เปลี่ยนตัวเองเป็นคนคิดบวก

ramswaroop1

วิธีการคิดบวกนี้เป็นวิธีที่ได้รับการทดลองจากอาสาสมัคร ของผู้ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเปลี่ยนตัวเองให้คิดบวก ที่ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Psychology ในปี 2006 ที่ได้เปิดเผยว่า คนในโลกนี้ถูกแบ่งเป็น2 ประเภท คือพวกที่ไม่ค่อยคิดอะไร กับ พวกที่คิดมาก ซึ่งเป็นนิสัยที่แตกต่างกันมาก  แต่เมื่อทำการวิเคราะห์นิสัยของคนทั้งสองกลุ่มกลับพบว่า พวกเขามีวิธีการจัดการกับอารมณ์ด้านลบ ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเองคือ หาสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข ซึ่งวิธีที่ทำให้ตัวเองมีความสุขมีดังต่อไปนี้ 1.ไม่ตัดสินสิ่งต่างๆจากสิ่งที่เห็น คือการไม่ตัดสินผู้อื่นจากภายนอก  เนื่องจากภายนอกที่เห็นไม่ได้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเขาเป็นแบบนั้นเลย เราต้องลองเรียนรู้และทำความเข้าใจ แล้วค่อยตัดสิน ความคิดบวกต้องเริ่มจากความรู้สึกที่เป็นกลางก่อน ไม่ใส่ความรู้สึกส่วนตัวเรา หรือความอติส่วนตัวเราลงไปด้วย เช่น การพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน ถ้าต้องเลือกปรับเงินเดือนให้กับพนักงาน2คนที่ผลงานดีเท่ากัน แต่การปรับขึ้นเงินเดือนที่ไม่เท่ากัน เพราะว่าเราชอบอีกคนมากกว่า แบบนี้ถือว่าเราใส่ความรู้สึกส่วนตัวแล้วอคติกับอีกคน  โดยเราต้อง ไม่ลืมว่าการคิดบวกไม่มีถูกหรือผิด คือการคิดพิจารณาจากสิ่งที่เห็นตามสภาพการณ์ 2.ผูกมิตรกับคนที่คิดบวกและร่าเริง ต้องยอมรับว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการเข้าสังคม การผูกมิตรกับเพื่อนที่มีความคิดที่ดี ร่าเริง สนุกสนาน ไม่จริงจังกับชีวิตมากจนเกินไป จากผลการวิจัยส่วนใหญ่เปิดเผยว่า ความเครียดสามารถส่งต่อหากันได้ โดยผู้รับจะค่อยๆเปลี่ยนทัศนคติไปทีละเล็กน้อยจนสังเกตเป็นพฤติกรรมได้ เพราะสภาพแวดล้อมนั้นมีผลต่อพฤติกรรมโดยตรงของมนุษย์ หากเราต้องการเริ่มคิดบวกให้หามิตรที่มองโลกในแง่บวกและร่าเริงกว่าคนที่ใช้ชีวิตจริงจัง 3.เป็นคนยืดหยุ่น […]

5วิธีพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น

ramswaroop1

คนเก่งในวันนี้อาจเป็นคนธรรมดาในวันหน้าหมายถึงว่าในขณะที่โลกหมุนและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆหากไม่มีการพัฒนาให้ก้าวตามยุคสมัยจากคนที่เคยเก่งเคยนำหน้าคนอื่นอาจจะถูกแซงจากคลื่น ลูกใหม่ ดังนั้นไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม พนักงานบริษัท เจ้าของธุรกิจ หรือมหาเศรษฐีสิ่งที่เราไม่ควรหยุดคือการพัฒนาตนเองตลอดเวลาแม้หลายคนจะบอกว่าไม่จำเป็น แต่เถ้าเป็นคนที่ล้าหลังคนอื่น ก้าวตามคนอื่นไม่ทันก็จะกลายเป็นช่องทางทำให้คนฉลาดกว่าเอาเปรียบเราได้ด้วยเหตุนี้ลองมาดู 5 วิธีพัฒนาตนเองว่ามีอะไรบ้าง 1 รับฟังคำวิจารณ์แบบตรงไปตรงมาจากคนรอบข้าง บางครั้งการถูกชมและการถูกรายล้อมด้วยการประจบสอพลอก็เป็นการหยุดพัฒนาตนเองได้เช่นกันเพราะคนเหล่านี้จะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าแท้จริงแล้วตัวเรามีข้อบกพร่องอย่างไร เนื่องจากเวลาทำอะไรแล้วคนอื่นบอกว่าดี บอกว่าสุดยอด มันทำให้เราหยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง ทางที่ดีเราควรรับฟังคำวิจารณ์เอาแบบตรงไปตรงมาบางครั้งอาจจะเป็นถ้อยคำที่รุนแรงไปบ้างแต่ก็ถือเป็นคำพูดที่ทำให้เรามองเห็นความบกพร่องของตนเองได้เป็นอย่างดี อย่าคิดว่าเป็นคำพูดรุนแรงทำร้ายจิตใจ แต่คำติเตียนก็เป็นการบอกข้อบกพร่องของเราได้เป็นอย่างดี ทำให้เราแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นและเกิดการพัฒนาตนเอง 2.มองโลกให้กว้างถ้าอยากพัฒนาตนเอง ต้องรู้จักมองคนที่อยู่ไกลกว่าตัวเราเอง ไม่ใช่มองคนที่อยู่รอบตัวแต่มองผู้คนที่ประสบความสำเร็จเป็นหัวหน้า เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ แต่หากจะไปให้ไกลควรคนมองให้ไปถึงระดับเจ้าของบริษัท เจ้าของกิจการร อย่าพอใจกับการมองในแบบสภาพแวดล้อมที่เราเคยรู้จัก มองและยอมรับกับสิ่งที่อยู่ไกลออกไปอาจเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยไม่เคยคิดว่าจะทำได้หรือไปถึงแต่สิ่งเหล่านี้หากรู้จักและเปิดหูเปิดตาและกล้าที่จะลงมือทำ ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นในการพัฒนาตนเองที่ดี 3.พยายามอยู่ร่วมกับคนที่เก่งกว่าเรา ลำพังการรู้จักข้อบกพร่องในตนเอง มีเป้าหมายที่ใหญ่ระดับโลกแต่สิ่งเหล่านี้อาจจะยังไม่เพียงพอต่อความสำเร็จหากแต่ยังไม่ลงมือทำจริง ซึ่งเราเองอาจคิดว่าเราฉลาด เก่ง มีความสามารถ แต่ขอให้เราลองไปอยู่ในกลุ่มคนที่เก่งๆ บางทีเราอาจจะรู้ได้เลยว่าความรู้ ประสบการณ์ ที่เรามี นั้นเป็นเพียงส่วนน้อยนิด เปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้เลย จุดนี้จะยิ่งทำให้เราพยายามพัฒนาตนเองให้ทัดเทียมเท่ากับคนอื่น รวมถึงการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้จากคนเก่งเหล่านั้น ให้เป็นเป็นประโยชน์ต่อตนเอง เช่น ต้องการอยากทำร้านอาหารเป็นของตนเองก็ลองหาเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านอาหารหรือคนที่มีกิจการด้านอาหารเหล่านี้  เข้าร่วมกับกลุ่มสนทนาในโซเชียล หรือหากมีโอกาสได้สังสรรค์กับคนกลุ่มนี้ก็ควรเข้าร่วม เพราะเป็นเส้นทางสำคัญที่จะนำเราไปสู่การพัฒนาตนเองได้ดีขึ้น 4.รู้จักสร้างกำลังใจให้ตนเอง […]

