ทำไมละครจึงต้องเขียนบทต่างจากนิยาย

ramswaroop1

            หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมละครที่เราดูกันเมื่อลองกลับไปหาเป็นนิยายหรือหนังสือต้นฉบับอ่านจึงมีการดำเนินเรื่องที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่บางเรื่องตัวละครบางตัวก็ยังอยู่ในสถานะที่แตกต่างจากหนังสือจนทำให้คนส่วนใหญ่มักเกิดความรู้สึกว่า “อ่านต้นฉบับแล้วสนุกกว่าดูเป็นละคร” แม้แต่ในการส่งพล็อตนิยายเพื่อให้ทางช่องโทรทัศน์หรือคนเขียนบทพิจารณาก็ยังต้องมีการดูและวิเคราะห์ให้ละเอียดเลย ไม่ใช่ว่าส่งไปแล้วแค่เรื่องสนุกทางนั้นก็รับ เพราะบางเรื่องเวลานำไปเขียนบทละครนั้นยากมาก…ยากที่จะเปลี่ยนให้นิยายดี ๆ มาเป็นละครดี ๆ เรื่องหนึ่งในสายตาผู้ชมได้จากการที่คนเขียนบทละครต้องคิดการดำเนินเรื่องและหลายอย่างแตกต่างจากนิยายต้นฉบับ มันเพราะอะไรกันนะ? ความเข้มข้นของละคร             ละครกับนิยายย่อมมีความเข้มข้นที่แตกต่างกันแม้ว่าจะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม เพราะตัวนิยายจะดำเนินเรื่องโดยอาศัยการบรรยายให้คนอ่านได้เห็นภาพสถานที่และความรู้สึกของตัวละครเป็นหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อความสมเหตุสมผล ทำให้การดำเนินเรื่องมีความเอื่อยไปบ้างเป็นปกติ เพราะหากเร็วไป ความไม่สมเหตุสมผลของตัวละครและเหตุการณ์จะเกิดขึ้นทันที ซึ่งแน่นอนว่าเสี่ยงมากสำหรับบทละคร เพราะอย่างที่เรารู้ว่าละครในแต่ละตอนต้องมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วใน 1 วันที่ฉายให้ผู้ชมเห็นเหตุการณ์สำคัญ 2 – 3 เหตุการณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งมันเป็นการบ้านที่ยากในการคิดวิธีใช้บทพูดกับการกระทำของทุกตัวละครเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจและเห็นด้วยกับปัจจัยที่ทำให้เกิดเรื่องต่าง ๆ อันมาจากตัวละครเป็นหลัก เพราะไม่มีตัวหนังสือที่จะคอยมาบอกเล่าความรู้สึกเหมือนในนิยาย การถ่ายทำละคร             การถ่ายทำละครแต่ละฉากต้องมีการดูและวิเคราะห์มุมกล้องประกอบเหตุการณ์ต่าง ๆ โลเกชั่นสถานที่ ความสะดวกของการแบ่งเวลานักแสดง และรายละเอียดยิบย่อยมากมายเกินคาดคิดจึงต้องมีเยอะ แถมยังต้องเผื่อเวลาให้นักแสดงที่เผลอพูดผิด ๆ ถูก ๆ หรือเกิดความผิดพลาดกลางกองถ่ายมากมายอีกด้วย หากจะให้การดำเนินเรื่องหลักของละครเหมือนนิยายก็คงใช้เวลาถ่ายทำเป็นปีเลยล่ะกว่าจะเสร็จ เพราะฉากหนึ่งของการถ่ายทำไม่ใช่ว่าจะได้มาแบบง่าย ๆ แม้แต่ฉากแสดงอารมณ์ร้องไห้ของตัวละครหนึ่งก็อาจต้องแก้ใหม่หลายรอบจนผู้กำกับถอนหายใจจนลมแทบจับก็เป็นเรื่องธรรมดาเลย ระยะเวลาการฉายละคร             ช่องโทรทัศน์แต่ละช่องตลอด […]

