แก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายคุณอย่างไร

ramswaroop1

เคยหรือไม่…ที่คุณรู้สึกว่าเหมือนร่างกายถูกไฟฟ้าช็อตหรือดูดเมื่อสัมผัสโดนกับสิ่งของหรือคนรอบข้างทั้งที่ทุกสิ่งรอบตัวของคุณไม่ได้มีไฟฟ้าเลย แต่แท้จริงแล้วสิ่งของทุกอย่างในโลกล้วนแล้วแต่มีไฟฟ้าในตัวทั้งนั้น แม้แต่ตัวของเราเองก็มีไฟฟ้าสถิตอยู่ ซึ่งร่างกายมนุษย์จะมีทั้งไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบและมักจะเกิดการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้ากับสิ่งของผ่านการเสียดสีหรือสัมผัสอยู่เสมอ แต่ในเมื่อจู่ ๆ กระแสไฟฟ้าสถิตในตัวของคุณขั้วใดขั้วหนึ่งมีพลังประจุมากเกินไปก็สามารถทำให้สิ่งของหรือตัวบุคคลต่าง ๆ ที่สัมผัสถูกคุณเกิดไฟฟ้าแรงสูงดูดเข้าหากันได้นะคะ ซึ่งแม้ปัญหาไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นจะไม่มีอันตรายให้เห็นชัดเจน แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญและมักทำให้ร่างกายบริเวณที่สัมผัสไฟฟ้าสถิตเกิดการชาหรือปวดหน่วง ๆ ได้ซึ่งหลายคนคงไม่อยากให้เกิดปัญหานี้ในชีวิตประจำวัน วันนี้เราจึงมีวิธีแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายคุณมาฝากกัน การออกกำลังกายแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้             การออกกำลังกายสามารถทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน และสามารถสร้างความสมดุลกับขั้วประจุไฟฟ้าในตัวคุณได้เป็นอย่างดี เพราะการที่สุขภาพดีย่อมทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิต สมอง กล้ามเนื้อ และระบบประสาททำงานประสานกันได้อย่างคล่องตัว เมื่อทุกอย่างในร่างกายของคุณเกิดความสมบูรณ์แบบไม่ได้รับผลกระทบกับส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายคุณทั้งสองขั้วทำงานในระดับที่พอดีด้วย การออกกำลังกายแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้ ทาผิวด้วยครีมเพื่อความชุ่มชื้นทุกวันแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้             การที่ร่างกายคุณแห้งไม่ว่าจะเป็นมือ แขน ขาก็ตามจะทำให้ประจุไฟฟ้าสถิตในร่างกายเกิดความไม่สมดุลกันและส่งผลให้ไฟฟ้าสถิตในร่างกายคุณเกิดดูดเข้าหากับสิ่งของและผู้คนมากมาย เพราะเมื่อร่างกายที่แห้งไปสัมผัสถูกกับสิ่งของที่นำไฟฟ้าดีอย่างรองเท้า พื้นพรม รถยนต์ และสิ่งต่าง ๆ ก็จะทำให้ประจุไฟฟ้าที่แรงจัดในตัวคุณเกิดดูดออกมา การทาผิวด้วยครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นทุกวันจะไม่ทำให้ร่างกายของคุณแห้ง สามารถแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้ ยืนเท้าเปล่าบนดินเปียกแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้             อย่างที่บอกไปข้างต้นว่ารองเท้าเองก็เป็นหนึ่งในวัตถุที่นำไฟฟ้าดี และการที่คุณมีประจุไฟฟ้ามากเกินไปก็ควรจะได้รับการถ่ายเทออกมาเพื่อให้คงที่ ซึ่งการถ่ายเทไฟฟ้าในร่างกายออกไปด้วยวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การยืนเท้าเปล่าบนดินเปียก ๆ เพราะดินเป็นสิ่งที่สามารถนำไฟฟ้าจากร่างกายมนุษย์ออกมาได้เป็นอย่างดี และน้ำก็สามารถเป็นตัวช่วยให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายคุณถ่ายเทออกมาสู่ดินได้เร็วขึ้น การที่คุณยืนบนดินเปียก ๆ ด้วยเท้าเปล่าประมาณ […]

นักจิตวิทยากับจิตแพทย์ทำงานแตกต่างกันอย่างไรในการรักษาคน?

