ทำไมคำว่า “มะเรื่อง” จึงไม่ค่อยมีคนพูด?

ramswaroop1

            ในชีวิตประจำวัน คุณอาจจะเคยได้ยินคำพูดว่า “พรุ่งนี้” ซึ่งหมายถึง วันถัดไปจากวันนี้ และคำว่า “มะรืน” ซึ่งหมายถึง วันที่ถัดจากวันข้างหน้าไป แต่น่าแปลกที่ไม่ค่อยมีใครพูดคำว่า “มะเรื่อง” ซึ่งหมายถึง วันที่ถัดจากวันต่อ ๆ ไปอีก หากคุณอยากรู้ว่าเหตุใดจึงไม่ค่อยมีใครใช้คำว่า “มะเรื่อง” กัน วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัย “มะเรื่อง” เป็นคำที่ดูโบราณเมื่อฟัง             คำว่า “มะเรื่อง” เป็นศัพท์ไทยที่นิยมใช้ในสมัยโบราณซึ่งเวลานี้หากไม่ใช่คนตามแถบชนบทในอำเภอเล็ก ๆ หรือคนที่มีอายุแปดสิบปีขึ้นไปก็มักจะไม่ใช้กัน แค่ “มะรืน” ก็ทำให้บางคนเริ่มสับสนกันบ้างแล้ว และมะเรื่องก็ไม่เหมาะสำหรับนำมาใช้ในการสื่อสารยุคใหม่ที่คนไม่ชอบการคิดหาความหมายโดยนัยกันมากด้วย ยิ่งคำทับศัพท์จากชาติตะวันตกเข้ามาในประเทศไทยก็ยิ่งทำให้คำเก่า ๆ เลิกใช้สื่อสารไปมากมาย มะเรื่องจึงกลายเป็นคำที่ไม่มีตัวตนไปจากระบบการสื่อสาร “มะเรื่อง” อาจสื่อความหมายให้เข้าใจผิดได้             ด้วยในยุคปัจจุบัน คำว่า “มะเรื่อง” ไม่ค่อยมีใครใช้กัน จะเห็นคนใช้ก็น้อยมาก คนรุ่นใหม่จึงไม่รู้จักคำนี้กันและหากคุณพูดคำว่า “มะเรื่อง” กับคนอื่นก็อาจทำให้พวกเขาสับสนหรือคิดว่าคุณกำลังชวนเขาคุยเรื่องผลไม้กันก็เป็นได้ เพราะมีคำว่า “มะ” เหมือนกัน […]

ทำไมจึงไม่ควรกวาดบ้านในวันตรุษจีน

ramswaroop1

            หากครอบครัวของใครที่มีเชื้อสายคนจีนมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษก็คงจะเคยได้ยินคำสอนของพ่อแม่อาม่าอากงมาแต่เด็กว่า “ห้ามกวาดบ้านในวันตรุษจีน” แต่ไม่รู้ถึงสาเหตุว่าทำไมจึงมีข้อห้ามนี้ด้วยทั้งที่ก็ไม่เห็นเกี่ยวกับการทำพิธีไหว้บรรพบุรุษอะไรเลย แถมพอขัดคำสั่งเพราะบ้านไม่สะอาด บางทีก็ถูกดุเอ็ดตะโรกันเลยทีเดียว มาวันนี้เราจะอธิบายให้คุณฟังว่าทำไมจึงไม่ควรกวาดบ้านในวันตรุษจีนกัน มีความเชื่อว่า “การกวาดบ้านในวันตรุษจีนเป็นการกวาดเงินกวาดทอง”             การกวาดบ้านในวันตรุษจีนตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาของคนจีนว่ากันว่า เมื่อลูกหลานทำพิธีไหว้บรรพบุรุษและเทพที่ดูแลบ้านต่าง ๆ แล้ว เมื่อท่านเข้ามารับประทานหมูเห็ดเป็ดไก่และอาหารที่เตรียมไว้ให้เสร็จก็จะทำการให้พร คือ มีทรัพย์สินและขอให้โชคลาภเงินทองไหลมาเทมาซึ่งในวันตรุษจีน พรที่ทุกดวงวิญญาณให้แก่คนในบ้านจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากและเราก็ควรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อต้อนรับเอาโชคลาภเงินทองนั้น ๆ ให้เข้ามาได้อย่างเต็มที่ เงินทองและโชคลาภนั้นจะสถิตอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน แต่หากเราไปทำสะอาดโดยกวาดบ้านก็จะเป็นการกวาดเงินกวาดทองออกไปด้วย การกวาดบ้านในวันตรุษจีนถือเป็นภาระเหนื่อย             ในวันตรุษจีน ทุกคนในบ้านต่างก็ต้องรีบตื่นแต่เช้ามืดมาก่อนเวลา ผู้ใหญ่บางคนที่เคร่งครัดมากก็ถึงขนาดไม่ได้นอนกันเลยทีเดียวเพื่อที่จะเตรียมตัวจัดข้าวของและอาหารสำหรับไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีนซึ่งกว่าจะเตรียมของ ทำอาหาร และจัดอาหาร เรียงของต่าง ๆ มากมายจวบจนทำพิธีเสร็จก็เหนื่อยกันมามากแล้ว ผู้ใหญ่จึงอยากให้ลูกหลานได้พักผ่อนและอาจมีไปเที่ยวกันต่อเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน การปลดปล่อยภาระต่าง ๆ ในบ้านชั่วคราวรวมถึงการกวาดบ้านที่จะทำเมื่อไหร่ก็ได้จึงเป็นสิ่งที่พวกท่านห้าม การกวาดบ้านในวันตรุษจีนเป็นการเสียมารยาทต่อผู้มาเยือน             อีกกุศโลบายหนึ่งที่สันนิษฐานกันที่ว่าไม่ให้กวาดบ้านในวันตรุษจีนก็เพราะเป็นเทศกาลใหญ่ซึ่งมีญาติพี่น้องมากมายที่ไม่ได้เจอกันนานมารวมตัวกันและสังสรรค์อย่างครื้นเครง หากเราจะไปมัวแต่ทำความสะอาดอย่างการกวาดบ้านก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทอย่างมากในขณะที่มีญาติอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาซึ่งอาจมีบางมองว่าเรายังจัดบ้านไม่พร้อมสำหรับพวกเขาก็เป็นได้ รูปภาพประกอบ : Pixabay #งดกวาดบ้านในวันตรุษจีน #ข้องดวันตรุษจีน #เล่าเรื่องความเชื่อ

