ทำไมคุณจึงต้องไปตรวจสุขภาพประจำปี

ramswaroop1

            ในหมู่คนวัยทำงานและผู้สูงอายุย่อมต้องไปตรวจสุขภาพประจำปีไม่ให้ขาดเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราสามารถรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ห่างไกลจากโรคประจำตัวและพฤติกรรมใดที่เสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ กับสุขภาพร่างกายของตัวเอง วันนี้เราก็จะมาอธิบายให้คุณเห็นประเด็นความสำคัญของการไปตรวจสุขภาพประจำปีว่าทำไมคุณจึงต้องตรวจบ่อย การตรวจสุขภาพประจำปีทำให้รู้ภาวะเสี่ยงของร่างกาย             การตรวจสุขภาพประจำปีจะมีการซักถามประวัติของคุณว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงใด ๆ บ้างรวมถึงน้ำหนัก การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ และอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งหากผลการซักประวัติออกมาแพทย์ก็จะบอกถึงภาวะเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาจากพฤติกรรมของคุณที่ไม่ดูแลตัวเองให้ดีพอซึ่งต้องระวังและจะได้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมนั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม การตรวจสุขภาพประจำปีทำให้รู้วิธีปฏิบัติตนเพื่อดูแลร่างกายอย่างถูกวิธี             การตรวจสุขภาพประจำปีนอกจากจะมีการตรวจภาวะเสี่ยงและความสมบูรณ์ด้านต่าง ๆ ของร่างกายคุณแล้ว แพทย์ยังมีหน้าที่แนะนำวิธีปฏิบัติตนสำหรับคุณเพื่อดูแลร่างกายร่วมถึงยาชนิดต่าง ๆ ที่คุณควรจะมีติดตัวไว้ซึ่งร่างกายของแต่ละคนจะมีภาวะเจ็บป่วยหรือแข็งแรงแตกต่างกันไป คุณจึงสามารถได้รับคำแนะนำจากแพทย์แบบตัวต่อตัวสามารถซักถามหากไม่เข้าใจได้อย่างใกล้ชิดและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป การตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญ การตรวจสุขภาพประจำปีทำให้ตรวจเจอโรคที่แฝงในร่างกายได้             การตรวจสุขภาพประจำปีหลัก ๆ จะมีตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจการทำงานของไต ตรวจการทำงานของตับ ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ปอด ตรวจการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และตรวจระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเลือดซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญต่อสุขภาพกายที่มองข้ามไม่ได้และค่อนข้างละเอียดพอที่จะทำให้รู้ได้ว่าคุณมีความผิดปกติในร่างกายส่วนใดหรือไม่ แล้วถ้าผลตรวจเป็นค่าที่ออกมาไม่ดีก็อาจบอกได้ว่าคุณกำลังเป็นโรคนั้น ๆ ซึ่งเมื่อตรวจเจอก็จะได้รีบหาทางรักษา การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นการตรวจที่ต่อเนื่องทำให้คุณพบโรคแฝงในตัวอย่างทันท่วงที แต่หากคุณไม่มาตรวจสุขภาพประจำปีก็อาจไม่สามารถรู้ได้ว่าภายในร่างกายของคุณกำลังถูกโรคภัยบางอย่างคุกคามอยู่หรือไม่ซึ่งหลายคนมักจะมารู้ตัวก็ตอนที่มันเริ่มแสดงอาการแล้ว และนั่นอาจจะสายเกินไป […]