ramswaroop1

            ในเวลาที่คุณเครียด ท้อแท้ และหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้จนส่งผลให้สุขภาพจิตของตัวเองเกิดปัญหาจนเรื้อรังก็ย่อมต้องควรหาใครสักคนที่จะช่วยแนะนำคุณได้ แต่มันก็น่าสับสนตรงนี้ล่ะ เราควรจะไปพบใครดี นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์? บางคนก็ยังงงอยู่เลยว่าอ้าว? ทั้งสองอาชีพนี้ไม่เหมือนกันหรือ นักจิตวิทยากับจิตแพทย์มีวิธีการรักษาคนที่แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปไขข้อสงสัยกัน การรักษาของนักจิตวิทยา             นักจิตวิทยา เป็นบุคคลที่ทำงานรักษาและบำบัดสุขภาพจิตรวมถึงให้คำปรึกษาในเรื่องราวต่าง ๆ แก่ชีวิตของคนที่มาเข้ารับการรักษาเพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพเหมือนคนทั่วไป ซึ่งเราจะไม่ขอเรียกผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษากับนักจิตวิทยาว่า “ผู้ป่วย” เพราะนักจิตวิทยาไม่ใช่แพทย์โดยตรง การรักษาก็จะมีความแตกต่างจากจิตแพทย์ตรงที่นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยวิธีการทางธรรมชาติผ่านการเล่า พูดคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกับตัวนักจิตวิทยาเป็นการส่วนตัว หรืออาจมีนัดทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรื่องราวความทุกข์ของกันและกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ระบาย และหาทางแก้ไขร่วมกัน หรือทำกิจกรรมผ่อนคลายเพื่อสุขภาพจิตจะได้รับการบำบัดไปพร้อมกับสุขภาพกาย ได้ออกข้างนอกรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น ใช้ชีวิตสนุกสนานตามกระบวนการรักษาจนจบขั้นตอนเมื่อผู้รับการบำบัดมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยตัวเอง ควบคุมอารมณ์ และสามารถเข้าใจตัวเองได้ดีแล้วก็ไม่ต้องมาพบนักจิตวิทยาอีก พูดง่าย ๆ ก็คือ นักจิตวิทยาจะไม่ใช้ยาในการรักษาใด ๆ เลย การรักษาของจิตแพทย์             นักจิตแพทย์มีหน้าที่รักษาและบำบัดสุขภาพจิตของคนเหมือนกับนักจิตวิทยา เพียงแต่จิตแพทย์มุ่งเน้นศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะทางมากกว่าและใช้ยาในการรักษาเพื่อให้กระบวนการบำบัดมีความคล่องตัวและรวดเร็ว มีการนัดพูดคุยผลการใช้ยาและอารมณ์จิตใจของผู้ป่วยเป็นระยะเพื่อบันทึกการพัฒนาสุขภาพจิต ดูว่าควรจะลดหรือเพิ่มตัวยาไหนให้เหมาะกับสารเคมีในสมองของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งการรักษาและบำบัดของจิตแพทย์ก็มักจะทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ดีจนเหมือนปกติ แต่เมื่อใดที่ขาดยา อาการก็อาจจะกลับมาได้อีกครั้ง             สำหรับเราคิดว่า การรักษาและบำบัดด้วยกิจกรรมดูจะปลอดภัยและทำให้ผู้ที่มีผลกระทบทางสุขภาพจิตสามารถเข้าใจตัวเอง […]