ใช้ปากกาให้ถูกประเภทในการเขียน

ramswaroop1

            “ปากกา” เป็นอุปกรณ์หัวใจสำคัญในการเขียนมานานแสนนาน แน่นอนว่าเมื่อมีปากกาก็ย่อมต้องมี “กระดาษ” มาเป็นคู่กัน แต่แน่นอนว่ามันก็เหมือนความรักของคน แม้ปากกากับกระดาษจะถูกสร้างมาคู่กันทุกชนิด แต่เมื่อปากกาแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกันฉันใด กระดาษและการใช้งานของปากกาก็ย่อมแตกต่างกันฉันนั้น วันนี้เราก็จะมาแนะนำการใช้ปากกาให้ถูกประเภทในการเขียนค่ะ เพราะบางประเภทหากคุณใช้ผิดกับการเขียนงานนั้น รับรองว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปเลย…เปลี่ยนจนต้องแก้งานใหม่ยังไงล่ะ ปากกาลูกลื่น             ปากกาลูกลื่นเป็นปากกาที่ใช้งานในการเขียนกระดาษทั่วไปและเป็นที่นิยมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือราชการ การเขียนการบ้าน การเขียนเอกสาร หรือการจดสมุดอะไรก็ตาม ทุกคนย่อมต้องใช้ปากกาลูกลื่นในการเขียนทั้งนั้น ซึ่งปากกาลูกเล่นจะมีหลายสี แต่ที่นิยมใช้กันในชีวิตประจำวันก็คือ ปากกาสีน้ำเงินกับปากกาสีแดง เพราะเป็นสีที่ชัดเจนที่สุดเมื่อเขียนลงกระดาษ อีกทั้งยังเขียนได้เรียบลื่น สบายมือ ติดนานอีกด้วย ปากกาสีน้ำเงินจะใช้ในการเขียนหนังสือ ส่วนปากกาสีแดงจะใช้ในการเขียนขีดเส้นเพื่อเน้นย้ำให้เห็นจุดนั้นชัด ๆ เราอาจเรียกมันได้ว่าเป็น “ปากกามาตรฐานสากลของทั่วโลก”เลยล่ะ ปากกาเจล             ปากกาเจล เป็นปากกาหลากสีสันสดใสที่มีความลื่นไม่แตกต่างจากปากกาลูกลื่น แต่ถูกสร้างมาให้มีคุณสมบัติพิเศษทันต่อยุคสมัยและแฟชั่นโดยมีการใส่กากเพชรในหมึกเป็นส่วนใหญ่ทำให้เมื่อเขียนออกมาแล้ว ตัวหนังสือจะมีความเด่นชัดและสดใสน่าอ่าน ปากกาเจลทุกสีล้วนแต่มีความเข้มทั้งนั้นทำให้เมื่อคุณเขียนในสมุดแล้วจะทำให้อีกหน้าหนึ่งทับหน้าที่คุณเขียนเปื้อนสีจากปากกาเจลได้ ปากกาเจลมีความสำคัญในการเขียนสรุปเนื้อหางานต่าง ๆ เพื่อความเข้าใจและเน้นย้ำข้อความสำคัญต่าง ๆ เหมาะกับคนที่กำลังอ่านหนังสือสอบมาก ในหัวข้อหลัก หัวข้อรอง และเนื้อหาทั่วไปสามารถใช้สีที่แตกต่างเป็นสัญลักษณ์แสดงให้รู้ได้ดีกว่าปากกาลูกลื่น ปากกาเมจิก             […]

