ้นชื่อเรื่องพิซซ่าสุด ๆ และก็แน่นอนว่านิวยอร์กก็คือที่ตั้งของร้านพิซซ่าแห่งแรกของสหรัฐอเมริกาเหมือนกัน Lombardi เปิดให้บริการในปี 1895 จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังคงรักษามาตรฐานเป็นพิซซ่าที่ดีที่สุดอยู่ที่ และที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือตั๋วรถไฟ 1 รอบ กับราคาพิซซ่าของ Lombardi เท่ากันมาตลอด 50 ปี ไม่รู้ว่าเพราะอะไร มากกว่า 800 ภาษาถูกพูดในนิวยอร์ก เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่านิวยอร์กมีความหลากหลายทางภาษามากที่สุดในโลก การบีบแตรรถใน นิวยอร์กเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ฟังดุไม่น่าเชื่อ แต่นี่ล่ะคือเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าจริง เพราะฉะนั้นถ้าคุณไปนิวยอร์กแล้วได้ยินเสียงแตร อันนี้อาจจะมาผิดที่ไม่ก็มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นตรงหน้าคุณแล้วล่ะ […]

อัจฉริยะนักสืบ

ramswaroop1

            เชอร์ล็อค โฮลมส์ (Sherlock Holmes) เป็นนักสืบที่ทำงานหลักเป็นที่ปรึกษาให้กับสก็อตแลนด์ยาร์ด (Scotland Yard) เขาใช้ความเป็นอัจฉริยะของเขาที่มีอยู่หลายอย่างทั้งการสังเกต การหักล้างทางหลักการ นิติวิทยาศาสตร์ และตรรกะวิทยา มาใช้ประกอบการสืบสวนและการวิเคราะห์เพื่อไขคดีต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากดอกเตอร์จอห์น เอช วัตสัน       (Dr John H Watson) เพิ่อนของเขาซึ่งเคยเป็นแพทย์ทหารในสงครามและเมื่อกลับจากสงครามวัตสันจึงมาหางานทางการแพทย์ในกรุงลอนดอนและพบกับโฮลมส์ ทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะแชร์ค่าเช่าห้องกันที่บ้านเช่าของคุณนายฮัดสันที่เลขที่ 211B ถนนเบเกอร์ กรุงลอนดอน          เชอร์ล็อค โฮลมส์ เกิดเมื่อปี 1854 ไม่มีใครทราบความชัดเจนเรื่องพ่อและแม่ เขามีพี่ชายคนหนึ่งชื่อไมครอฟ โฮลมส์ (Microft Holmes) เป็นบุคคลสำคัญที่ทำงานด้านข้อมูลให้รัฐบาลและประสานงานกับโฮลมส์อย่างลับๆในงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ในการทำงานเป็นนักสืบให้กับตำรวจ โฮลมส์จะติดต่อโดยตรงกับสารวัตรเลสเตลดจากสก็อตแลนด์ยาร์ด          เชอร์ล็อค โฮลมส์ เป็นตัวละคร นักสืบเอกชนที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเซอร์ อาร์เธอร์ โคแนน ดอยล์ (Sir Arthur Conan Doyle) […]