ขวัญเอยขวัญมา อยู่ที่ใดเจ้าจงกลับมา

ramswaroop1

                        ขวัญเอยขวัญมา อยู่ที่ใดเจ้าจงกลับมา อย่าลอยไปไกลเลยนะเออ                  ความเชื่อของคนเรานั้น มีหลายอย่างมากมาย โดยเฉพาะชนกลุ่มคนทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และความเชื่ออย่างหนึ่งที่อยู่คู่คนไทยมาเนิ่นนาน ซึ่งนั่นก็คือ เรื่อง ขวัญหนี จึงมีพิธีเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับเจ้าของ ขวัญเอยขวัญมา อยู่ที่ใดเจ้าจงกลับมา กลับมาอยู่กับเจ้าของ               ขวัญเอยขวัญมา อยู่ที่ใดเจ้าจงกลับมา หลายคนต้องคุ้นหูกับประโยคดังกล่าวเมื่ออยู่ในพิธีเรียกขวัญ ขวัญหนี เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง เป็นสิ่งสำคัญเปรียบเสมือนวิญญาณ เมื่อขวัญหนี เจ้าตัวจะไม่เป็นตัวของตัวเอง เหม่อซึม ตกใจบ่อย ที่หนักกว่านั้น หลายคนต้องเผชิญกับเรื่องของ ดวงตก เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายทั้งที่ระมัดระวังแล้ว  ว่าแต่ว่า เหตุใดขวัญจึงต้องหนี เหตุผลแรกก็น่าจะมาจาก การตกใจอะไรมากๆ ไม่ใช่แค่ว่า ขวัญหนีแล้วตกใจง่าย การตกใจอย่างหนัก ขวัญก็หนีได้เช่นกัน อย่างเช่นเวลาขับรถ อยู่ๆ ก็มีคนบีบแตรใส่ หรืออาจเป็นสาเหตุ มาจากความผิดหวังกับบางสิ่ง อย่าง เรื่องของอาการอกหักของหนุ่มสาว เรื่องขวัญหนี ไม่ใช่ความเชื่อของคนไทยเท่านั้น ทั้งลาว […]

จงรักสุขภาพของคุณก่อนที่ Office Syndrome จะถามหา

ramswaroop1

            เชื่อว่าคนทำงานอย่างคุณน่าจะมีประสบการณ์ทำงานอยู่แต่กับโต๊ะทำงานของตัวเองทั้งวัน แทบไม่ได้ลุกออกไปไหนเลย นอกจากเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน บางทีก็อาจนั่งอยู่กับโต๊ะจนล่วงเลยมาดึกดื่นก็ยังคงทำงานไม่หยุดซึ่งมักเจอในรูปแบบของคนที่ทำงานออฟฟิศหรือฟรีแลนซ์ ถ้าคุณเป็นหนึ่งในรูปแบบนั้นระวัง Office Syndrome จะถามหานะคะ Office Syndrome คืออะไร?             Office Syndrome คือโรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณหลังโดยมาจากการนั่งทำงานหรือการอยู่ในอิริยาบถเดิมตลอดเวลา ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนอิริยาบถท่าทางใด ๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมงซึ่งหากปวดแล้วยังคงปล่อยไว้ก็อาจมีอาการปวดมากขึ้นจนกลายเป็นเรื้อรังและตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนอื่นได้ เช่น เอ็นรัดข้อมืออักเสบกดทับเส้นประสาท ,กล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ ,ความผิดปกติของความตึงตัวของเส้นประสาท ,เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ เป็นต้น สาเหตุของ Office Syndrome             Office Syndrome มีสาเหตุมาจากการอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นประจำหรือติดต่อกันหลายชั่วโมงทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่หลังเกิดความตึงจนเจ็บปวดบริเวณหลัง รวมถึงการนั่งที่ผิดวิธีตามความเคยชินของตัวคุณเองก็อาจเป็นสาเหตุของ Office Syndrome ด้วยนะคะ อาการของ Office Syndrome             ผู้ที่เป็น Office Syndrome จะมีอาการปวดแบบบีบหนักและชาตามสะบัก ไหล่ หลัง […]

รวมผักผลไม้บำรุงสายตา ยุคโซเชียล เพื่อมนุษย์ติดจอ!