วิธีเผาผลาญไขมันโดยที่ไม่ต้องออกกำลังกาย

ramswaroop1

บางทีสำหรับบางคนการออกกำลังกายนั้น ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ๆ ไม่ว่าจะติดขัดในเรื่องของการทำงานที่มากจนไม่มีเวลา ภากิจต่างๆ ประจำวันมากเกินไปจนไม่มีเวลา ทั้งครอบครัวดูแลครอบครัว รับส่งลูก ทำงาน เรียกได้ว่า ชีวิตคนเรามันก็ไม่เหมือนกัน และบางทีการจะมีหุ่นดีนั้นก็ยากขึ้นไปอีก แต่สำหรับวันนี้เรามีคำแนะนำสำหรับการลดไขมันในร่างกายโดยที่ไม่ต้องออกกำลังกาย จะเป็นอย่างไรนั้นมาติดตามกันได้เลยครับ ขอบคุณรูปภาพปกจาก mfec.co.th วิธีเผาผลาญไขมันโดยที่ไม่ต้องออกกำลังกายมีวิธีการดังต่อไปนี้ หากอยากลดน้ำหนักแบบไม่อยากออกกำลังกายมาดูกันเลย 1 ดื่มน้ำเยอะ ๆ โดยเฉพาะน้ำเย็น เมื่อคุณดื่มน้ำเย็นเข้าไป ร่างกายก็จะสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายของเราร้อนขึ้น และตอนนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่แคลอรี่ในร่างกายเราจะถูกเผาผลาญไปด้วย 2 อาบน้ำเย็น เช่นเดียวกันกับกรณีของ การดื่มน้ำเย็นเลยครับ ร่างกายจะสร้างความร้อนขึ้นมา โดยนำไขมันมาเผาผลาญ ยิ่งเย็นก็ยิ่งได้ผล 3 การนอนให้ได้ 8 ชั่วโมง ระบบการเผาผลาญเมื่อเวลาเรานอนหลับจะสามารถ เผาผลาญแคลอรี่ได้มากถึง 300 แคลอรี่ ทีเดียวเชียวล่ะ ดังนั้นควรพยายามนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงกันครับ  4 การดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล นอกจากจะไม่อ้วนแล้ว ยังเป็นตัวช่วยในการเร่งการเผาผลาญไขมัน ในร่างกายได้อีกด้วย […]

อาหารคีโต กินแล้วดีจริงหรือ

ramswaroop1

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก อาหารคีโต กันก่อนนะคะ ว่าอาหารคีโต คืออะไร อาหารคีโต คืออาหารที่เน้นกินไขมันเป็นหลัก แล้วลดปริมาณการกินข้าว แป้ง น้ำตาล หรืออาหารให้คาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงค่ะ เพื่อให้ร่างกายได้ดึงไขมันในร่างกายไปใช้เป็นพลังงานให้ร่างกายค่ะ ดังนั้นเมื่อร่างกายไม่มีไขมันสะสม ก็จะส่งผลให้น้ำหนักตัวของเราลดลงนั่นเองค่ะ ถึงอาหารคีโตจะลดน้ำหนักได้ แต่ก็มีข้อเสียนะ อาหารคีโต จะเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นลดน้ำหนักในช่วงแรกนะคะ เพราะเห็นผลได้ชัดเจนกว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นๆ และสามารถลดได้ในระยะเวลาสั้นๆ อีกด้วยค่ะ  แต่ข้อเสียที่จะได้รับนั่นก็คือ ร่างกายของเราจะไม่ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเพียงพอ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ทานอาหารคีโตไปนานๆ ค่ะ แต่ถ้าอยากทานต่อเนื่องจริงๆ ก็ขอแนะนำให้หาอาหารเสริมมาทานเพิ่มค่ะ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ และข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของการทานอาหารคีโตคือ เมื่อเลิกทานแล้วจะเกิดอาการโยโย่ได้ค่ะ เนื่องจากร่างกายต้องการอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล นั่นเองค่ะ แล้วถ้าจะทานอาหารคีโต ต้องทานอาหารประเภทใด คำตอบก็คือ เนื้อสัตว์ สามารถทานได้ทุกชนิดเลยค่ะ เพราะเป็นแหล่งไขมันธรรมชาติ ไข่ ควรกินไม่เกินวันละ 6 ฟองนะคะ เพราะถึงแม้ไข่จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าหากทานมากเกินไปจะทำให้ร่างกายมีคอเลสเตอรอลมากเกินไปค่ะ ปลา ควรจะเป็นปลาที่มาจากทะเลน้ำลึกหรือปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาช่อน […]