ภัยพิบัติที่เชอร์โนบิล

ramswaroop1

         โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิลตั้งอยู่ใกล้เมืองพริเพียต (Pripyat) ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียดยูเครนซึ่งได้เกิดอุบัติเหตุการระเบิดขึ้น การระเบิดครั้งนี้องค์การสหประชาชาติระบุว่าเป็นหายนะที่เกิดจากนิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์          เมื่อวันเสาร์ที่ 26 เมษายน 1986 เกิดภัยพิบัติขึ้นที่เชอร์โนบิล โดยมีต้นเหตุเกิดจากอุบัติเหตุที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ถือเป็นภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์และมีสาเหตุจากอุบัติเหตุทางพลังงานนิวเคลียร์หนึ่งในสองครั้งที่มีระดับความรุนแรงสูงสุดในระดับเหตุการณ์ระหว่างประเทศและอีกเหตุการหนึ่งคือภัยพิบัติโรงไฟฟ้าเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิในปี 2011 ในญี่ปุ่น          อุบัติเหตุที่เชอร์โนบิลเริ่มเกิดระหว่างการทดสอบความปลอดภัยของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ RBMK ซึ่งใช้กันทั่วไปในสหภาพโซเวียด การทดสอบนี้เป็นการจำลองเหตุการณ์ไฟฟ้าดับเพื่อช่วยในการพัฒนาขั้นตอนความปลอดภัยในการรักษาการหมุนเวียนน้ำหล่อเย็นของเครื่องปฏิกรณ์จนกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองจะสามารถจ่ายพลังงานได้ ช่องว่างนี้มีเวลาประมาณหนึ่งนาทีและถูกระบุว่าเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจทำให้แกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ร้อนเกินไป          ความคาดหวังว่าในระหว่างการปิดเครื่องปฏิกรณ์ตามกำหนดเวลาพลังงานหมุนเวียนที่เหลืออยู่ในเครื่องกำเนิดพลังงานสามารถให้พลังงานเพียงพอที่จะครอบคลุมช่องว่างนี้ การทดสอบดังกล่าวที่เชอร์โนบิลสามครั้งก่อนหน้าดำเนินการตั้งแต่ปี 1982 แต่ล้มเหลวในการแก้ปัญหา ในความพยายามครั้งที่สี่นี้มีความล่าช้าที่ไม่ได้คาดไว้เกิดขึ้นถึง 10 ชั่วโมง หมายความว่ามีช่วงเวลาของการปฏิบัติการที่ไม่ได้เตรียมการที่กำลังเตาปฏิกรณ์ต้องทำงานอยู่          ในระหว่างที่กำลังเตาปฏิกรณ์ลดลงตามแผนเพื่อเตรียมการทดสอบที่เชอร์โนบิล      เกิดเหตุกำลังไฟฟ้าลดลงโดยไม่คาดคิดถึงระดับใกล้ศูนย์ ผู้ปฏิบัติงานสามารถเรียกคืนกำลังไฟฟ้าได้เพียงบางส่วนซึ่งทำให้เครื่องปฏิกรณ์อยู่ในสภาพที่ไม่เสถียร การตอบสนองความเสี่ยงนี้ไม่ปรากฏชัดเจนในคู่มือการทำงาน ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานจึงดำเนินการทดสอบทางไฟฟ้าต่อไป เมื่อการทดสอบเสร็จสิ้นผู้ปฏิบัติงานได้พยายามปิดเครื่องปฏิกรณ์ แต่การรวมกันของสภาวะที่ไม่เสถียรและข้อบกพร่องในการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางนิวเคลียร์ที่ไม่สามารถควบคุมได้แทน          พลังงานจำนวนมากถูกปลดปล่อยออกมาอย่างกะทันหัน ทำให้น้ำหล่อเย็นที่ร้อนจัดและทำให้แกนเครื่องปฏิกรณ์แตกออกจากการระเบิดของไอน้ำที่มีกำลังทำลายล้างสูง สิ่งที่ตามมาทันทีคือไฟจากแกนเครื่องปฏิกรณ์ที่เปิดโล่งของเชอร์โนบิลได้ปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกไปในอากาศจำนวนมากเป็นเวลาประมาณเก้าวันซึ่งทำให้เกิดตะกอนกระจายไปยังส่วนต่างๆ ของสหภาพโซเวียดและยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะเบลารุสซึ่งอยู่ห่างออกไป 16 กิโลเมตร           การปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีในปริมาณที่เท่ากับการระเบิดครั้งแรก อันเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของระดับรังสีในพื้นที่รอบๆ ในรัศมี […]

บอกเล่าปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานของเหล่าสัตว์ลึกลับใต้มหาสมุทร