ramswaroop1

คุณกำลังใช้สายตามากเกินไปหรือเปล่า?  เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นหลายคนต่างก้มหน้าก้มตาเล่นโซเชียล และ ทำงานผ่านมือถือและจอคอมพิวเตอร์กันอยู่เสมอ… โดยเฉพาะชาวออฟฟิศทั้งหลาย และอาจรวมถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอต่อวันเป็นระยะเวลานาน ๆ ทำให้ต้องเผชิญกับแสงสีฟ้า จนทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวอ่อนล้าได้ วันนี้เราจึงมีอาหารเสริมที่อยู่ใกล้ตัวที่มีรสชาติอร่อย แถมยังมีสรรพคุณในการช่วย “บำรุงสายตา” มาฝากกันค่ะ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จำพวกที่มีสีแดงโกจิเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่  เปรียบเหมือนคลังเเสงของเหล่าวิตามินที่ช่วย บำรุงสายตา เลยล่ะค่ะ  เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ  วิตามินซี   ป้องกันความเสียหายจากเเสง  UV  ช่วยลดความเสื่อมของกระจกตา   ช่วยปกป้องเซลล์ดวงตาไม่ให้ถูกทำลาย   ลดความเสี่ยงต้อกระจกเเละป้องกันการเกิดต้อหินได้ ฟักทอง เป็นกลุ่มของพืชผักที่มีสีเหลือง มีสารซีแซนทิน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง มีสรรพคุณหลายอย่างที่ช่วย“บำรุงสายตา” และปกป้องดวงตา สารเหล่านี้ทำหน้าที่ดูดซับแสงส่วนเกินและป้องกันไม่ให้แสงทำลายเลนส์ตาของคุณ ทำให้ช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ในลูกตาจากการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรติน่า และฟักทองนอกจากจะช่วย “บำรุงสายตา”  ยังมีคอลลาเจนตามธรรมชาติที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งผ่องใสด้วยนะคะ  เเครอท แครอท อีกหนึ่งที่ช่วย “บำรุงสายตา”  จัดเป็นกลุ่มอาหารสีส้ม ที่ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลายจากเเสงเเดด เเละ รังสีอันตรายต่างๆป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน ช่วยส่งเสริมการทำงานของจอประสาทตา ไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันสมควรเพราะมีลูทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ จึงช่วย […]

ประยุกต์อาหารอย่างไรให้เหมาะกับคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก

ramswaroop1

            เพราะการเข้ามาของเมนูอาหารสไตล์เนื้อย่างเกาหลีและสเต็ก ทำให้ผู้คนสมัยนี้ไม่ค่อยจะชอบรับประทานผักกันเท่าไหร่เหมือนอย่างสมัยก่อนที่คนไทยอยู่กับธรรมชาติมีข้าว มีสมุนไพร และมีปลาจึงชอบรับประทานผักทำให้ต่างมีอายุยืนยาวกันอย่างที่เราเห็น ส่วนคนสมัยนี้จะคิดว่าผักมีรสชาติขม ฝาด จืด เหม็นเขียวและไม่อร่อยเลยซึ่งหลายครอบครัวก็คงไม่อยากให้ลูกหลานของคุณต้องเป็นโรคอ้วนหรือขาดสารอาหารจริงไหมคะ วันนี้เราจะมาแนะนำคุณให้ประยุกต์อาหารอย่างไรถึงจะเหมาะกับคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก ไม่ยากค่ะ ตามมาดูกันเลย “ทำผักทอด” เพื่อประยุกต์สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก             คนสมัยนี้มักนิยมรับประทานอาหารทอดและปิ้งย่างเป็นหลัก ฉะนั้นคุณอาจนำผักไปชุบแป้งและทอดให้กรอบฉ่าก่อนจะเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มหวาน ๆ รสเด็ด รับรองว่าคนไม่ชอบรับประทานผักต้องมีลองแตะบ้าง แต่เมื่อรับประทานไปคำแรกแล้วต้องมีคำที่สอง คำที่สาม และคำอื่นตามมาอีกหลายคำแน่นอนค่ะ เน้นย้ำว่าต้องทอดให้ผักกรอบด้วยแป้งที่ชุบทั้งด้านนอกและด้านในนะคะ เพราะหากผักกรอบไม่ถึงด้านใน เมื่อผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักกัดเข้าไปแล้วจะรับรู้ได้ถึงผิวเนื้อนิ่ม ๆ แหยะ ๆ ของผักที่ไม่ได้แตกต่างจากปกติซึ่งอาจทำให้กลับมาขยาดเหมือนเดิมได้ การทำผักทอดให้เหมือนขนมกรุบกรอบจึงเป็นหนึ่งในวิธีประยุกต์สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก “นำผักไปสอดไส้เล็ก ๆ น้อย ๆ ในอาหาร” เพื่อประยุกต์สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก             คุณสามารถใช้วิธีการประยุกต์โดยนำผักไปหั่นซอยละเอียดเป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำหมูบดมาปั้นคลุกเคล้าไปด้วยกันก่อนจะชุบแป้งทอดเพื่อทำให้กลายเป็นไส้น่าอร่อย หรืออาจจะทำเป็นไส้คลุกซอสและหมูบดในแผ่นไข่ห่อก็ได้นะคะ อร่อยไปอีกแบบ อาหารแนวนี้เหมาะที่ใช้ทั้งผู้ใหญ่ที่ไม่ชอบรับประทานผักและตัวเด็กเล็ก ๆ ด้วย เพราะเขาจะไม่เห็นผักที่อยู่ข้างใน บางทีก็อาจคิดว่าเป็นขนมอื่น ๆ ที่นำมาใส่ […]