จัดการอบรมอย่างไรให้ไม่น่าเบื่อ

ramswaroop1

            ในชีวิตของเราที่ต้องมีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองกันตลอดเวลาไม่มีหยุดย่อมต้องใช้การจัดการฝึกอบรมในสาระความรู้แขนงต่าง ๆ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาให้ความรู้ในการอบรมแก่ผู้ที่สมควรจะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่สังเกตหรือไม่ว่าเมื่อคุณไปให้การอบรมแก่ผู้คนในหลาย ๆ ที่ตามโครงการต่าง ๆ ที่คุณจัดเองหรือถูกเชิญให้ไปก็มักจะต้องประสบกับความท้อของผู้เข้ารับการอบรมบางคนที่แอบงีบหลับบ้าง พูดคุยกันในระหว่างอบรมบ้าง หรือมีสีหน้าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัดเวลาที่คุณพูด ซึ่งตรงนี้คุณจะโทษแต่ผู้เข้าอบรมที่ไม่สนใจฟังก็ไม่เหมาะสมเสมอไป เพราะหลัก ๆ นั้นเกิดจากเทคนิคของตัววิทยากรอย่างคุณเองที่จัดการอบรมแบบไร้สีสันของบรรยากาศภายใน แม้เนื้อหาจะเข้มข้นลึกซึ้งก็ทำให้คนฟังรู้สึกเบื่อได้ วันนี้เราจึงจะมาแนะนำวิธีจัดการอบรมให้ไม่น่าเบื่อและคุณก็จะได้ไม่รู้สึกว่ามาเสียเที่ยวด้วย อบรมด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง             อันดับแรกที่คุณต้องรู้เมื่อไปเป็นวิทยากรในการอบรมต่าง ๆ ก็คือ ความเป็นกันเองที่จะช่วยสร้างบรรยากาศในการอบรมไม่ให้เกิดความตื่นเต้นหรืออึดอัดราวกับจับผิดผู้เข้าอบรมมากเกินไป ซึ่งจุดนี้คนไทยมักจะมองข้ามด้วยเห็นว่าการอบรมเป็นสิ่งที่ต้องตั้งใจรับความรู้ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์สูง บุคลิกภาพและการวางมาดในน้ำเสียง สำนวนภาษาจึงต้องเป็นทางการ แต่คุณก็ต้องดูด้วยว่าเวลาไหนที่ควรใช้สำนวนการพูดที่เป็นทางการและเวลาไหนที่เหมาะสมจะแสดงความเป็นกันเอง เพื่อให้บรรยากาศดูมีความสดใสแบบอยู่ในขอบเขต อาจจะใช้คำอย่างเป็นทางการช่วงเปิดการอบรม และพอเข้าเนื้อหาก็มีการพูดพร้อมเดิน สิ่งสำคัญคือรอยยิ้มและการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมทุกคนได้ลองซักถามแสดงความคิดเห็นก่อนจะที่ตัวเองจะเฉลยสาระนั้น ๆ ไม่ใช้แค่การพูดตามสไลด์แบบเรื่อย ๆ มองทางเดียวตลอดเวลา อบรมให้มีทริกมุขหรือเรื่องราวตลกแฝงในสาระ             ในเวลาที่เรากำลังรับประทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ หากมีแต่เนื้อกับเส้นก็ย่อมทำให้ก๋วยเตี๋ยวมีแต่ความแห้ง เพราะน้ำคือหัวใจหลักที่ทำให้ก๋วยเตี๋ยวมีรสชาติที่อร่อย แม้แต่คนที่ชอบรับประทานก๋วยเตี๋ยวแห้งก็ยังต้องมีน้ำอยู่ใต้เส้นบ้างสักเล็กน้อยจึงจะไม่ทำให้เส้นเหนียวติดกันจนขาดรสชาติที่ดีและความนุ่มละมุนลิ้นไป การอบรมก็เช่นเดียวกัน หากวิทยากรอธิบายแต่สาระที่มีเนื้อหาเน้น ๆ แต่ขาดน้ำที่เป็นสีสันก็ย่อมทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อได้ง่าย ๆ ฉะนั้นวิทยากรรุ่นใหม่จึงควรฝึกเล่นมุขหรือการเล่าเรื่องราวตลกแฝงไปกับสาระได้แบบเนียน ๆ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ มีอารมณ์ร่วมกับการฟัง […]

ชุมชนเก่าแก่ในเมืองจันทบุรี

ramswaroop1

         ชุมชนเก่าแก่และวิถีในเมืองต่างๆ นั้นเป็นเสน่ห์ท้องถิ่นที่น่าศึกษาน่าไปสัมผัสหรือไปใช้เวลาพักผ่อนและเดินเที่ยวแบบไม่เร่งรีบเพื่อจะได้พบเห็นและซึมซับกับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม วัฒนธรรมของท้องถิ่นและรูปแบบของสถาปัตยกรรมและอัธยาศัยไมตรีของผู้คน จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีชุมชนเมืองเก่าที่มีวิถีชีวิตที่ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษของชุมชนนับหลายร้อยปีกว่าจะมาถึงวันนี้          ย่านเก่าแก่ในเมืองจันทบุรีมีโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกตั้งอยู่ริมแม่น้ำจันทบุรี เดิมเป็นโบสถ์เก่าที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2448 โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสและสร้างด้วยศิลปะแบบโกธิคแต่โบสถ์เก่าหลังนี้ได้ถูกรื้อไปเมื่อปี พ.ศ. 2483 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศ          ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นทดแทนโบสถ์เก่านอกจากใช้ประกอบพิธีทางคาทอลิกแล้วยังนิยมใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีแต่งงานของหนุ่มสาวชาวคาทอลิกที่อาศัยอยู่ในชุมชนชาวจันทบุรีเชื้อสายเวียดนามที่อพยพมาจากประเทศเวียดนามตั้งแต่ปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2254  มาตั้งชุมชนกันอยู่ในตำบลจันทนิมิต โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการประมงและทุกวันนี้พวกเขาก็คือคนไทยทั้งหมดแล้ว          บริเวณศาลเจ้าที่ย่านตลาดล่างในเมืองจันทบุรีในเวลาเช้าจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายหาซื้อกับข้าวของกินกัน มีทั้งข้าวแกงกับข้าวพื้นเมือง ขนมต่างๆ เช่น ตะโก้ เผือก ขนมชั้น ที่ถูกห่อด้วยใบตอง ผู้สูงอายุบางคนก็หาบคอนข้าวหมากมานั่งขายบริเวณใก้ลเคียง          ชาวไทยเชื้อสายจีนที่ในเมืองจันทบุรีย่านตลาดล่างและท่าหลวงส่วนใหญ่มีบรรพบุรุษที่อพยพมาจากเมืองจีน มีทั้งจีนแคะ จีนฮกเกี้ยนและจีนแต้จิ๋ว ที่ได้มาลงหลักปักฐานในย่านนี้พร้อมกับสร้างศาลเจ้าไว้เป็นที่สักการะบูชาด้วย ส่วนคนไทยในสมัยนั้นมักจะรับราชการเป็นขุนนางหรือค้าขายเล็กๆน้อยๆ          ตลาดล่างและท่าหลวงเคยมีอดีตที่รุ่งเรืองเพราะเป็นศูนย์กลางการค้าขายของจังหวัดจันทบุรีและอยู่ติดกับแม่น้ำจันทบุรี ทำให้สัญจรไปมาทางเรือกันได้สะดวกและสมัยก่อนก็ยังไม่มีถนนจึงใช้การเดินทางมาค้าขายทางเรือเป็นหลัก          แม่น้ำจันทบุรียังเป็นเส้นทางลำเลียงไม้ตะเคียนทองจากป่ามาที่โรงเลื่อยแถวคุ้งน้ำเลยตลาดล่างไปหน่อยด้วย สมัยก่อนพ่อค้าแม่ค้าจากบ้านหนองบัว คลองนารายณ์ โป่งแรด พลับพลา ยังเดินเท้าหาบสินค้ามาถึงท่าเรือที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและจ้างเรือแจวมาขึ้นที่ตลาดล่างและท่าหลวง ซึ่งเวลานั้นมีท่าเรือจ้างอยู่สามสี่แห่ง […]