ramswaroop1

            โลกของเรานั้นมีอะไรน่าสนใจที่ผู้คนยังไม่ได้ค้นพบและวิทยาการก็ยังเข้าไม่ถึงอีกเยอะแยะ แม้ว่าเราจะสามารถสำรวจนอกโลกจนได้ค้นพบดาวใหม่หรือกาแล็กซี่ใหม่มากมายที่น่าสนใจแล้ว แต่อย่าลืมว่าในโลกของเรายังมีอีกสถานที่ที่ไม่มีใครเข้าไปถึงนั่นก็คือ “ใต้มหาสมุทร” ซึ่งไม่อาจมีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วมันมีความลึกแค่ไหนกันแน่ แล้วใต้ก้นบึงจริงจะมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง แต่ที่น่าสนใจคือ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อกันว่าส่วนใต้มหาสมุทรที่เราเข้าไม่ถึงนั้นเป็นที่อยู่ของเหล่าเงือก เนสซี และสัตว์ดึกดำบรรพ์มากมายที่เราคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วซึ่งความจริงยังมีอยู่ เพราะมีหลักฐานมากมายที่หลายคนพบสิ่งมีชีวิตตามตำนานเหล่านี้แอบขึ้นมาให้มนุษย์เห็นบนบกและยังมีปัจจัยมากกว่าหนึ่งที่มาให้น้ำหนักกับข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจของเหล่าสัตว์ลึกลับใต้มหาสมุทร ดังนี้ อีก95%ใต้มหาสมุทรเรายังสำรวจไม่ถึง             ในปัจจุบันนี้แม้ว่าเทคโนโลยีและวิทยาการของมนุษย์เราจะก้าวหน้ามากขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรการดำน้ำลงไปสำรวจใต้มหาสมุทรก็ยังคงทำอย่างยากลำบากจึงสามารถสำรวจได้แค่ 5% ของมหาสมุทรเท่านั้น ยังเหลืออีก 95% ที่เรายังไม่ได้เข้าไปสำรวจถึงซึ่งใครจะไปรู้ว่าลึกลงไปจากจุดที่เราสำรวจไม่ถึงนอกจากจะมีอุณหภูมิของน้ำที่แตกต่างออกไปแล้ว ยังอาจมีสภาพแวดล้อมและสถานที่โบราณน่าตกตะลึงที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนจนนำไปสู่การค้นพบที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์ลึกลับใต้มหาสมุทรก็เป็นได้ มีการสำรวจพบทะเลใต้มหาสมุทรบางแห่งอีกชั้น             ที่ผ่านมาเคยมีนักดำน้ำเข้าไปสำรวจตามแหล่งน้ำที่มีระดับความลึกเชื่อมกับทะเลมหาสมุทรซึ่งคนทั่วไปเข้าไม่ถึงหลากหลายที่และเป็นที่น่าตกตะลึงเมื่อพวกเขาดำลึกลงไปในจุดที่ออกซิเจนเริ่มน้อยจนเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนบกก็ไปพบเข้ากับน้ำทะเลอีกชั้นที่มีสีและความเข้มข้นแตกต่างจากน้ำทะเลที่พวกเขาดำกันลึกลงมาไปอีก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่สามารถฝ่าน้ำทะเลอีกชั้นเพื่อดำลงไปดูได้เพราะจากการตรวจสอบพบว่าน้ำทะเลชั้นนี้มีแก๊สที่เป็นอันตรายมากทำให้พวกเขาต้องถอดใจกัน แต่จากข้อสันนิษฐานของคนส่วนใหญ่เชื่อกันว่านั่นอาจจะเป็นทะเลที่เปรียบเสมือนทางลัดเข้ามาสู่แหล่งที่สัตว์ลึกลับเหล่าใต้มหาสมุทรหลบซ่อนตัวอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งสัตว์เหล่านั้นอาจจะใช้ชีวิตอยู่ในน้ำทะเลที่เต็มไปด้วยแก๊สซึ่งแตกต่างจากสัตว์น้ำทั่วไปใน 5%ที่ค้นพบในทะเล สัตว์น้ำลึกลับที่มาบนบกเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นได้ในจุดที่ค้นพบ             สัตว์น้ำลึกลับมากมายที่มีคนเคยถ่ายภาพและวีดีโอจัดเก็บไว้เป็นหลักฐานจนออกข่าวดังไว้ได้อย่างเนสซีหรือเงือกเป็นสิ่งมีชีวิตที่คนเชื่อว่าไม่มีอยู่จริงและเนสซีก็เป็นหนึ่งในไดโนเสาร์ที่ควรจะมีชีวิตอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์พันปีมาแล้ว การจะมาปรากฏตัวในปัจจุบันจึงนับเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์และสัตว์ลึกลับเหล่านี้หากมีอยู่จริง แน่นอนว่าไม่สามารถพบได้ตามใต้มหาสมุทรที่เราค้นพบเพียง 5% นี้ได้แน่นอน แม้จะแอบซ่อนตัวอย่างไรก็ต้องเจอ ยกเว้นจะเกิดพลัดหลงมาจากส่วนใต้มหาสมุทรที่ลึกลงไปในจุดที่มนุษย์เข้าไปสำรวจไม่ถึง รูปภาพประกอบ : Pixabay #ทะเลใต้มหาสมุทร #สัตว์ลึกลับใต้มหาสมุทร #โลกใต้มหาสมุทร