ทำไมคุณจึงไม่ควรตัดเล็บสั้นเกินไป?

ramswaroop1

            สาว ๆ หลายคนอาจจะชอบไว้เล็บยาวตามแฟชั่นเพื่อทาและตกแต่งเล็บสวย ๆ มาประชันกันลงโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับบางคนที่ไม่ชอบจะรู้สึกว่าพอไว้เล็บยาวแล้วเวลาไปสัมผัสใครเขาก็มักจะรู้สึกเจ็บและเวลาหยิบของแบบรีบร้อนเล็บที่ยาวก็มักจะไปขูดกับสิ่งของจนมันหักดูไม่ได้ แถมยังเสียวอีกต่างหาก รวมถึงเศษขี้ผงก็ชอบเข้า ทำความสะอาดแสนยากเย็น การตัดเล็บจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด บางคนที่มีนิสัยเคร่งในความสะอาดมากก็อาจตัดเล็บตัวเองไม่ให้เหลือพื้นที่สีขาวที่ยื่นออกเลยซึ่งเหมือนจะดี แต่แท้จริงแล้วไม่สมควรตัดเล็บสั้นเกินไปถึงขนาดนั้นนะคะ! เล็บมีหน้าที่อะไร?             เล็บมีหน้าที่ในการหยิบจับสิ่งของที่มีขนาดเล็ก ป้องกันอันตรายโดยใช้เล็บในการขีดข่วนสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ให้ย่างกรายเข้ามาใกล้ และยังสามารถรับความรู้สึกได้ด้วย การที่เราโดนถอดเล็บจึงทำให้เราไม่สามารถจับสิ่งของได้ถนัดและยังรู้สึกชาตามนิ้วจนไม่เหลือแรงอีกต่างหาก จากประสบการณ์เราเคยโดนหมอถอดเล็บมาแล้วเพราะเป็นหนอง บอกเลยว่าเจ็บและทรมานที่สุดในชีวิตแล้ว ประโยชน์ของการเล็บให้สั้นลง             การตัดเล็บให้สั้นจะทำให้ดูเรียบร้อยและสะอาดเพราะสิ่งสกปรกต่าง ๆ จะเข้าไปหมักหมมยาก ทำให้ไม่เกิดขี้เล็บที่ดำจนเป็นที่น่าเกลียด ซึ่งเมื่อตัดเล็บแล้วคุณก็ควรมีการล้างเล็บให้สะอาดทุกวันโดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร ด้วยอย่างที่รู้ว่าในชีวิตประจำวันเราต้องไปหยิบจับและใช้มือทำกิจกรรมหลายอย่างที่มากมายทำให้เกิดเชื้อโรคและอาจมาติดในเล็บ จึงต้องมีการล้างเล็บให้สะอาดทุกครั้ง ข้อเสียของการตัดเล็บให้สั้นลง             แม้การตัดเล็บให้สั้นจะทำให้เล็บของคุณสะอาดขึ้น แต่ก็จะเกิดเป็นปัญหาแก่การทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องใช้เล็บให้เป็นประโยชน์ได้ไม่ว่าจะเป็นการหยิบจับสิ่งของหรือการแกะซึ่งจะทำได้ยากกว่าเดิม เพราะปลายเล็บที่ยื่นยาวออกมาก็เปรียบได้กับคีมที่สามารถแงะสิ่งของเล็ก ๆ เช่น จุกฝากระป๋อง ,ยางที่มัดแน่น เป็นต้น ซึ่งหากปลายแหลมของเล็บถูกตัดออกไปก็จะทำให้การแกะหรือแงะทำได้ยาก ยิ่งถ้าคุณตัดเล็บให้ส่วนสีขาวออกไปจนหมดนอกจากจะมีผลทำให้ตัดโดนเนื้ออ่อนจนเจ็บแล้ว ยังทำให้คุณไม่สามารถใช้การเล็บได้อีกเลยด้วย และเมื่อเล็บยาวขึ้นก็มีสิทธิ์จะเป็นเล็บขดแทงเนื้อภายในได้เจ็บสุด ๆ ด้วย             จะเห็นได้ว่า […]