พิษต่างๆในอากาศ ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร

ramswaroop1

มลภาวะทางอากาศ มีแบคทีเรียหลายชนิดที่รวมตัวกันอยู่มากมายและเราไม่สามารถมองเห็นได้ แล้วจะเป็นฝุ่นละอองต่างๆหรือแบคทีเรียไวรัสชนิดต่างๆ ที่สะสมตัวอยู่ในอากาศและเราได้สูดลมหายใจเข้าไป สำหรับบางคนที่มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีนั้นก็อาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆได้ง่าย แต่ไม่ว่ายังไงถ้าคุณเจอพิษในมลภาวะ หรือในอากาศมากๆมันก็ต้องส่งผลต่อร่างกายของคุณไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม วันนี้เราจะมีคำตอบกันว่าพิษต่างๆในอากาศนั้นจะส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไร แล้วถ้าเกิดปฏิกิริยาอะไรต่อร่างกายของเรา สำหรับใครที่อยากรู้แล้วว่าบทความนี้จะมีอะไรที่น่าสนใจและน่าติดตามกันบ้าง รอดูพร้อมกันเลย! 1. ก่อให้เกิดระบบขัดข้องทางระบบหายใจ แน่นอนอยู่แล้วว่ามลพิษต่างๆในอากาศ จะส่งผลต่อร่างกายของเราไม่มากก็น้อย บางทีอาจจะส่งผลต่อระบบหายใจของเราอย่างเช่นรูจมูกไปยังปอด ที่เกี่ยวกับระบบหายใจทั้งหมด ถ้าเหตุการณ์ เกิดอาจจะมาก ก็อาจจะเป็นเพียงแค่การคัดจมูกธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าสำหรับบางคนที่มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ไม่ค่อยดีมากนักสักเท่าไหร่ ก็อาจจะก่อให้เกิดการ ติดเชื้อทางปอดได้ นั่นเอง. 2. อาจเกิดการสะสมเชื้อของแบคทีเรีย ดังที่ได้กล่าวไปในข้อ 1 ว่าเมื่อเราสูดมลพิษต่างๆเข้าในร่างกายของเราภายในอากาศนั้น เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในอากาศนั้นจะมีอะไรปะปนหรือสะสมอยู่บ้าง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งต่างๆที่ไม่ดีและเราสูดเข้าไปเรื่อยๆอาจจะทำให้เกิดการสะสมและติดเชื้อ อาจจะไม่ได้ติดเชื้อไข้ปอดติดเชื้อทางอื่นได้หลายปัจจัยหลายสาเหตุ ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดและการเสี่ยงต่อ มลภาวะในอากาศน้อยที่สุดนั้นก็ได้แก่การใส่หน้ากากอนามัย หรือการป้องกันและดูแลตัวเองอยู่สม่ำเสมอไม่ให้เรานั้นตกอยู่ในสภาวะที่อันตราย ต่อระบบการเดินหายใจและการแพร่เชื้อทางอากาศ เป็นต้น. 3. วิธีการแก้ไข วิธีการแก้ไขเมื่อฝนตกอยู่ในสภาวะที่อากาศนั้นไม่เป็นใจ หรือว่าอากาศในขณะนั้นมีฝุ่นละออง PM 2.5 มาก ยืนยันความเป็นฝนกรด มาก วิธีป้องกันก็คือ เราควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดและล้างมือให้สะอาด ไม่ควรเอามือไปขยี้ตาหรือไม่ควรเอามือไปเข้าปาก เพราะสารเคมีที่ติดมากับมือของเรานั้นอาจจะเข้าไปด้วย […]