ทำไมคำว่า “มะเรื่อง” จึงไม่ค่อยมีคนพูด?

ramswaroop1

            ในชีวิตประจำวัน คุณอาจจะเคยได้ยินคำพูดว่า “พรุ่งนี้” ซึ่งหมายถึง วันถัดไปจากวันนี้ และคำว่า “มะรืน” ซึ่งหมายถึง วันที่ถัดจากวันข้างหน้าไป แต่น่าแปลกที่ไม่ค่อยมีใครพูดคำว่า “มะเรื่อง” ซึ่งหมายถึง วันที่ถัดจากวันต่อ ๆ ไปอีก หากคุณอยากรู้ว่าเหตุใดจึงไม่ค่อยมีใครใช้คำว่า “มะเรื่อง” กัน วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัย “มะเรื่อง” เป็นคำที่ดูโบราณเมื่อฟัง             คำว่า “มะเรื่อง” เป็นศัพท์ไทยที่นิยมใช้ในสมัยโบราณซึ่งเวลานี้หากไม่ใช่คนตามแถบชนบทในอำเภอเล็ก ๆ หรือคนที่มีอายุแปดสิบปีขึ้นไปก็มักจะไม่ใช้กัน แค่ “มะรืน” ก็ทำให้บางคนเริ่มสับสนกันบ้างแล้ว และมะเรื่องก็ไม่เหมาะสำหรับนำมาใช้ในการสื่อสารยุคใหม่ที่คนไม่ชอบการคิดหาความหมายโดยนัยกันมากด้วย ยิ่งคำทับศัพท์จากชาติตะวันตกเข้ามาในประเทศไทยก็ยิ่งทำให้คำเก่า ๆ เลิกใช้สื่อสารไปมากมาย มะเรื่องจึงกลายเป็นคำที่ไม่มีตัวตนไปจากระบบการสื่อสาร “มะเรื่อง” อาจสื่อความหมายให้เข้าใจผิดได้             ด้วยในยุคปัจจุบัน คำว่า “มะเรื่อง” ไม่ค่อยมีใครใช้กัน จะเห็นคนใช้ก็น้อยมาก คนรุ่นใหม่จึงไม่รู้จักคำนี้กันและหากคุณพูดคำว่า “มะเรื่อง” กับคนอื่นก็อาจทำให้พวกเขาสับสนหรือคิดว่าคุณกำลังชวนเขาคุยเรื่องผลไม้กันก็เป็นได้ เพราะมีคำว่า “มะ” เหมือนกัน […]