ความสำคัญของขนมอินเดียที่คุณควรรู้

ramswaroop1

            คุณอาจจะเคยเห็นในซีรีย์บอลลีวู้ดหรือตามหนังอินเดียที่คู่พระนางมักจะป้อนขนมอินเดียให้แก่กันหรือมีการใช้ขนมอินเดียในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนอินเดียส่วนใหญ่จึงมักมีรูปร่างใหญ่กว่าเรา เพราะประเทศอินเดียให้ความสำคัญต่อการทำขนมมาก และขนมอินเดียก็มีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีรูปร่างแปลก ๆ และมีหน้าตาน่ารับประทานแตกต่างกันไป ชักอยากรู้แล้วสิว่าขนมอินเดียมีความสำคัญต่อพวกเขามากขนาดไหนกันนะ ตามซีรีย์บอลลีวู้ดที่เราดูกันจึงต้องมีขนมอินเดียมาเข้าฉากด้วยตลอดเวลา วันนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจกัน ขนมอินเดียกับบทบาททางศาสนา             ขนมอินเดียแต่ละชนิดเกิดจากความเชื่อของเหล่าเทพศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูซึ่งเทพแต่ละองค์จะชอบรับประทานขนมของโปรดที่แตกต่างกันไป คนอินเดียจึงต้องมีการทำขนมเพื่อบูชาในโอกาสสำคัญของครอบครัวหรือตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น ขนมโมทกะลาดูและจาเลบิ ใช้บูชาพระพิฆเนศ ,ขนมดอกบัวพระแม่ลักษมี พระแม่อุมา และพระแม่สรัสวตี เป็นต้น แทนการใช้เนื้อสัตว์หรืออาหารคาวแบบประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย เมื่อทำขนมและบูชาเสร็จแล้วจึงสามารถนำขนมอินเดียที่บูชามารับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล ขนมอินเดียช่วยเสริมโชคลาภ             ขนมอินเดียมักจะทำออกมาด้วยจุดประสงค์เพื่อไหว้เทพเจ้าเป็นหลักตามโอกาสและค่อยรับประทานร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งขนมทุกอย่างที่ถวายแก่เทพเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็จะมอบโชคลาภและความสำเร็จในชีวิตให้แก่ผู้ที่ถวายผ่านทาวขนมเหล่านั้น การนำขนมอินเดียมารับประทานหลังจากถวายเสร็จจึงช่วยเสริมโชคและทำให้ความทุกข์ต่าง ๆ ในชีวิตหมดสิ้นไป ยิ่งรับประทานมากก็ยิ่งโชคดีมาก ขนมอินเดียกับสุขภาพตามค่านิยมของคนอินเดีย             ขนมอินเดียถูกทำออกมาให้มีรสหวานจัดเป็นหลักและยิ่งมีแป้งและความมันก็ยิ่งทำให้ขนมอินเดียมีความเป็นเอกลักษณ์และอร่อยมากขึ้นเท่านั้นซึ่งวัตถุดิบส่วนผสมเหล่านี้มีการสืบทอดมาแต่โบราณแล้ว คุณสามารถซื้อขนมอินเดียมารับประทานโดยจะถวายเทพก่อนหรือจะไม่ถวายเทพก็ได้ รสชาติความหวานของขนมอินเดียจะทำให้ผู้ที่รับประทานเกิดความสุขและสดชื่นเวลาขนมละลายในปาก เมื่อเครียดกับเรื่องอะไรมา ขนมอินเดียจะสามารถเยียวยาทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คุณได้ ทำให้มีสุขภาพจิตดี พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ             ด้วยเหตุนี้ขนมอินเดียจึงมีความสำคัญกับชีวิตของคนอินเดียมากเป็นอย่างยิ่งชนิดที่ว่าหากขาดไปก็เหมือนกับขาดแขนของประเทศอินเดียเลยล่ะ หากใครได้ไปเที่ยวประเทศอินเดียก็อย่าลืมไปรับประทานขนมอินเดียให้ได้เลยนะ […]