คุณค่าของแม่น้ำคงคา ประเทศอินเดีย

ramswaroop1

            แม่น้ำคงคา เป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศอินเดียที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของคนอินเดียซึ่งหากพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็เหมือนกับประเทศไทยเราที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นชีวิตสำคัญ แต่ที่อินเดียนั้น แม่น้ำคงคาเป็นมากกว่าแม่น้ำและมีการเคารพบูชาอย่างสูงไม่ต่างกับองค์เทพ ด้วยเป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดทางภาคเหนือของอินเดีย บริเวณเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียไปทางตะวันออก และรวมกับแม่น้ำพรหมบุตรที่ประเทศบังกลาเทศ เกิดเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคาซึ่งเป็นศูนย์กลางของชีวิตผู้คนในหลากหลายด้าน ตั้งแต่ชลประทานไปจนถึงการคมนาคม ซึ่งวันนี้เราจะมาอธิบายถึงคุณค่าของแม่น้ำคงคาที่ชาวฮินดูนับถือกันมากว่ามีอะไรบ้าง แม่น้ำคงคาช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน             ตั้งแต่สมัยอดีตมาจนถึงยุคปัจจุบัน คนอินเดียที่มีบ้านอยู่ติดแม่น้ำคงคามักจะไม่นิยมอาบน้ำภายในบ้านของตัวเองหรือแม้แต่การใช้ห้องน้ำในการทำกิจต่าง ๆ แต่จะเดินไปยังแม่น้ำคงคาเพื่อชำระล้างร่างกายทุกส่วนให้สะอาดบริสุทธิ์และยังนำมาดื่มเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย ซึ่งเชื่อกันว่าแม่น้ำคงคาจะให้พรแก่ผู้ที่ศรัทธาและได้ดื่มซึ่งก็คล้ายกับน้ำมนต์ของประเทศไทยเรา แม่น้ำคงคานำพาโชคลาภมาให้ผู้คน             แม่น้ำคงคาในสายตาของคนในหลายประเทศอาจจะมองว่าการที่ผู้คนนำน้ำมาใช้ในชีวิตประจำวันในการอาบหรือนำพาให้เข้าสู่ร่างกายนั้นย่อมจะก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งแม่น้ำคงจะสกปรกมากเพราะมีการใช้ในหลายกิจกรรม แต่นักวิทยาศาสตร์ได้วิจัยออกมาแล้วว่า มีปริมาณของออกซิเจนละลายในน้ำสูง และยังมีจุลินทรีย์ที่สามารถกินไวรัสรวมถึงเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย ยิ่งมีปริมาณของเสียปล่อยลงน้ำเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์เท่านั้น และทำให้น้ำในแม่น้ำคงคามีความสามารถที่จะปรับตัวไปสู่สภาพปกติมากกว่าแม่น้ำทั่วไปถึง 25 เท่า อันเป็นความพิเศษของแม่น้ำคงคาซึ่งชาวฮินดูก็รู้และได้ลองทำมาตั้งแต่อดีตแล้วจึงว่ากันว่า “แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่พระผู้เป็นเจ้าประทานโชคลาภมาให้มนุษย์” แม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำแห่งวัฒนธรรมและประเพณี             แม่น้ำคงคามักจะไม่เคยมีวันเว้นว่างเหมือนแม่น้ำปกติถึงแม้จะไม่ใช่เทศกาลหรือมีประเพณีสำคัญ คนอินเดียก็ยังจะมาทำกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมอย่างการฝังศพริมแม่น้ำหรือปล่อยขี้เถ้าลงแม่น้ำ บางครอบครัวก็ยังมีธรรมเนียมโบราณคือการปล่อยศพที่สมบูรณ์ของญาติพี่น้องที่เสียชีวิตลงในแม่น้ำคงคาด้วยความเชื่อว่า แม่น้ำคงคาเป็นบันไดเชื่อมระหว่างโลกพิภพและการกลับสู่สวรรค์ของเหล่ามนุษย์ที่หมดอายุขัย อีกทั้งยังช่วยชำระบาปด้วย นอกจากนี้ยังมีประเพณีสำคัญคือ การบูชาไฟหรืออารตี และการลงน้ำล้างบาปปีละ 1 ครั้งอีก นับเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมและศูนย์รวมทางจิตใจของคนฮินดูในประเทศอินเดียอันทรงคุณค่ามาก รูปภาพประกอบ : […]