ทำไมจึงไม่ควรกวาดบ้านในวันตรุษจีน

ramswaroop1

            หากครอบครัวของใครที่มีเชื้อสายคนจีนมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษก็คงจะเคยได้ยินคำสอนของพ่อแม่อาม่าอากงมาแต่เด็กว่า “ห้ามกวาดบ้านในวันตรุษจีน” แต่ไม่รู้ถึงสาเหตุว่าทำไมจึงมีข้อห้ามนี้ด้วยทั้งที่ก็ไม่เห็นเกี่ยวกับการทำพิธีไหว้บรรพบุรุษอะไรเลย แถมพอขัดคำสั่งเพราะบ้านไม่สะอาด บางทีก็ถูกดุเอ็ดตะโรกันเลยทีเดียว มาวันนี้เราจะอธิบายให้คุณฟังว่าทำไมจึงไม่ควรกวาดบ้านในวันตรุษจีนกัน มีความเชื่อว่า “การกวาดบ้านในวันตรุษจีนเป็นการกวาดเงินกวาดทอง”             การกวาดบ้านในวันตรุษจีนตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาของคนจีนว่ากันว่า เมื่อลูกหลานทำพิธีไหว้บรรพบุรุษและเทพที่ดูแลบ้านต่าง ๆ แล้ว เมื่อท่านเข้ามารับประทานหมูเห็ดเป็ดไก่และอาหารที่เตรียมไว้ให้เสร็จก็จะทำการให้พร คือ มีทรัพย์สินและขอให้โชคลาภเงินทองไหลมาเทมาซึ่งในวันตรุษจีน พรที่ทุกดวงวิญญาณให้แก่คนในบ้านจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากและเราก็ควรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อต้อนรับเอาโชคลาภเงินทองนั้น ๆ ให้เข้ามาได้อย่างเต็มที่ เงินทองและโชคลาภนั้นจะสถิตอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน แต่หากเราไปทำสะอาดโดยกวาดบ้านก็จะเป็นการกวาดเงินกวาดทองออกไปด้วย การกวาดบ้านในวันตรุษจีนถือเป็นภาระเหนื่อย             ในวันตรุษจีน ทุกคนในบ้านต่างก็ต้องรีบตื่นแต่เช้ามืดมาก่อนเวลา ผู้ใหญ่บางคนที่เคร่งครัดมากก็ถึงขนาดไม่ได้นอนกันเลยทีเดียวเพื่อที่จะเตรียมตัวจัดข้าวของและอาหารสำหรับไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีนซึ่งกว่าจะเตรียมของ ทำอาหาร และจัดอาหาร เรียงของต่าง ๆ มากมายจวบจนทำพิธีเสร็จก็เหนื่อยกันมามากแล้ว ผู้ใหญ่จึงอยากให้ลูกหลานได้พักผ่อนและอาจมีไปเที่ยวกันต่อเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน การปลดปล่อยภาระต่าง ๆ ในบ้านชั่วคราวรวมถึงการกวาดบ้านที่จะทำเมื่อไหร่ก็ได้จึงเป็นสิ่งที่พวกท่านห้าม การกวาดบ้านในวันตรุษจีนเป็นการเสียมารยาทต่อผู้มาเยือน             อีกกุศโลบายหนึ่งที่สันนิษฐานกันที่ว่าไม่ให้กวาดบ้านในวันตรุษจีนก็เพราะเป็นเทศกาลใหญ่ซึ่งมีญาติพี่น้องมากมายที่ไม่ได้เจอกันนานมารวมตัวกันและสังสรรค์อย่างครื้นเครง หากเราจะไปมัวแต่ทำความสะอาดอย่างการกวาดบ้านก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทอย่างมากในขณะที่มีญาติอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาซึ่งอาจมีบางมองว่าเรายังจัดบ้านไม่พร้อมสำหรับพวกเขาก็เป็นได้ รูปภาพประกอบ : Pixabay #งดกวาดบ้านในวันตรุษจีน #ข้องดวันตรุษจีน #เล่าเรื่องความเชื่อ