ความเชื่อของวัฒนธรรมญี่ปุ่นเกี่ยวกับ “ตุ๊กตาไล่ฝน”

ramswaroop1

            เมื่อคุณเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นก็ย่อมต้องเคยเห็นตุ๊กตาไล่ฝนสีขาวบริสุทธิ์มากมายที่ชาวญี่ปุ่นห้อยไว้ที่หลังคาหน้าบ้านหรือหน้าร้านมากมายซึ่งถูกเขียนแต่งเติมหน้าด้วยรอยยิ้มน่ารัก จนคนไทยเองก็ประทับใจและนำแนวคิดตุ๊กตาไล่ฝนนี้มาใช้ตกแต่งบ้านและร้านอาหารของตัวเองเพื่อไม่ให้มีฝนตกและมีลูกค้าหรือผู้มาเยี่ยมเยียนตามบ้านน้อยทำให้เหงา แต่รู้หรือไม่ว่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่คุณเห็นว่าตุ๊กตาไล่ฝนน่ารัก ๆ นั้นแท้จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงแค่ฉากหน้าเท่านั้น ตุ๊กตาไล่ฝนคืออะไร?             ตุ๊กตาไล่ฝน หรือ เทะรุเทะรุโบซุ คือ ตุ๊กตาที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาห้อยไว้บริเวณชานบ้านหรือริมรั้วด้วยเป้าหมายสำคัญเพื่อไล่ฝนไม่ให้ตกบริเวณบ้านของตัวเอง เพราะหากฝนตกก็จะทำให้การไปทำงานหรือปฏิบัติกิจประจำวันต่าง ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก คนญี่ปุ่นเชื่อว่าตุ๊กตาไล่ฝนจะสามารถพัดพาเอาเม็ดฝนที่ตกให้หายไปได้ด้วยชายผ้าของตุ๊กตาไล่ฝนซึ่งตุ๊กตาไล่ฝนจะใช้วัสดุกลม อาจเป็นลูกปิงปองหรือลูกบอลเล็ก ๆ นำมาห่อด้วยผ้าและมัดเป็นปมพร้อมปล่อยชายผ้าที่เหลือให้เหมือนกระโปรงปลิวไสวตามแรงลม ก่อนจะเขียนหน้าตาให้มีรอยยิ้มน่ารัก ตำนานการกำเนิดของตุ๊กตาไล่ฝน             การกำเนิดตุ๊กตาไล่ฝนตามความเชื่อของญี่ปุ่นอาจไม่ได้น่ารักเหมือนอย่างที่คุณคิด ตรงกันข้ามกับแฝงไปด้วยความน่ากลัว ซึ่งมีอยู่ 2 ตำนานด้วยกัน โดยตำนานแรกจะกล่าวถึงหมู่บ้านในยุคโบราณของญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ฝนตกไม่หยุดหย่อนจนชาวบ้านไม่สามารถทำนาหาเลี้ยงชีพได้ ในหมู่บ้านนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหน้าตาสะสวยเป็นที่พึงพอใจของชายหนุ่มทั้งหลาย จนกระทั่งมีเสียงจากเทพองค์หนึ่งได้ลงมาบอกเธอว่าหากเธอยอมพลีชีพตัวเองก็จะสามารถทำให้ฝนหยุดตกได้และผู้คนจะสามารถกลับมามีความสุขได้ดังเดิม ด้วยความที่มีจิตใจดีทำให้เธอผูกคอฆ่าตัวตายอยู่ภายในบ้าน หลังจากนั้นฝนก็หยุดตกจริงดังคำกล่าว และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่คนญี่ปุ่นเชื่อกันเยอะก็คือ ในอดีตญี่ปุ่นฝนตกหนักมากและไม่มีทีท่าว่าจะหายจนกินระยะเวลายาวนานเกินไป โชกุนที่ได้ยินว่ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งมีอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้าจึงเดินทางไปขอให้พระรูปนั้นทำให้ฝนหยุดตกซึ่งพระรูปนั้นก็ยอมและได้มีการกำหนดวันที่ฝนจะหยุดตกหลังจากทำพิธีแก่โชกุนซึ่งโชกุนก็ได้ตั้งเงื่อนไขไว้ว่าหากพระสงฆ์รูปนั้นไม่สามารถทำตามที่บอกภายในวันดังกล่าวได้จะต้องถูกประหาร ซึ่งพอถึงกำหนดจริงฝนก็ยังคงตกลงมาดังเดิม โชกุนจึงได้สั่งประหารโดยแขวนคอพระรูปนั้นถึงแก่ชีวิต ผ่านไปไม่นานฝนก็ได้หยุดตกลง จึงกลายเป็นความเชื่อเกี่ยวกับการพลีชีพพระรูปนั้นทำให้เกิดตุ๊กตาไล่ฝนที่ไม่มีผมเหมือนพระซึ่งใช้เป็นตัวแทนพระสงฆ์รูปนั้นที่สิ้นไปแล้วเพื่อปัดเป่าฝนให้ออกไปจากบ้าน การนำตุ๊กตาไล่ฝนมาใช้ในปัจจุบัน             ตุ๊กตาไล่ฝนที่ถูกนำมาใช้ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นยังคงนำมาห้อยไว้ตามนอกบ้านของตัวเองเพื่อปัดเป่าฝน แต่ก็เริ่มมีหลายคนที่นำเอาตุ๊กตาไล่ฝนมาทำใหม่โดยใช้ผ้าหลากหลายสีสันเพื่อตกแต่งร้านอาหารและบ้านของตัวเองตามสไตล์เพื่อความน่ารัก             ทั้งนี้ แม้ว่าตุ๊กตาไล่ฝนจะน่ารักขนาดไหนแต่เมื่อเราได้รู้ถึงที่มาของตุ๊กตาไล่ฝนแล้วก็อาจจะทำให้คนไทยอย่างเราถือคติว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสมและรีบเอาออกกันเลยทีเดียว รูปภาพประกอบ : […]