ความแตกต่างของเครื่องดื่มผงสำเร็จรูปและเครื่องดื่มวัตถุดิบธรรมชาติ

ramswaroop1

            หากเป็นสมัยก่อนที่เราอยากหาเวลาว่างเข้าไปนั่งดื่มเครื่องดื่มต่าง ๆ ในร้านก็คงจะไม่ค่อยคำนึงถึงคุณภาพของเครื่องดื่มมากกว่าการไปนั่งท่ามกลางบรรยากาศร้านกาแฟโบราณที่มีกลิ่นหอมและความเป็นกันเองของเจ้าของร้านในรูปแบบ Outdoor เท่าไหร่ แต่ด้วยเวลานี้มีการเข้ามาของคาเฟ่และร้านกาแฟใหม่ ๆ มากมายซึ่งก็ตามมาด้วยแนวคิดคุณภาพของเครื่องดื่มที่ต้องการโปรโมทแข่งขันทำให้ลูกค้าหลายคนเน้นเรื่องความน่าอร่อยและคุณภาพการคัดสรรวัตถุดิบมากกว่าจนนิยมเข้าร้านแบบนั้นกัน จึงเกิดเป็นการใช้วัตถุดิบในปัจจุบันที่มีอยู่ 2 แบบ เครื่องดื่มผงสำเร็จรูปและเครื่องดื่มวัตถุดิบธรรมชาติ จนหลายคนที่ไม่ใช่คอเครื่องดื่มต่างก็ให้ความสงสัยว่ามันแตกต่างกันอย่างไร? หากอยากรู้ก็ตามมาดูกันเลย เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป             เครื่องดื่มผงสำเร็จรูป เป็นเครื่องดื่มที่ทำแบบง่าย ๆ เพียงแค่นำผงสำเร็จรูปที่มีการผสมของวัตถุดิบธรรมชาติที่ผ่านกรรมวิธีการบดและผสมกับเวย์และแป้งที่ผสมกันมาใส่น้ำร้อนไปจนถึงปรุงแต่งความหวานด้วยน้ำตาลกับนมตามสูตรของทางร้านให้ได้ระดับความกลมกล่อมและละมุนมากยิ่งขึ้น ก่อนจะคนให้เข้ากันและนำไปเสิร์ฟแบบร้อน ๆ ได้ แต่หากเป็นเครื่องดื่มเย็นก็จะมีการใส่น้ำแข็งในแก้วรอไว้แล้วเทเครื่องดื่มผงสำเร็จรูปที่ทำลงไปเป็นอันเสร็จ โดยเครื่องดื่มผงสำเร็จรูปในปัจจุบันมีมากมาย ตั้งแต่กาแฟผง ,ผงชา ไปจนถึงพวกนมน้ำผึ้งต่าง ๆ ที่มาแบบสำเร็จรูป แต่ระดับความเข้มข้นและความเป็นธรรมชาติแท้จะน้อยกว่าเครื่องดื่มจากวัตถุดิบธรรมชาติมาก เครื่องดื่มผงสำเร็จรูปจะใช้กับร้านขายนมสดหรือร้านขายน้ำหวานทั่วไปที่เน้นแค่การขายและไม่มุ่งการแข่งขัน สามารถทำได้อย่างง่าย ๆ และราคาย่อมเยาว์กับคนในพื้นที่ ราคาจะอยู่ที่แก้วละ 20 – 30 บาทเท่านั้น เครื่องดื่มวัตถุดิบธรรมชาติ             เครื่องดื่มวัตถุดิบธรรมชาติ เป็นเครื่องดื่มที่ทำขึ้นจากวัสดุธรรมชาติแท้ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟหรือใบชาที่จะมีเตรียมไว้ภายในร้านอยู่แล้ว และเมื่อลูกค้าเข้ามาสั่งก็จะนำออกมาทำผ่านกรรมวิธีการสกัดและชงแบบละเอียดลออต้องอาศัยสมาธิสูงเพื่อให้ไม่พลาดความอร่อยแบบสด ๆ ท่ามกลางกลิ่นหอมในทุกขั้นตอน ก่อนจะมีการใส่ส่วนผสมเติมความละมุนให้กับเครื่องดื่มเล็กน้อย เช่น […]