ความสำคัญของขนมอินเดียที่คุณควรรู้

ramswaroop1

            คุณอาจจะเคยเห็นในซีรีย์บอลลีวู้ดหรือตามหนังอินเดียที่คู่พระนางมักจะป้อนขนมอินเดียให้แก่กันหรือมีการใช้ขนมอินเดียในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนอินเดียส่วนใหญ่จึงมักมีรูปร่างใหญ่กว่าเรา เพราะประเทศอินเดียให้ความสำคัญต่อการทำขนมมาก และขนมอินเดียก็มีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีรูปร่างแปลก ๆ และมีหน้าตาน่ารับประทานแตกต่างกันไป ชักอยากรู้แล้วสิว่าขนมอินเดียมีความสำคัญต่อพวกเขามากขนาดไหนกันนะ ตามซีรีย์บอลลีวู้ดที่เราดูกันจึงต้องมีขนมอินเดียมาเข้าฉากด้วยตลอดเวลา วันนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจกัน ขนมอินเดียกับบทบาททางศาสนา             ขนมอินเดียแต่ละชนิดเกิดจากความเชื่อของเหล่าเทพศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูซึ่งเทพแต่ละองค์จะชอบรับประทานขนมของโปรดที่แตกต่างกันไป คนอินเดียจึงต้องมีการทำขนมเพื่อบูชาในโอกาสสำคัญของครอบครัวหรือตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น ขนมโมทกะลาดูและจาเลบิ ใช้บูชาพระพิฆเนศ ,ขนมดอกบัวพระแม่ลักษมี พระแม่อุมา และพระแม่สรัสวตี เป็นต้น แทนการใช้เนื้อสัตว์หรืออาหารคาวแบบประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย เมื่อทำขนมและบูชาเสร็จแล้วจึงสามารถนำขนมอินเดียที่บูชามารับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล ขนมอินเดียช่วยเสริมโชคลาภ             ขนมอินเดียมักจะทำออกมาด้วยจุดประสงค์เพื่อไหว้เทพเจ้าเป็นหลักตามโอกาสและค่อยรับประทานร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งขนมทุกอย่างที่ถวายแก่เทพเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็จะมอบโชคลาภและความสำเร็จในชีวิตให้แก่ผู้ที่ถวายผ่านทาวขนมเหล่านั้น การนำขนมอินเดียมารับประทานหลังจากถวายเสร็จจึงช่วยเสริมโชคและทำให้ความทุกข์ต่าง ๆ ในชีวิตหมดสิ้นไป ยิ่งรับประทานมากก็ยิ่งโชคดีมาก ขนมอินเดียกับสุขภาพตามค่านิยมของคนอินเดีย             ขนมอินเดียถูกทำออกมาให้มีรสหวานจัดเป็นหลักและยิ่งมีแป้งและความมันก็ยิ่งทำให้ขนมอินเดียมีความเป็นเอกลักษณ์และอร่อยมากขึ้นเท่านั้นซึ่งวัตถุดิบส่วนผสมเหล่านี้มีการสืบทอดมาแต่โบราณแล้ว คุณสามารถซื้อขนมอินเดียมารับประทานโดยจะถวายเทพก่อนหรือจะไม่ถวายเทพก็ได้ รสชาติความหวานของขนมอินเดียจะทำให้ผู้ที่รับประทานเกิดความสุขและสดชื่นเวลาขนมละลายในปาก เมื่อเครียดกับเรื่องอะไรมา ขนมอินเดียจะสามารถเยียวยาทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คุณได้ ทำให้มีสุขภาพจิตดี พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ             ด้วยเหตุนี้ขนมอินเดียจึงมีความสำคัญกับชีวิตของคนอินเดียมากเป็นอย่างยิ่งชนิดที่ว่าหากขาดไปก็เหมือนกับขาดแขนของประเทศอินเดียเลยล่ะ หากใครได้ไปเที่ยวประเทศอินเดียก็อย่าลืมไปรับประทานขนมอินเดียให้ได้เลยนะ […]

ความเชื่อของวัฒนธรรมญี่ปุ่นเกี่ยวกับ “ตุ๊กตาไล่ฝน”