ทำไมไอศกรีมตุรกีต้องกวนโอ๊ยก่อนรับ?

ramswaroop1

            คุณอาจจะคิดว่าบทความนี้แปลก ไอศกรีมอะไรจะกวนโอ๊ยได้…ก็ไอศกรีมตุรกีไงคะ หากคุณไม่รู้มาก่อนและไปสั่งซื้อก็อาจเกิดอารมณ์หงุดหงิดได้นะ แต่แท้จริงมันคือทริกเล็ก ๆ ที่ทำให้ไอศกรีมแห่งตุรกีมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่ไม่เหมือนใครโดยเมื่อคนขายทำไอศกรีมให้คุณเสร็จแล้ว เขาก็จะทำท่าเป็นยื่นให้ด้วยไม้ยาว แต่พอลูกค้าอย่างเราจะหยิบไอศกรีมนั้นก็จะไม่ถึงมือเราง่าย ๆ หรอก คนขายจะแสดงลีลาหยอกโดยให้เราหยิบไอศกรีมให้ได้เรื่อย ๆ ซึ่งบอกเลยว่าใครที่คว้าทันถึงว่าคุณเทพมาก! เพราะคนขายจะดึงไอศกรีมให้หลบหลีกจากมือคุณได้ทุกเวลาจนผ่านไปไม่กี่นาทีก็จะให้ไอศกรีมแก่คุณ ช่วงกวนโอ๊ย แต่ก็เพลินดีเหมือนกัน เราจึงอยากจะมาบอกให้คุณรู้เพื่อที่เวลาเจอไอศกรีมตุรกีจะได้เตรียมตัวไว้ก่อน แล้วเหตุใดไอศรีมตุรกีจึงต้องกวนโอ๊ยเช่นนี้ด้วยล่ะ? วันนี้เรามีคำตอบ ผู้มาซื้อไอศกรีมตุรกีต้องได้รับความสุขกลับไป             ในทุก ๆ วันเราย่อมต้องเจอกับความทุกข์มาเป็นเรื่องปกติ ซึ่งหากใครที่เจอกับความทุกข์มา แน่นอนว่าส่วนใหญ่พวกเขาก็มักจะอยากไปหาของหวานอร่อย ๆ เพื่อให้คลายความทุกข์และกลับมาสดชื่นได้ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ไอศกรีม” นั่นเอง แต่ชาวตุรกีเห็นว่าแค่ความสุขจากการรับประทานไอศกรีมหวาน ๆ คงไม่เพียงพอ เพราะเมื่อไอศกรีมหมด อารมณ์เบื่อหน่ายและความทุกข์ก็อาจจะกลับมาได้อีกเมื่อมันหายไปเพียงแค่ชั่วขณะ พวกเขาจึงได้ทำให้ไอศกรีมตุรกีเป็นตัวช่วยอารมณ์ของลูกค้ามากขึ้นโดยการแสดงลีลามือไวหลบหลีกเพื่อให้ลูกค้าได้ร่วมทำภารกิจจับไอศกรีมให้ทัน ซึ่งการร่วมเล่นพร้อมเห็นรอยยิ้มของคนขายจะทำให้อารมณ์เขาผ่อนคลายกว่าเดิมและรู้สึกว่าในชีวิตเขาสามารถมีความสุขได้ตลอดหากมาซื้อไอศกรีมตุรกี แม้จะไม่เหลือใครแต่ก็ยังมีไอศกรีมของเราเป็นเพื่อนที่ไม่มีวันเบื่อคุณนะจ๊ะ ผู้มาซื้อไอศกรีมตุรกีจะรู้สึกว่าไอศกรีมอร่อยขึ้น             การที่ลูกค้าต้องมาคอยเล่นคว้าไอศกรีมตัวเองที่หลบหลีกด้วยฝีมือคนขายกว่าจะได้มาก็ยากเย็นเหลือเกิน พอบทจะจับหมวกไอศกรีมได้ อีกฝ่ายก็ลีลาดีเอาไอศกรีมออกจากหมวกได้อีก แหม ช่างกวนได้โล่เสียจริง ฉันแพ้ทางไอศกรีมตุรกีตลอดเลย แต่สุดท้ายแม้จะหยิบได้หรือหยิบไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรคนขายเขาก็ต้องให้คุณอยู่แล้วซึ่งเมื่อรับประทานไอศกรีม คุณจะรู้สึกว่ามันอร่อยมากกว่าไอศกรีมทั่วไป […]