บริจาคเลือดกันมาเยอะแล้ว ลองมาบริจาคพลาสมากันบ้างดีไหม

ramswaroop1

เชื่อว่าหลายๆ คน คงจะได้ยินหรือคุ้นเคยกับการบริจาคเลือดกันมาบ้างแล้ว คราวนี้อยากจะแนะนำให้ลองมาบริจาคพลาสมากันดูกันบ้างคะ หลายคนคงจะสงสัยใช่ไหมคะว่า การบริจาคพลาสมาคืออะไร แล้วทำไมจึงต้องบริจาค วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากค่ะ ตามมาดูกันเลย บริจาคพลาสมา ก็ช่วยชีวิตคนได้เหมือนกันนะ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักพลาสมากันก่อนนะคะว่าคืออะไร พลาสมาคือ ส่วนประกอบของเลือดค่ะ มีลักษณะเป็นสีเหลืองใส ในพลาสมานั้นจะประกอบไปด้วย น้ำ เอนไซม์ เกลือแร่ วิตามิน ก๊าซ และฮอร์โมน ค่ะ พลาสมานี้มีหน้าที่สำคัญหลายอย่างเลยนะคะ เช่น ควบคุมค่าความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง รวมไปถึงช่วยให้เลือดหยุดไหลเวลาที่เรามีเลือดออกด้วยค่ะ เพราะพลาสมามีความสำคัญแบบนี้ ทางการแพทย์จึงมีความต้องการพลาสมาไม่ต่างจากความต้องการเลือดเลยค่ะ ทีนี้หากเราอยากจะบริจาคพลาสมาต้องทำตามนี้ค่ะ ต้องมีอายุตั้งแต่ 18-60 ปีค่ะ ต้องเป็นคนที่สุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคติดต่อชนิดร้ายแรง หรือ ไม่มีโรคประจำตัวค่ะ มีน้ำหนัก 55 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องเคยบริจาคเลือดมาแล้วอย่างต่อเนื่องนะคะ อย่างน้อย 1 ครั้งและต้องไม่เว้นช่วงนานเกิน 6 เดือน สามารถมองเห็นเส้นเลือดชัดเจนที่ข้อพับทั้งสองข้างค่ะ ในการบริจาคพลาสมาก็มีข้อดีอยู่หลายอย่างเลยนะคะ เช่น […]