ramswaroop1

            เมื่อคุณเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นก็ย่อมต้องเคยเห็นตุ๊กตาไล่ฝนสีขาวบริสุทธิ์มากมายที่ชาวญี่ปุ่นห้อยไว้ที่หลังคาหน้าบ้านหรือหน้าร้านมากมายซึ่งถูกเขียนแต่งเติมหน้าด้วยรอยยิ้มน่ารัก จนคนไทยเองก็ประทับใจและนำแนวคิดตุ๊กตาไล่ฝนนี้มาใช้ตกแต่งบ้านและร้านอาหารของตัวเองเพื่อไม่ให้มีฝนตกและมีลูกค้าหรือผู้มาเยี่ยมเยียนตามบ้านน้อยทำให้เหงา แต่รู้หรือไม่ว่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่คุณเห็นว่าตุ๊กตาไล่ฝนน่ารัก ๆ นั้นแท้จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงแค่ฉากหน้าเท่านั้น ตุ๊กตาไล่ฝนคืออะไร?             ตุ๊กตาไล่ฝน หรือ เทะรุเทะรุโบซุ คือ ตุ๊กตาที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาห้อยไว้บริเวณชานบ้านหรือริมรั้วด้วยเป้าหมายสำคัญเพื่อไล่ฝนไม่ให้ตกบริเวณบ้านของตัวเอง เพราะหากฝนตกก็จะทำให้การไปทำงานหรือปฏิบัติกิจประจำวันต่าง ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก คนญี่ปุ่นเชื่อว่าตุ๊กตาไล่ฝนจะสามารถพัดพาเอาเม็ดฝนที่ตกให้หายไปได้ด้วยชายผ้าของตุ๊กตาไล่ฝนซึ่งตุ๊กตาไล่ฝนจะใช้วัสดุกลม อาจเป็นลูกปิงปองหรือลูกบอลเล็ก ๆ นำมาห่อด้วยผ้าและมัดเป็นปมพร้อมปล่อยชายผ้าที่เหลือให้เหมือนกระโปรงปลิวไสวตามแรงลม ก่อนจะเขียนหน้าตาให้มีรอยยิ้มน่ารัก ตำนานการกำเนิดของตุ๊กตาไล่ฝน             การกำเนิดตุ๊กตาไล่ฝนตามความเชื่อของญี่ปุ่นอาจไม่ได้น่ารักเหมือนอย่างที่คุณคิด ตรงกันข้ามกับแฝงไปด้วยความน่ากลัว ซึ่งมีอยู่ 2 ตำนานด้วยกัน โดยตำนานแรกจะกล่าวถึงหมู่บ้านในยุคโบราณของญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ฝนตกไม่หยุดหย่อนจนชาวบ้านไม่สามารถทำนาหาเลี้ยงชีพได้ ในหมู่บ้านนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหน้าตาสะสวยเป็นที่พึงพอใจของชายหนุ่มทั้งหลาย จนกระทั่งมีเสียงจากเทพองค์หนึ่งได้ลงมาบอกเธอว่าหากเธอยอมพลีชีพตัวเองก็จะสามารถทำให้ฝนหยุดตกได้และผู้คนจะสามารถกลับมามีความสุขได้ดังเดิม ด้วยความที่มีจิตใจดีทำให้เธอผูกคอฆ่าตัวตายอยู่ภายในบ้าน หลังจากนั้นฝนก็หยุดตกจริงดังคำกล่าว และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่คนญี่ปุ่นเชื่อกันเยอะก็คือ ในอดีตญี่ปุ่นฝนตกหนักมากและไม่มีทีท่าว่าจะหายจนกินระยะเวลายาวนานเกินไป โชกุนที่ได้ยินว่ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งมีอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้าจึงเดินทางไปขอให้พระรูปนั้นทำให้ฝนหยุดตกซึ่งพระรูปนั้นก็ยอมและได้มีการกำหนดวันที่ฝนจะหยุดตกหลังจากทำพิธีแก่โชกุนซึ่งโชกุนก็ได้ตั้งเงื่อนไขไว้ว่าหากพระสงฆ์รูปนั้นไม่สามารถทำตามที่บอกภายในวันดังกล่าวได้จะต้องถูกประหาร ซึ่งพอถึงกำหนดจริงฝนก็ยังคงตกลงมาดังเดิม โชกุนจึงได้สั่งประหารโดยแขวนคอพระรูปนั้นถึงแก่ชีวิต ผ่านไปไม่นานฝนก็ได้หยุดตกลง จึงกลายเป็นความเชื่อเกี่ยวกับการพลีชีพพระรูปนั้นทำให้เกิดตุ๊กตาไล่ฝนที่ไม่มีผมเหมือนพระซึ่งใช้เป็นตัวแทนพระสงฆ์รูปนั้นที่สิ้นไปแล้วเพื่อปัดเป่าฝนให้ออกไปจากบ้าน การนำตุ๊กตาไล่ฝนมาใช้ในปัจจุบัน             ตุ๊กตาไล่ฝนที่ถูกนำมาใช้ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นยังคงนำมาห้อยไว้ตามนอกบ้านของตัวเองเพื่อปัดเป่าฝน แต่ก็เริ่มมีหลายคนที่นำเอาตุ๊กตาไล่ฝนมาทำใหม่โดยใช้ผ้าหลากหลายสีสันเพื่อตกแต่งร้านอาหารและบ้านของตัวเองตามสไตล์เพื่อความน่ารัก             ทั้งนี้ แม้ว่าตุ๊กตาไล่ฝนจะน่ารักขนาดไหนแต่เมื่อเราได้รู้ถึงที่มาของตุ๊กตาไล่ฝนแล้วก็อาจจะทำให้คนไทยอย่างเราถือคติว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสมและรีบเอาออกกันเลยทีเดียว รูปภาพประกอบ : […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me