บันทึกภาพสังคมไทยกับพล นิกร กิมหงวน

ramswaroop1

สามเกลอ หรือ พล นิกร กิมหงวน คือนิยายแนวตลกเบาสมองของไทย ผู้แต่งนิยายสามเกลอคือปรีชา อินทรปาลิต หรือ ป.อินทรปาลิต ท่านแต่งนิยายเรื่องสามเกลอออกมาเป็นจำนวนเป็นพันตอน ไม่เคยมีใครนับเหมือนกันแม้แต่ตัวท่านเอง ใครที่เคยอ่านสามามเกลอจะอมยิ้มจนถึงขนาดหัวเราะด้วยความขบขัน แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในนิยายสามเกลอคือบันทึกภาพของสังคม    ไทยในสมัยนั้นอย่างที่ไม่เคยมีนิยายเรื่องไหนทำได้มากเท่านี้ สังคมของ พล นิกร กิมหงวน พล นิกร กิมหงวน เป็นเรื่องของชายหนุ่มสามคนที่เป็นเพื่อนเกลอกัน ครอบครัวของทั้งสามคนเป็นคนชั้นสูงในสังคมสมัยนั้น และอยู่ในฐานะเข้าขั้นเศรษฐี ทั้งสามคนจึงใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานตามคลับบาร์และมีสุราเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ พลกับนิกรเป็นลูกชายของขุนนางชั้นพระยา พลเป็นบุตรชายของเจ้าคุณประสิทธิ์นิติศาสตร์กับคุณหญิงวาด ส่วนนิกรเป็นบุตรของเจ้าคุณวิจิตรบรรณาการพี่ชายของคุณหญิงวาด พลมีภรรยาชื่อนันทาเป็นพี่สาวของนิกร พลจึงมีศักดิ์เป็นพี่เขยของนิกร นิกรมีภรรยาชื่อประไพเป็นบุตรีของเจ้าคุณปัจจนึกพินาศ ส่วนกิมหงวนเป็นลูกชายคนเดียวของเจ้าสัวกิมเบ๊ซึ่งเป็นคหบดีที่รวยที่สุดในสมัยนั้น พลกับนิกรไปเที่ยวแฮปปี้ฮอลล์และเกิดหมั่นใส้กิมหงวนที่อวดความร่ำรวยด้วยการฉีกแบงค์โชว์อันเป็นลักษณะส่วนตัวของกิมหงวนตลอดมา แต่ตอนหลังทั้งสามคนก็กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน ด้วยความร่ำรวยของ พล นิกร กิมหงวน ทำให้ทั้งสามคนไม่ต้องมีความทุกข์กับการทำมาหาเลี้ยงชีวิตและใช้ชีวิตที่สนุกสนานไปกับการเที่ยวกลางคืนและสร้างวีรกรรมที่ตลกสนุกสนาน บางครั้งก็เกินเลยไปโดยมีเจ้าคุณปัจจนึกพินาศและเจ้าแห้วคนรับใช้ของพลเป็นตัวละครสำคัญที่สร้างวีรกรรมร่วมกันกับสามเกลอโดยตลอด แต่ทั้งสามคนก็มีหน้าที่รับผิดชอบกับกิจการของตัวเองด้วย ตัวละอื่นๆที่ปรากฏในนิยายส่วนใหญ่ก็จะเป็นเครือญาติกับสามเกลอโดยมีตัวละครอื่นๆเข้ามาแทรกบ้างเพื่อให้เกิดเรื่องราวขึ้นเป็นตอนๆไป โดยมี พล นิกร กิมหงวน เป็นตัวเชื่อมโยงและสร้างความสนุกสนานขึ้นมาโดยบางครั้งก็นำสมาชิกของแต่ละครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ชีวิตของ พล […]