น้ำเคยท่วมเกือบถึงฟ้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์จริงหรือ?

ramswaroop1

            นักธรณีวิทยา วิทยาศาสตร์และนักวิชาการต่างพูดกันว่าในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้น น้ำทะเลบนโลกของเราที่เวลานี้ทุกคนเห็นกันมีระดับสูงเกือบถึงฟ้าเลยนะ แต่จะจริงหรือไม่ แล้วทำไมพวกเขาถึงเกิดความเชื่อเช่นนั้น แล้วในยุคก่อนประวัติศาสตร์หากน้ำท่วมถึงฟ้าจริงแล้วเหล่าสิ่งมีชีวิตจะอยู่กันอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขคำตอบกันค่ะ หลักฐานที่พบบนยอดสูงสุดของเขาหิมาลัยบ่งบอกว่า “น้ำเคยท่วมเกือบถึงฟ้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์”             เมื่อนานมาแล้วนักธรณีวิทยาต่างชาติได้เคยขึ้นไปสำรวจบนยอดเขาหิมาลัยพร้อมคณะและก็ต้องตกใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาพบกับซากฟอสซิลของสัตว์น้ำยุคดึกดำบรรพ์ก่อนประวัติศาสตร์ฝังอยู่ตามหินภูเขาทั้ง ๆ ที่ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเขาหิมาลัยได้ชื่อว่าเป็นภูเขาที่มีความสูงมากที่สุดในโลกและน้ำทะเลก็มีระดับต่ำกว่าชายฝั่งเสียอีก นักธรณีวิทยา นักวิชาการ และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกจึงสันนิษฐานจากหลักฐานฟอสซิลสัตว์น้ำที่พบว่าในยุคก่อนประวัติศาสตร์น้ำทะเลต้องเคยท่วมอยู่ในระดับสูงถึงฟ้าแน่นอน ภูเขาทั้งหมดที่เราพบกันทั่วไปจึงสามารถพบชิ้นส่วนซากฟอสซิลสัตว์น้ำสัตว์ทะเลได้ เพราะเมื่อก่อนภูเขาสูง ๆ หลายลูกเคยอยู่ใต้น้ำทะเลลึก หากใครที่พบเห็นภูเขาหินปูนหรือชุมชนใดที่มีภูเขาหินปูนรายล้อมเยอะแสดงว่าแถบนั้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยเป็นทะเลลึกมาก การดำรงชีวิตของเหล่าสัตว์ช่วงที่น้ำเคยท่วมเกือบถึงฟ้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์             ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่น้ำเคยท่วมถึงฟ้า เหล่าสิ่งมีชีวิตตั้งแต่พืชไปจนถึงสัตว์มีชีวิตอาศัยอยู่ใต้น้ำทั้งหมด พืชก็เป็นพืชทางทะเล ส่วนสัตว์เช่น ไดโนเสาร์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่เวลานี้อยู่บนบกก็อาจจะมีแหล่งกำเนิดอยู่ใต้น้ำทะเลและเมื่อนานไป ความร้อนทำให้น้ำทะเลลดระดับลงจนเป็นอย่างปัจจุบัน เหล่าสัตว์และไดโนเสาร์จึงต้องปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตขึ้นมาอยู่บนบกจนทำตัวเองให้คุ้นชินกับสภาพอากาศได้และขยายพันธุ์ออกมามากมายหลายชนิด อากาศช่วงที่น้ำเคยท่วมเกือบถึงฟ้าในยุคก่อนประวัติศาสตร์             ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่น้ำเคยท่วมถึงฟ้าทำให้อากาศทั่วโลกมีอุณหภูมิมีหนาวเย็น ไม่มีคำว่าร้อนสำหรับสิ่งมีชีวิตเพราะพวกเขาอยู่ใต้ทะเลที่มีความลึกมากเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบ ทำให้อากาศไม่มีความร้อนเลย ยิ่งเป็นขั้วโลกก็ยิ่งหนาวจับใจ แต่หากเป็นโซนอากาศร้อนก็อาจจะมีความอุ่นของน้ำทะเลหน่อย แต่ไม่ว่าอย่างไร ในอดีตน้ำทะเลก็เป็นผืนเดียวกันทั่วโลกเพราะแผ่นดินที่อยู่ใต้น้ำยังไม่ได้มาขวางกั้นทำให้เกิดช่องแคบระหว่างทวีปดังเช่นทุกวันนี้             อาจกล่าวได้ว่า ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่น้ำเคยท่วมถึงฟ้าเป็นช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตอยู่กันแบบอิสระที่สุด ไม่มีอะไรมาขวางกั้นการไปมาหาสู่ของพวกเขาไม่ว่าจะไกลแค่ไหนหากปรับตัวเข้ากับสภาพอุณหภูมิของน้ำทะเลบริเวณนั้น ๆ ได้ หากย้อนเวลากลับไปได้เราก็อยากลองเห็นเหล่าสัตว์ทะเลที่แหวกว่ายท่ามกลางภูเขาหิมาลัยซึ่งอยู่ใต้ทะเลเช่นกัน […]