10 สัญญาณที่บ่งบอกอาการซึมเศร้า

ramswaroop1

มันไม่ง่ายเลยที่จะยอมรับตัวเองว่าเราเริ่มมีอาการซึมเศร้า บางครั้งสัญญาณต่างๆเริ่มฟ้อง หากแต่ความกลัวทำให้ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเลือกที่จะเมินเฉยอาการเหล่านี้และพยายามใช้ชีวิตต่อไปให้แบบเพียงขอให้ผ่านไปให้ได้ในแต่ละวัน แต่บางครั้งการทำความเข้าใจด้านเปราะบางของมนุษย์ การยอมรับตนเองและเริ่มมองหาความช่วยเหลือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มนุษย์เราย่อมมีบางวันที่ไม่สวยงามเป็นธรรมดาของชีวิต ลองสำรวจตัวเองหรือคนใกล้ชิดเบื้องต้นว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี 1.ไม่ตอบไลน์ ไม่อ่านข้อความหรือไม่เปิดอ่านอีเมลล์  หากเริ่มมีอาการไม่อยากรับรู้เรื่องราวภายนอกใดๆทั้งสิ้น ไม่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับใคร หรือไม่ต้องการรับสื่อใดๆ ในขณะนี้  แสดงว่าจิตใจหนักอึ้งจนไม่สามารถรับอะไรได้มากกว่านี้อีกแล้ว 2.ปล่อยให้ห้องรกไม่จัดเก็บของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย  ห้องนอนสะท้อนภาวะภายในจิตใจได้เป็นอย่างดี หากวันไหนเริ่มไม่สนใจดูแลความสะอาดส่วนตัวหรือที่พักอาศัย หรือหมกตัวอยู่ในห้องรกไม่ลุกขึ้นมาจัดห้องให้เรียบร้อย เสื้อผ้าไปทาง กระเป๋าไปทาง สิ่งเหล่านี้สะท้อนสภาพยุ่งเหยิงภายในจิตใจ ต้องหมั่นคอยสังเกตตัวเองแล้ว 3.เริ่มมองโลกในแง่ร้ายและมีความคิดลบวนอยู่ในหัว หลายๆครั้งที่เจอเรื่องราวแย่ๆหรือมีประสบการณ์เลวร้ายทำให้ไม่สามารถมองโลกในแง่ดีได้อีก ภาพในวันเก่าๆหรือสิ่งที่เคยเจอทำให้กังวลใจว่าเรื่องราวเหล่านี้จะย้อนกลับมาอีกครั้งไม่หรือความคิดด้านลบวกวนอยู่ในใจจนไม่สามารถสลัดความคิดแย่ๆออกจากใจได้ ต้องหาทางช่วยเหลือตัวเองแบ้ว 4.หงุดหงิดง่ายและรู้สึกไม่มีความหวัง  ไม่ว่าจะเป็นเสียงเด็กร้อง เสียงแมว หรือบังเอิญมีใครเดินมาชนบนทางเท้าโดยไม่ได้ตั้งใจก็ทำให้รู้สึกหงิดหงิดใจได้มากๆ รู้สึกรำคาญทุกสิ่งรอบกาย หรือหากกำลังอยู่ในช่วงตกงานแต่กลับไม่อยากลุกขึ้นมาหางานใหม่หรือมองหาโอกาสใหม่ๆเพราะรู้สึกไม่มีความหวังเลย ต้องเช็คตัวเองหน่อยแล้ว 5.โลกภายในหม่นหมอง  เริ่มมองไม่เห็นท้องฟ้าสีฟ้าหรือความสวยงานของสายรุ้งหลังฝนอีกต่อไป บ่อยครั้งเริ่มรู้สึกว่าท้องฟ้าช่างมืดครึ้มมัวๆ บางครั้งอาจเกิดจากการขังตัวอยู่แต่ในห้องทำให้ร่างกายไม่ได้สัมผัสธรรมชาติโลกภายนอกเลย ลองพาตัวเองออกไปเดินเล่นรับแดดหรือพาร่างกายออกไปรับลมสัมผัสตัวบ้าง 6.ไม่มีความฝันอีกต่อไป  หากก่อนหน้านี้อาจมีความฝันมากมาย อยากแต่งงานก่อนอายุ 30 เคยอยากเก็บเงินไปเรียนต่อต่างประเทศ อยากสร้างบ้าน อยากมีรถของตัวเอง แต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกอย่างนั้นอีกแล้ว 7.ปวดเมื่อยตามร่างกายหรือมีอาการปวดหัวบ่อยครั้ง  หลายครั้งความรู้สึกที่เก็บกดไว้แสดงออกทางร่ายกายอย่างเห็นได้ชัด อาการเครียดจนปวดหัวเริ่มถามหาหรือรู้สึกหน่วงๆจนหนักอึ้งไปทั้งร่ายกาย 8.งานอดิเรกที่เคยชอบไม่ทำให้มีความสุขอีกต่อไป […]