บิดาของอินเดีย

ramswaroop1

อินเดียเคยเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มีวัฒนธรรมและอารยธรรมมายาวนาน แต่เมื่อจักรวรรดินิยมจากยุโรปขยายอำนาจเข้ามาล่าอาณานิคมในทวีปเอเชีย อินเดียก็ตกอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 โดยตกเป็นประเทศอาณานิคมภายใต้เครือจักรภพอังกฤษ อินเดียมีผู้สำเร็จราชการคนอังกฤษเป็นผู้ปกครอง บุคคลผู้หนึ่งชื่อโมฮันดาส คาดามจันด์ คานธี เขาเกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1869 ที่เมืองบอมเบย์ เขาเกิดในครอบครัวคนชั้นสูงและได้รับการสนับสนุนในเรื่องการศึกษาโดยเขาถูกส่งไปศึกษาวิชากฏหมายที่มหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษ ขณะที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษเขาเปลี่ยนมาเป็นมังสวิรัตและเริ่มศึกษาคัมภีร์ศาสนาต่างๆ เมื่อเรียนจบกลับมาที่อินเดียเขาได้รับการว่าจ้างให้ไปทำงานด้านกฏหมายที่ประเทศอาฟริกาใต้เป็นเวลา 1 ปี ทนายความชาวอินเดียในประเทศอาฟริกาใต้ เมื่อมาถึงอาฟริกาใต้คานธีพบว่าสังคมที่นั่นเต็มไปด้วยการกีดกันทางเชื้อชาติและการเหยียดสีผิว ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกโยนลงมาจากรถไฟเพราะไปซื้อตั๋วที่นั่งชั้น 1 ที่สำรองไว้สำหรับคนผิวขาว สภาพสังคมที่อาฟริกาใต้ทำให้เขาเกิดความคิดของการประท้วงความอยุติธรรมด้วยการดื้อแพ่งโดยใช้สันติวิธีและเขาได้ตัดสินใจทำงานอยู่ในประเทศอาฟริกาใต้อยู่ถึง 21 ปี และมีส่วนร่วมในการต่อต้านการเหยียดผิวในประเทศนี้ เมื่อกลับมาที่อินเดียเขาเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดตามหลักของศาสนาฮินดู คานธีเปลี่ยนมาใส่ผ้าฝ้ายดิบสีขาวที่ทอด้วยมือและใช้ชีวิตโดยถือพรหมจรรย์เขาเริ่มรณรงค์ให้ชาวอินเดียเข้าใจถึงแนวทางการต่อต้านด้วยความจริงและสันติวิธีที่เขาได้มาจากการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอาฟริกาไต้ที่เรียกว่า”สัตยาเคราะห์” ต่อมานามต้นของคานธีจึงถูกเรียกว่า ”มหาตมะ” รณรงค์ให้ชาวอินเดียต่อต้านอังกฤษ หลังจากนั้นคานธีได้เริ่มเป็นผู้นำชาวอินเดียประท้วงกฎหมายของอังกฤษจนนำไปสู่การสังหารหมู่ที่เมืองอัทริทสาร์ที่ชาวอินเดียเสียชีวิตกว่า 400 คน รวมทั้งการต่อต้านการเกณฑ์ชาวอินเดียไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้คานธีถูกจับเข้าคุก ต่อมาอังกฤษได้ออกกฏหมายเกลือไม่ให้ชาวอินเดียทำเกลือเพื่อบริโภคและขาย คานธีจึงนำชาวอินเดียเดินรณรงค์ระยะทาง 400 กิโลเมตรเพื่อประท้วงกฏหมายดังกล่าว คานธีและชาวอินเดียจำนวนมากถูกจับจากการประท้วงกฏหมายนี้ ต่อมาคานธีได้เจรจากับอังกฤษขอให้ปล่อยตัวชาวอินเดียและยอมให้ชาวอินเดียที่อยู่ใก้ลทะเลทำเกลือเพื่อบริโภคเองได้ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คานธีรณรงค์อีกครั้งเพื่อให้อังกฤษปลดปล่อยอินเดียเป็นเหตุให้เขาถูกจับอีกครั้ง อิสรภาพของอินเดีย ปี […]