ปัจจัยที่ทำให้เพลงสมัยก่อนดังได้ภายในเวลาไม่นาน

ramswaroop1

            คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมเพลงสมัยก่อนหากพูดชื่อเพลงใดก็มักจะมีคนรู้จักแทบทุกคน โดยเฉพาะเพลงยุค 90’s ที่เพลงทุกค่ายหรือทุกศิลปินล้วนแต่มีคนรู้จักกันทั้งนั้น บางคนแม้จะไม่ได้ฟังบ่อยก็ยังจำเนื้อร้องได้ แต่กลับกันหากถามถึงเพลงสมัยนี้ บางคนก็ยังไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่ด้วยหรือแม้แต่ค่ายเพลงนั้น ๆ บางคนก็ยังไม่รู้จักเลย เพราะอะไรที่ทำให้เพลงสมัยก่อนดังได้ภายในเวลาไม่นาน ทั้งที่มีสื่อน้อยกว่าปัจจุบัน ในขณะที่เพลงปัจจุบันหลายเพลงที่ทำออกมากลับมีคนไม่รู้จักกันออกเยอะเลย วันนี้จะได้คลายข้อสงสัยกันแล้ว สมัยก่อนมีค่ายเพลงน้อยจึงทำให้เพลงดังง่าย             อย่างที่หลายคนกล่าวกันว่าสมัยก่อนนอกจากจะมีสื่อการโปรโมทน้อยแล้ว ค่ายเพลงที่อยู่ในวงการก็ยังมีน้อยอีก หลัก ๆ ก็มีแค่ค่ายเพลงแกรมมี่กับค่ายเพลง RS เท่านั้น ทำให้ 2 ค่ายเพลงนี้กลายมาเป็นคู่แข่งตัวสำคัญในการผลิตเพลงที่มีคุณภาพและหาศิลปินใหม่ ๆ มากมายมาเป็นผู้ถ่ายทอดมิติใหม่ของการพัฒนาวงการเพลงให้ออกสู่ผู้ฟังทั่วประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีการเอาใจใส่ในศิลปินเก่า ๆ ให้พัฒนาการร้องของตัวเองที่เป็นเอกลักษณ์ในเพลงสไตล์ต่าง ๆ มากขึ้นทำให้ศิลปินในค่ายเพลงทุกคนล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์ความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่แนวเพลงของค่าย 2 ค่ายก็ยังแตกต่างกัน แกรมมี่จะเน้นไปในแนวเพลงป๊อปแบบไทย แต่ RS จะเน้นไปในแนวเพลงแบบอินเตอร์สร้างเทรนด์ความชอบแบบทันสมัยเป็นหลักทำให้เพลงสมัยก่อนดังง่าย ไม่เหมือนเพลงสมัยนี้ที่มีค่ายเพลงเยอะและออกแนวเพลงที่คล้าย ๆ กันหมดจนสับสน เพลงสมัยก่อนต้องอาศัยการรอคอยเป็นสำคัญ             เพลงสมัยก่อนไม่ได้ออกซิงเกิ้ลเดี่ยวมาให้ผู้คนฟังแบบง่าย ๆ ภายในไม่กี่วันหรือกี่สัปดาห์เหมือนอย่างยุคปัจจุบันนี้นะ กว่าเพลงหนึ่งจะผ่านกระบวนการเผยแพร่ออกทั่วประเทศก็ต้องใช้เวลานานมากและถึงแม้จะออกมาให้ฟังกันแต่เราก็ไม่สามารถเลือกกดดูยูทูปหรือแอพลิเคชั่น Joox […]