เข้าใจเรื่องจริงของ “โรคซึมเศร้า” เพื่อปกป้องคนที่คุณรักจากเจ้าปีศาจวายร้ายที่แฝงในร่าง

ramswaroop1

            หลายคนน่าจะเคยได้ยินข่าวการฆ่าตัวตายของคนในวงการบันเทิงหรือบุคคลทั่วไปมามากมายและกล่าวโทษพวกเขาว่า “ทำไมจึงคิดสั้น ไม่เห็นความรักของพ่อแม่บ้างเลย” แต่คุณรู้มั้ยว่าตัวเองกำลังเข้าใจพวกเขาผิดมาก ไม่มีใครที่อยากทำอะไรแบบนี้หรอกถ้าความอัดอั้นและความเก็บกดมันมาถึงจุดสูงสุดของโรคซึมเศร้าแล้วจริง ๆ วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกว่าโรคซึมเศร้าคืออะไร? แล้วแตกต่างจากภาวะซึมเศร้าทั่วไปอย่างไร? ทำไมเราจึงบอกไปว่าคุณไม่ควรกล่าวโทษพวกเขา เราเชื่อว่าหากคุณยอมเปิดใจอ่านก็จะต้องเข้าใจพวกเขาแน่นอน โรคซึมเศร้าคืออะไร?             โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยจะมีอาการเศร้า มองเห็นทุกอย่างในแง่ลบไปหมดไม่ว่าจะเป็นคนอื่นหรือตัวเองซึ่งไม่ว่าจะทำกิจกรรมใด ๆ ก็ยังคงไม่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเหมือนปกติ บางคนอาจเป็นหนักถึงขนาดไม่มีแรง ร่างกายค่อย ๆ ทรุดโทรมล้มป่วยลง และสามารถนำมาซึ่งจุดจบของชีวิตได้หากไม่มีคนดูแลอย่างใกล้ชิด โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร?             โรคซึมเศร้าเกิดจากการหลั่งที่ผิดปกติของสารเคมีในสมองที่ไม่เท่ากันจนส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ซึ่งจะนำไปสู่ทิศทางด้านลบทุกอย่าง ไม่ว่าจะมองอะไรจึงกลายเป็นความเครียดและเศร้าหมองไปเสียหมด ซึ่งสิ่งที่ทำให้สารเคมีหลั่งออกมาผิดปกติเช่นนี้ก็มาจากสภาพแวดล้อมรอบตัวนั่นเอง             โดยปกติสมองคนเราจะหลั่งสารเคมีแห่งความสุขออกมาจากการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมสนุกสนาน แต่เมื่อสภาพรอบตัวคุณได้เจอแต่เรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ดีไปเสียหมด ทำให้ภาวะซึมเศร้าอันแสนธรรมดาอย่างที่ทุกคนคิดสะสมกันเรื่อย ๆ ทำให้สารความสุขน้อยลงจนมีการหลั่งสารด้านลบออกมามากเกินไปจนเกิดเป็นความเครียดและสุดท้ายก็อัพเลเวลมาเป็นโรคซึมเศร้าด้วยประการฉะนี้ อาการของโรคซึมเศร้า             เนื่องจากโรคซึมเศร้าเป็นเลเวลที่ถูกอัพมาจากภาวะซึมเศร้าปกติทำให้คุณไม่สามารถควบคุมตัวเองให้กลับมาร่าเริงได้ในหลายครั้ง อาการที่คุณต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือไม่ มีดังนี้ 1.การไม่อยากออกไปร่วมสังคมกับใครไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือญาติพี่น้อง 2.เหนื่อยกับการที่ต้องยิ้มและพูดแม้จะเป็นกับตัวเองก็ตาม คุณจะอยากพูดคุยและกรีดร้องกับตัวเองในใจทุกเวลา 3.มองเห็นทุกอย่างในแง่ลบหมดไม่ว่าจะเป็นคนที่เข้าหาคุณ หรือสภาพสังคมที่อยู่รอบตัว คุณจะรู้สึกระแวง ไม่ไว้ใจและเหมือนมีเสียงตอกย้ำในหัวบ่อย ๆ ว่า […]