พิธีศีลมหาสนิท คืออะไร

ramswaroop1

                  คริสตชน หรือผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ มีพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ 7 พิธี ที่เรียกกันว่า “พิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์” หนึ่งในพิธีกรรมที่มีความสำคัญคือ “พิธีมหาสนิท” หรือ ”พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์” (Eucharist; Holy Communion) ในส่วนของนิกายโรมันคาทอลิก, อีสเทอร์ออร์ทอดอกซ์ และโปรเตสแตนต์ จะเรียกว่า “พิธีศีลมหาสนิท” ซึ่งผู้รับศีลต้องไปโบสถ์ ในการทำพิธีบูชามิสซา หรือพิธีมิซาบูชาขอบพระคุณ อัญเชิญองค์พระเยซูเสด็จลงมาประทับในขนมปังและเหล้าองุ่น และจะปฏิบัติในทุกวันเสาร์หรืออาทิตย์ ในหนึ่งวันนี้สามารถรับได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น พิธีนี้มีความเป็นมาเป็นอย่างไร                   พระวรสารนักบุญมัทธิว พระวรสารนักบุญมาระโก พระวรสารนักบุญลูกา จดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 1 ได้อธิบายการตั้งพิธีศิลมหาสนิทคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันทั้งหมด ใจความสำคัญได้กล่าวถึงพิธีที่พระเยซูได้ตั้งขึ้นระหว่างรับประทานอาหารร่วมกับอัครสาวกในคืนพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนที่วันถัดไปพระองค์จะถูกจับกุมและถูกตรึงบนไม้กางเขน ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงปัสคา อาหารจึงมีเพียงขนมปังและเหล้าองุ่น จึงถูกนำมาใช้เป็นพันธสัญญาใหม่ ในการไถ่บาปแทนด้วยพระวรกายและพระโลหิตของพระองค์ดังทีได้ทรงพยากรณ์ไว้ ศีลมหาสนิทในยุคแรก ๆ เป็นเพียงนามของบทสวดภาวนาขอบพระคุณพระเยซูก่อนที่พระองค์จะเสกขนมปังและเหล้าองุ่น ในยุคสมัยต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นพิธีกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งของศาสนา                   พิธีกรรมศีลมหาสนิทนี้ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพิธีมิสซาและสืบทอดต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย แม้ว่าในนิกายต่าง ๆ […]

ไขมุมมองที่คุณอาจไม่รู้…ซานตาคลอสตัวจริงคือใครกันนะ?

ramswaroop1

            ในเทศกาลคริสต์มาสที่เด็ก ๆ ต่างเฝ้ารอคอยที่คุณลุงซานตาคลอสร่างอ้วนใจดีผู้มีหนวดยาวสีขาวสวมชุดสีแดงเอาของขวัญมาใส่ในถุงเท้าที่แขวนตามบ้านจวบจนพวกเขาโตแล้วได้ของขวัญมาตามจำนวนปีก็ยังไม่มีใครรู้ซานตาคลอสมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วเขาอาศัยอยู่ที่ไหน แล้วเอลฟ์ซึ่งเป็นผู้ช่วยทำของขวัญให้เด็ก ๆ มีจริงหรือไม่ เราจะพาทุกคนไปค้นหาคำตอบกัน ซานตาคลอสตัวจริงคือใครกันแน่?             ต้นกำเนิดของคุณลุงซานตาคลอสผู้ใจดีแท้จริงแล้วมาจากบุคคลที่ชื่อว่า “นักบุญนิโคลัส” ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 4 เป็นนักบุญชาวฮอลแลนด์ที่มีเมตตาต่อเด็ก ๆ ผู้ยากไร้ ท่านมักจะนำสิ่งของและอาหารมาแจกให้กับเด็ก ๆ อยู่เสมอทำให้ทุกคนต่างเคารพท่านเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นชาวฮอลแลนด์บางส่วนก็ได้อพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาและยังคงจัดประเพณีฉลองนักบุญนิโคลัส ในวันที่ 6 ธันวาคมของทุกปีทำให้ชาวสหรัฐอเมริกาได้รับการเผยแพร่ประเพณีมาจนกลายเป็นเทศกาลคริสต์มาสสากลที่ทั่วโลกทำกันในปัจจุบันเพื่อรำลึกถึงนักบุญนิโคลัสและมีการสร้างตัวตนของท่านให้กลายเป็น “ซานตาคลอส” ผู้มีรูปร่างอ้วนและสวมเสื้อผ้าและหมวกสีแดงเป็นเอกลักษณ์ เพราะเสื้อผ้าของนักบุญนิโคลัสดั้งเดิมก็เป็นสีแดงอยู่แล้ว ประวัติของนักบุญนิโคลัสหรือซานตาคลอส             ซานตาคลอส หรือ นักบุญนิโคลัสแห่งไมร่า เป็นนักบุญที่มีชื่อเสียงที่สุดองค์หนึ่ง ในนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ และโรมันคาทอลิก เกิดที่เมืองปารารา ดินแดนอานาโตเลียในปี ค.ศ. 270 หรือ พ.ศ 813 โดยชีวิตช่วงวัยหนุ่มท่านได้จาริกแสวงบุญไปอียิปต์และปาเลสไตน์ พอกลับมาได้ไม่นานก็ได้รับแต่งตั้งเป็นบิชอปแห่งมิรา ต่อมาช่วงการเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนในจักรวรรดิโรมัน สมัยจักรพรรดิไดโอคลีเชียน นักบุญนิโคลัสถูกจับขังคุก จนเมื่อสิ้นสุดลงในรัชสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน ท่านจึงถูกปล่อยตัว […]