อาหารสบายพุงดีต่อใจด้วยอาหารไขมันต่ำ

ramswaroop1

หลายคนอยากมีหุ่นพี่สวยรูปร่างกระชับเฟิร์ม ซึ่งต้องเกิดจากความใส่ใจการมีระเบียบวินัยทั้งในด้านการกินและการออกกำลังกายปัจจัยหนึ่งที่หลายๆคนสามารถทำได้นั่นคือการรู้จักพี่จะรับประทานอาหาร โดยเลี่ยงอาหารที่มีไขมันต่ำเพราะจะทำให้เราสามารถควบคุมไขมันที่ควรบริโภคในแต่ละวันได้ส่งผลให้ช่วยลดน้ำหนักลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคต่าง ๆได้วันนี้จึงขอนำเสนออาหารที่มีไขมันต่ำและควรจะมีในแต่ละมื้อมาฝากค่ะ มะนาว มะนาวที่จะกล่าวถึงในวันนี้จะเป็นมะนาวลูกสีเหลืองที่ฝรั่งนิยมเรียกว่า เลมอน จะช่วยเบิร์นไขมันในร่างกายเราด้วยวิธีง่าย ๆแค่บีบลงในน้ำอุ่นแล้วดีตอนไหนก็ได้ที่สะดวกหรืออาจจะลองบีบน้ำมะนาว เลมอน นี้ลงในอาหารประเภทสลัดหรือยังเพื่อรับประทานก็ได้นะคะ โยเกิร์ต โยเกิร์ตที่หลายๆคนชื่นชอบด้วยรสชาติ ก็โยชน์ที่จะช่วยให้สามารถขับถ่ายได้ง่ายโยเกิร์ตจะช่วยรักษาสมดุลในลำไส้ระบบย่อยอาหารและช่วยลดอาการท้องผูกแถมช่วยสลายพุงไปในตัวได้ด้วยนะแต่จะให้ดีควรเป็นโยเกิร์ตที่ได้จากธรรมชาติและมีไขมันต่ำนะคะ มะเขือเทศ มะเขือเทศเป็นอีกอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสลายไขมันและพุงและหาไม่ยากสามารถใช้ประกอบอาหารได้ทั้งทอดและยำทานได้ทั้งสดและที่ทำสุกแล้วเป็นพืชที่มีประโยชน์ทั้งระบบขับถ่ายและบำรุงผิวพรรณค่ะ ธัญพืชธัญพืช ธัญพืชพิมมี่มีไขมันต่ำมีแต่สุขภาพและช่วยสลายไขมันจะเป็นธัญพืชที่ขัดสีน้อยเช่น ข้าวกล้อง  ข้าวโอ๊ต เมล็ดทานตะวัน งา ธัญพืชเหล่านี้จะมีแร่ธาตุและวิตามินในปริมาณที่สูงกว่าปกติ เช่น วิตามิน B แมกนีเซียมและสารอาหารอื่น ๆ หลังธัญพืชมีผลดีต่อสุขภาพที่จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด ผักสีเขียว ผักสีเขียวนี้เป็นสุดยอดอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีไขมันต่ำและมีกากใยสูงทำให้ช่วยป้องกันอาการท้องผูก  มีผลทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ดี แถมยังมีวิตามินเอ และแคลเซียม เช่น คะน้า ผักบุ้ง  บร็อคโคลี่ เนื้อปลา ในเนื้อปลาจะมีไขมันที่ต่ำ เป็นอาหารรายการแรก ๆที่ คนรักสุขภาพรักความสุขและคนที่กำลังคิดจะลดน้ำหนักเพื่อเป็นอาหารในแต่ละมื้อปลามีทั้งโปรตีนวิตามิน ฟอสฟอรัสมีแคลอรี่และย่อยง่ายจึงจะเป็นอาหารไขมันต่ำที่ได้รับความนิยมที่สุด กุ้ง กุ้งที่เปลือกของกุ้งมีสารชนิดหนึ่งที่สรรพคุณคล้ายกับไฟเบอร์ทำหน้าที่ดักจับไขมันในร่างกายและขับถ่ายออกมาในเนื้อกุ้งเมียมีโปรตีนที่สูงแถมไขมันต่ำ หอยนางรม หอยนางรมก็ติดชาร์ตสำหรับผู้ที่ต้องการสลายพุง วิธีรับประทานแม่ย่าแนะนำให้คุณลองบีบมะนาวลงไปเพียงเล็กน้อยและรับประทานทั้งสดๆแต่อย่าทานมากเกินไปเพราะหอยนางรมมีคลอเรสเตอรอลในระดับที่สูงอาจมีผลต่อร่างกายได้ค่ะ  จากที่เล่าสู่กันฟังด้านบนแล้วนั้น […]

นักจิตวิทยากับจิตแพทย์ทำงานแตกต่างกันอย่างไรในการรักษาคน?