ตำนานวันวาเลนไทน์

ramswaroop1

วันวาเลนไทน์ที่รู้จักกันว่าวันแห่งความรักนั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวันนักบุญ วาเลนไทน์ ที่มีการเฉลิมฉลองเป็นประจำทุกปีในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยมีต้นกำเนิดมาจากวันฉลองของชาวคริสต์ตะวันตกเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้พลีชีพที่ชื่อนักบุญวาเลนไทน์และได้รับการยอมรับว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญและเป็นการเฉลิมฉลองทางศาสนาและเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรักในหลายภูมิภาคของโลก มีตำนานเรื่องราวการเสียสละที่เกี่ยวข้องกับวาเลนไทน์หลายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ รวมถึงเรื่องราวการจำคุกนักบุญวาเลนไทน์แห่งโรมเนื่องจากการปฏิบัติศาสนกิจการแต่งงานให้ชาวคริสต์ที่ถูกข่มเหงภายใต้อาณาจักรโรมันในศตวรรษที่สาม มีความเชื่อตามประเพณีในยุคแรกว่านักบุญวาเลนไทน์ได้มอบการมองเห็นให้กับลูกสาวตาบอดของผู้คุมที่เขารัก แต่เรื่องราวเพิ่มเติมในตำนานในภายหลังมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรักมากขึ้น การเสริมเติมตำนานในศตวรรษที่ 18 ว่าเขาเขียนจดหมายให้คนรักที่เป็นลูกสาวของผู้คุมลงนามว่า “จากวาเลนไทน์ของคุณ” เป็นการอำลาก่อนการถูกประหารชีวิตรวมถึงเรื่องที่นักบุญวาเลนไทน์จัดงานแต่งงานให้กับทหารชาวคริสต์ที่ถูกห้ามไม่ให้แต่งงานด้วยเช่นกัน งานฉลองนักบุญวาเลนไทน์จัดขึ้นครั้งแรกโดยพระสันตปาปาเจลาซิอุสที่ 1 ในปี ค.ศ. 496 ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่นักบุญวาเลนไทน์แห่งโรมซึ่งถูกประหารชีวิตในวันนั้นในปี ค.ศ. 269  วันวาเลนไทน์เริ่มมีความเกี่ยวข้องกับความรักในศตวรรษที่ 14 และ 15 เมื่อความคิดเกี่ยวกับความรักในราชสำนักเฟื่องฟูเห็นได้ชัดจากการเชื่อมโยงกับ “คู่รัก” ในต้นฤดูใบไม้ผลิ ในอังกฤษศตวรรษที่ 18 กลายเป็นช่วงเวลาที่คู่รักแสดงความรักต่อกันด้วยการมอบดอกไม้ มอบขนมและส่งการ์ดอวยพรให้กัน สัญลักษณ์วันวาเลนไทน์ที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ รูปหัวใจ รูปนกพิราบ และรูปกามเทพมีปีก ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมามีการส่งการ์ดวาเลนไทน์ที่เขียนด้วยลายมือเพื่ออวยพรให้กันเป็นจำนวนมาก ในอิตาลีมีนิยมการมอบกุญแจนักบุญวาเลนไทน์ให้กับคู่รักและเด็กกัน วันนักบุญวาเลนไทน์นี้ไม่ได้เป็นวันหยุดราชการในประเทศใด ๆ แม้ว่าจะเป็นวันฉลองอย่างเป็นทางการในนิกายแองกลิกันและนิกายลูเธอรัน […]

อกาทา คริสตี้ยอดนักเขียนสตรีแนวอาชญนิยาย

ramswaroop1

         อกาทา คริสตี้ (Agatha Christy) คือยอดนักเขียนสตรีของโลกแนวอาชญนิยายหรือนิยายเกี่ยวกับการเกิดอาชญากรรมและการสืบสวนหาคนกระทำผิดหรืออาชญากรมาลงโทษตามกฎหมาย คงไม่มีใครที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและมีผลงานเขียนเป็นนิยายและเรื่องสั้นแนวนี้ออกมามากเท่ากับเธอ อกาทา คริสตี้ เป็นนักเขียนสตรีชาวอังกฤษ เธอมีต้นแบบหรือแรงบันดาลใจจากนักเขียนเก่าที่โลกรู้จักดีคือ เอ็ดการ์ แอลลัน โพ (Edgar Allan Poe) เขามีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1809 -1849 โพเป็นนักเขียนชาวอเมริกันที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนคนแรกที่เขียนเรื่องแนวสีบสวนสอบสวนและแนวสยองขวัญ เขาเสียชีวิตด้วยอายุเพียง 40 ปี          อกาทา คริสตี้ เกิดเมือปี 1890 ที่เมืองเดวอน ประเทศอังกฤษ บิดาของเธอเป็นคนอเมริกัน มารดาของเธอเป็นคนอังกฤษ เธอเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จ่ายยาในโรงพยาบาล ทำให้เธอมีความรู้อย่างละเอียดเกี่ยวกับสารพิษต่างๆ เธอได้นำความรู้นี้ไปใส่ในนิยาย, เรื่องสั้นและบทละครของเธอหลายเรื่อง ตลอดชีวิตการเป็นนักเขียน อกาทา คริสตี้ แต่งนิยายออกมาทั้งหมด 64 เรื่อง และเรื่องสั้น 14 เรื่อง ในตอนเริ่มต้นการเป็นนักเขียน งานเขียนของเธอเคยได้รับการปฏิเสธการพิมพ์ถึง 6 ครั้งติดต่อกัน […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me