มาซักหน้ากากอนามัยแบบผ้ากันเถอะเพื่อป้องกันตัวเองจากโรค COVID-19

ramswaroop1

 แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโรค COVI D-19 และโคโรนาไวรัสจะลดลงในประเทศไทยแต่เราก็ยังจะต้องการ์ดไม่ตกละเลยและลืมใส่ใจเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองให้พ้นจากโรค COVI D-19 โดยเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพอนามัยของตัวเราก่อนเป็นอันดับแรกไม่ว่าจะเป็นการล้างมือ ตามขั้นตอนที่ถูกต้องหรือแม้กระทั่งการสวมใส่หน้ากากอนามัย จากวิกฤตการณ์การระบาดของโรค COVI D-19 ทำให้หน้ากากอนามัยกลายเป็นอีกของสำคัญที่จะต้องมีในกระเป๋าอย่างลืมเสียไม่ได้พอๆกับที่จะต้องพกโทรศัพท์มือถือเลยทีเดียว เมี่อจำเป็นสะขนาดนี้จึงให้หน้ากากอนามัยแบบชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งจึงมีราคาสูงจาก ผู้ขายช่วยโอกาสพี่ทุกคนมีความจำเป็นต้องใช้ปรับราคาเพิ่มให้สูงขึ้น   ดังนั้นหน้ากากผ้าจึงกลายเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่หลายคนเแม้ว่าหน้ากากผ้าจะมีคุณสมบัติไม่เทียบเท่ากับหน้ากากอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งแต่ก็สามารถที่จะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง หน้ากากอนามัยแบบผ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ได้หลายครั้งจากการซัก ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแถมยังช่วยลดขยะไปในตัวด้วยนะคะ เพื่อให้ใช้ได้หลายๆครั้งเราจึงจำเป็นที่จะต้องนำมาทำความสะอาดอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพโดยจะเริ่มจาก นำหน้ากากอนามัยแบบผ้ามามาแยกออกจากชนิดอื่น  ซักด้วยสบู่เด็กอ่อน ๆ หรือซักด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแต่ห้ามใช้น้ำยาขจัดคราบหรือน้ำยาซักผ้าขาวนะคะเพราะจะมีผลกับการระคายเคืองเวลาสูดดมได้ค่ะและควรหลีกเลี่ยงการแช่ทิ้งไว้นะคะเพราะอาจทำให้สิ่งสกปรกยังตกค้างได้ ใช้มือขยี้ผ้าปิดจมูกแบบผ้าให้ทั่วทั้งผืน ใช้เวลาในการซักประมาณ 30 วินาที  นำผ้าปิดจมูกแบบผ้าล้างกับน้ำสะอาดแบบไหลผ่าน ประมาณ 2-3 ครั้งและบิดให้มาด  นำผ้าปิดจมูกแบบผ้าตาในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทลมพัดผ่านได้ดี ถ้าจะต้องรีดผ้าปิดจมูกแบบผ้าไม่จำเป็นที่จะต้องรีบทั้ง 2 ด้านให้รีดเพียงด้านนอกด้านเดียวเท่านั้น เห็นไหมคะวิธีทำความสะอาดหน้ากากอนามัยแบบผ้าไม่ได้มีความยุ่งยากเลยค่ะยิ่งช่วงนี้หน้ากากอนามัยยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงการใช้หน้ากากอนามัยแบบผ้าย้อมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้คุณสามารถนำมาใช้ได้อีกหลายๆครั้งด้วยการซักซึ่งจะทำให้คุณนั้นประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น แม้ประเทศไทยจะสามารถควบคุมและดูแลป้องกันการระบาดหอมไวรัสโคโรน่าและ COVID-19   ได้แล้วแต่เราก็ยังไม่ควรประมาทการ์ดตก ละเลยที่จะป้องกันดูแลตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีกันนะคะ ด้วยการสวมใสหน้ากากอานามัย ทุกครั้งเมื่อต้องออกไปนอกบ้านนะคะ #COVID-19 #หน้ากากอนามัยแบบผ้า

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me