ramswaroop1

            ในเวลาที่คุณเครียด ท้อแท้ และหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้จนส่งผลให้สุขภาพจิตของตัวเองเกิดปัญหาจนเรื้อรังก็ย่อมต้องควรหาใครสักคนที่จะช่วยแนะนำคุณได้ แต่มันก็น่าสับสนตรงนี้ล่ะ เราควรจะไปพบใครดี นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์? บางคนก็ยังงงอยู่เลยว่าอ้าว? ทั้งสองอาชีพนี้ไม่เหมือนกันหรือ นักจิตวิทยากับจิตแพทย์มีวิธีการรักษาคนที่แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปไขข้อสงสัยกัน การรักษาของนักจิตวิทยา             นักจิตวิทยา เป็นบุคคลที่ทำงานรักษาและบำบัดสุขภาพจิตรวมถึงให้คำปรึกษาในเรื่องราวต่าง ๆ แก่ชีวิตของคนที่มาเข้ารับการรักษาเพื่อให้เขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพเหมือนคนทั่วไป ซึ่งเราจะไม่ขอเรียกผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษากับนักจิตวิทยาว่า “ผู้ป่วย” เพราะนักจิตวิทยาไม่ใช่แพทย์โดยตรง การรักษาก็จะมีความแตกต่างจากจิตแพทย์ตรงที่นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยวิธีการทางธรรมชาติผ่านการเล่า พูดคุย หรือทำกิจกรรมร่วมกับตัวนักจิตวิทยาเป็นการส่วนตัว หรืออาจมีนัดทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ แลกเปลี่ยนเรื่องราวความทุกข์ของกันและกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ระบาย และหาทางแก้ไขร่วมกัน หรือทำกิจกรรมผ่อนคลายเพื่อสุขภาพจิตจะได้รับการบำบัดไปพร้อมกับสุขภาพกาย ได้ออกข้างนอกรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น ใช้ชีวิตสนุกสนานตามกระบวนการรักษาจนจบขั้นตอนเมื่อผู้รับการบำบัดมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วยตัวเอง ควบคุมอารมณ์ และสามารถเข้าใจตัวเองได้ดีแล้วก็ไม่ต้องมาพบนักจิตวิทยาอีก พูดง่าย ๆ ก็คือ นักจิตวิทยาจะไม่ใช้ยาในการรักษาใด ๆ เลย การรักษาของจิตแพทย์             นักจิตแพทย์มีหน้าที่รักษาและบำบัดสุขภาพจิตของคนเหมือนกับนักจิตวิทยา เพียงแต่จิตแพทย์มุ่งเน้นศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะทางมากกว่าและใช้ยาในการรักษาเพื่อให้กระบวนการบำบัดมีความคล่องตัวและรวดเร็ว มีการนัดพูดคุยผลการใช้ยาและอารมณ์จิตใจของผู้ป่วยเป็นระยะเพื่อบันทึกการพัฒนาสุขภาพจิต ดูว่าควรจะลดหรือเพิ่มตัวยาไหนให้เหมาะกับสารเคมีในสมองของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งการรักษาและบำบัดของจิตแพทย์ก็มักจะทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ดีจนเหมือนปกติ แต่เมื่อใดที่ขาดยา อาการก็อาจจะกลับมาได้อีกครั้ง             สำหรับเราคิดว่า การรักษาและบำบัดด้วยกิจกรรมดูจะปลอดภัยและทำให้ผู้ที่มีผลกระทบทางสุขภาพจิตสามารถเข้าใจตัวเอง […]