จอห์น เมอร์ริคเดอะเอเลเฟนท์แมน

ramswaroop1

         ต้นศตวรรษที่ 19 สมัยวิคตอเรียน ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีการแสดงประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมของสมัยนั้น คือการนำมนุษย์ที่มีความผิดปกติทางร่างกายมาออกแสดงต่อสาธารณชนหรือเรียกว่าฟรีกโชว์ (Freak Show) มีคณะแสดงฟรีกโชว์คณะหนึ่งเจ้าของชื่อมิสเตอร์ไบทส์ ได้จัดการแสดงที่ภาคตะวันออกของลอนดอน จอห์น เมอร์ริค คือหนึ่งในมนุษย์ประหลาดที่ถูกนายไบทส์นำมาออกแสดง ผู้เข้ามาชมการแสดงคนหนึ่งชื่อนายแพทย์           เฟรเดอริค เทรเวส เขาเป็นศัลยแพทย์ที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งลอนดอน เทรเวสได้พบเมอร์ริคในงานนี้ เขาเกิดความสนใจในตัวเมอร์ริคผู้มีความผิดปกติทางร่างกายโดยมีศรีษะโตกว่าคนปกติเป็นโหนกขนาดใหญ่ทางด้านหลังและมีปุ่มโปนเป็นเนื้องอกออกมาทั่วลำตัว นายแพทย์เทรเวสให้เงินแก่มิสเตอร์ไบทส์เพื่อขอตัวเมอร์ริทไปตรวจที่โรงพยาบาล          นายแพทย์เทรเวสพบว่าศรีษะที่มีขนาดใหญ่ของเมอร์ริคทำให้เขาไม่สามารถนอนหงายเหมือนคนปกติได้ เพราะศรีษะขนาดใหญ่ของเขาจะไปปิดกั้นทางเดินหายใจเวลาหลับเขาต้องนั่งเอาเข่าชันศรีษะไว้ตลอดเวลา เมื่อนายแพทย์เทรเวสส่งตัวเมอร์ริทคืนให้มิสเตอร์ไบทส์         เมอร์ริคถูกไบทส์ทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง จนนายแพทย์เทรเวสต้องนำตัวเมอร์ริทกลับไปรักษาที่โรงพยาบาล นายแพทย์เทรเวสต้องการแสดงให้คุณกอมม์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเห็นว่าจอห์น เมอร์ริทมีพัฒนาการ เพื่อคุณกอมม์จะยอมให้จอห์น เมอร์ริท อยู่ที่โรงพยาบาลต่อได้    เทรเวสสอนให้เมอร์ริทอ่านบทประพันธ์ เมอร์ริทสามารถอ่านบทประพันธ์ได้ยาวกว่าที่นายแพทย์เทรเวสสอนเขาเพราะเคยอ่านมาก่อน นอกจากนั้นเมอร์ริทยังเริ่มทำโมเดลของโบสถ์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาล          มิสเตอร์ไบทส์แอบเข้ามาลักพาตัวเมอร์ริทออกไปจากโรงพยาบาล คราวนี้เขาพา      เมอร์ริทออกจากอังกฤษไปเปิดแสดงถึงประเทศในยุโรป ขณะที่แสดงที่ประเทศเบลเยี่ยมสุขภาพเมอร์ริททรุดโทรมลงมากเขามีอาการแย่ลงเรื่อยๆ นายไบทส์โมโหเมอร์ริทและจับเขาไปขังในกรง เพื่อนของเมอร์ริคซึ่งเป็นมนุษย์ผิดปกติเหมือนกันช่วยเขาออกมา เมอร์ริทพยายามเดินทางกลับมาที่ลอนดอนโดยมีเสื้อคลุมปกปิดร่างกาย ขณะที่เดินทางมาถึงสถานีรถไฟมีเด็กกลุ่มหนึ่งเห็นหน้าตาของเขาและคุกคามเขาต้อนเขาไปจนมุม จอห์น เมอร์ริท ร้องขึ้นว่า “ผมไม่ใช่มนุษย์ช้าง ผมไม่ใช่สัตว์ […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me