จงรักสุขภาพของคุณก่อนที่ Office Syndrome จะถามหา

ramswaroop1

            เชื่อว่าคนทำงานอย่างคุณน่าจะมีประสบการณ์ทำงานอยู่แต่กับโต๊ะทำงานของตัวเองทั้งวัน แทบไม่ได้ลุกออกไปไหนเลย นอกจากเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน บางทีก็อาจนั่งอยู่กับโต๊ะจนล่วงเลยมาดึกดื่นก็ยังคงทำงานไม่หยุดซึ่งมักเจอในรูปแบบของคนที่ทำงานออฟฟิศหรือฟรีแลนซ์ ถ้าคุณเป็นหนึ่งในรูปแบบนั้นระวัง Office Syndrome จะถามหานะคะ Office Syndrome คืออะไร?             Office Syndrome คือโรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณหลังโดยมาจากการนั่งทำงานหรือการอยู่ในอิริยาบถเดิมตลอดเวลา ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนอิริยาบถท่าทางใด ๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมงซึ่งหากปวดแล้วยังคงปล่อยไว้ก็อาจมีอาการปวดมากขึ้นจนกลายเป็นเรื้อรังและตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนอื่นได้ เช่น เอ็นรัดข้อมืออักเสบกดทับเส้นประสาท ,กล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ ,ความผิดปกติของความตึงตัวของเส้นประสาท ,เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ เป็นต้น สาเหตุของ Office Syndrome             Office Syndrome มีสาเหตุมาจากการอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นประจำหรือติดต่อกันหลายชั่วโมงทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่หลังเกิดความตึงจนเจ็บปวดบริเวณหลัง รวมถึงการนั่งที่ผิดวิธีตามความเคยชินของตัวคุณเองก็อาจเป็นสาเหตุของ Office Syndrome ด้วยนะคะ อาการของ Office Syndrome             ผู้ที่เป็น Office Syndrome จะมีอาการปวดแบบบีบหนักและชาตามสะบัก ไหล่ หลัง […]

รวมผักผลไม้บำรุงสายตา ยุคโซเชียล เพื่อมนุษย์ติดจอ!

ramswaroop1

คุณกำลังใช้สายตามากเกินไปหรือเปล่า?  เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นหลายคนต่างก้มหน้าก้มตาเล่นโซเชียล และ ทำงานผ่านมือถือและจอคอมพิวเตอร์กันอยู่เสมอ… โดยเฉพาะชาวออฟฟิศทั้งหลาย และอาจรวมถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอต่อวันเป็นระยะเวลานาน ๆ ทำให้ต้องเผชิญกับแสงสีฟ้า จนทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวอ่อนล้าได้ วันนี้เราจึงมีอาหารเสริมที่อยู่ใกล้ตัวที่มีรสชาติอร่อย แถมยังมีสรรพคุณในการช่วย “บำรุงสายตา” มาฝากกันค่ะ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จำพวกที่มีสีแดงโกจิเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่  เปรียบเหมือนคลังเเสงของเหล่าวิตามินที่ช่วย บำรุงสายตา เลยล่ะค่ะ  เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ  วิตามินซี   ป้องกันความเสียหายจากเเสง  UV  ช่วยลดความเสื่อมของกระจกตา   ช่วยปกป้องเซลล์ดวงตาไม่ให้ถูกทำลาย   ลดความเสี่ยงต้อกระจกเเละป้องกันการเกิดต้อหินได้ ฟักทอง เป็นกลุ่มของพืชผักที่มีสีเหลือง มีสารซีแซนทิน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูง มีสรรพคุณหลายอย่างที่ช่วย“บำรุงสายตา” และปกป้องดวงตา สารเหล่านี้ทำหน้าที่ดูดซับแสงส่วนเกินและป้องกันไม่ให้แสงทำลายเลนส์ตาของคุณ ทำให้ช่วยลดความเสื่อมสภาพของเซลล์ในลูกตาจากการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรติน่า และฟักทองนอกจากจะช่วย “บำรุงสายตา”  ยังมีคอลลาเจนตามธรรมชาติที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งผ่องใสด้วยนะคะ  เเครอท แครอท อีกหนึ่งที่ช่วย “บำรุงสายตา”  จัดเป็นกลุ่มอาหารสีส้ม ที่ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลายจากเเสงเเดด เเละ รังสีอันตรายต่างๆป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน ช่วยส่งเสริมการทำงานของจอประสาทตา ไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันสมควรเพราะมีลูทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ จึงช่วย […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me