10 อันดับเรื่องแปลกในอดีตที่ทำกันจนเป็นปกติ

ramswaroop1

1.ใช้โคเคนรักษาโรค ในอดีตผู้คนมีความเชื่อว่ามีฤทธิ์รักษาไข้และปวดฟัน ถึงขนาดมีขายตามร้านขายยา และหาซื้อง่ายยิ่งกว่าลูกอม แถมยังเอามาเป็นยากล่อมประสาทสำหรับเด็กอีกด้วย 2.สวนของฤๅษี แค่ฟังชื่อก็แปลกแล้ว แต่มันคือสวนของฤๅษีจริง ๆ เป็นรสนิยมแปลก ๆ ของเศรษฐีในศตวรรษที่ 18 พวกเขาจะเลี้ยงฤๅษีไว้ในสวนส่วนตัวของตัวเองเพื่อเอาไว้ดูเล่นและเป็นเหมือนของสะสม และฤๅษีเหล่านั้นก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ตัดผมหรือตัดเล็บอีกด้วย 3.ของเล่นกัมมันตภาพรังสี ในปี 1950 ของเล่นชิ้นนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก มันถูกตั้งชื่อว่า “เครื่องสร้างดัมมันตภาพรังสี” โดยในกล่องบรรจุไปด้วยแร่พอโลเนียมและแร่ยูเรเนียม ซึ่งเป็นสารที่สามารถปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมาได้ โดยของเล่นนี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้อย่างสนุกสนาน แต่อันตรายขนาดนี้ใครจะไปซื้อให้ลูกเล่นล่ะเนี่ย 4.สวนสัตว์มนุษย์ เบลเยี่ยมในปี 1958 นั้นถือว่าเป็นยุคที่การเหยียดสีผิวและเชื้อชาติถือว่ารุนแรงและป่าเถื่อนเป็นอย่างมาก สวนสัตว์มนุษย์คือข้อพิสูจน์ โดยสวนสัตว์นี้จะเหมือนกับสวนสัตว์ทั่วไปเด๊ะ ๆ เพียงแต่เปลี่ยนจากแสดงสัตว์เป็นจับคนมาแสดง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวแอฟริกาหรือชาวเอเชีย 5.แพทย์มักจะแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์สูบบุหรี่ ในปัจจุบันเรารู้ดีอยู่แล้วว่าการสูบบุหรี่นั้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นพิษต่อคนท้อง แต่มันเป็นมิตรกับลูกในท้องและทุกคน มันมีข้อเสียมากมาย แต่กระนั้นเมื่อ 70 ปีที่แล้วได้มีแพทย์ชาวอเมริกันแนะนำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์สูบบุหรี่เพื่อแก้อาการท้องผูก 6.คอลเลคชั่นสะสมชิ้นส่วนมนุษย์ ในอดีตการสะสมชิ้นส่วนของมนุษย์ที่เป็นเรื่องปกติสุด ๆ เปรียบเสมือนการเก็บถ้วยรางวัลยังไงอย่างงั้น โดยเฉพาะนายทหารที่มักจะสะสมหัวกะโหลกของศัตรู แม้แต่สัปเหร่อก็มักจะขโมยชิ้นส่วนกระดูกของมนุษย์มาสะสมบ่อย ๆ 7.บริการทัวร์ชมโรงพยาบาลจิตเวช ในอดีตโรงพยาบาลจิตเวชถือว่าใช้ค่ารักษาแพงมาก […]

อาหารบำรุงสมอง

ramswaroop1

สมอง คืออวัยวะที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในขณะที่เคลื่อนไหวหรือแม้แต่การนอนหลับนิ่งๆ สมองยังสั่งการและควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนสมองของเราจะต้องเกิดความอ่อนล้า ดังนั้นเราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของระบบประสาทและสมองแล้วอาหารที่มีประโยชน์กับสมองของเรามีดังต่อไปนี้ 1.กลุ่มอาหารประเภทผัก -ผักโขม  ผักโขมมีประโยชน์ต่อเซลล์ประสาทและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับตัวรับส่งข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทเพราะมีเอมไซม์ที่มีประโยชน์ และดีต่อระบบความจำเพราะมีกรดโฟลิกสูง และนักวิจัยพบว่าการที่เราทานผักโขมร่วมกับผักใบเขียวชนิดอื่นๆเป็นประจำจะช่วยลดอาการความจำเสื่อมได้ -พืชตระกูลถั่ว ถั่วมีหลากหลายชนิดอันได้แก่ วอลนัท แมคคาเดเมีย อัลมอนด์ และถั่วลิสง ถั่วเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งรวมโปรตีนชั้นดีมีไฟเบอร์สูงและมีไขมันดีปริมาณมาก และยังเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ช่วยทำให้เรากระฉับกระเฉงมากยิ่งขึ้น ขณะที่โปรตีนและไขมันช่วยทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลเกิดความสงบและสร้างความผ่อนคลายและนอกจากนั้นยังมีวิตามินอีที่สำคัญต่อกระบวนการจำและความคิด -แปะก๊วย จัดเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคสมองเสื่อมอาการหลงๆลืมๆช่วยบำรุงเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงสมองหากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอจะทำให้สมองฝ่อและเสื่อมสมรรถภาพไปในที่สุดและยังรักษาโรคซึมเศร้าอีกด้วยการรับประทานสดๆจะได้ประสิทธิภาพที่มากกว่า 2. อาหารประเภทผลไม้ -ผลไม้รสเปรี้ยวและกลุ่มตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นอกจากมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณและดวงตาแล้ว ยังเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงสมองอีกด้วยได้แก่ สตอเบอรี่ บลูเบอรี่ เชอรี่ เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตที่ไปเลี้ยงสมองช่วยปรับความดันโลหิตให้สมดุล มีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซีสูงช่วยเพิ่มระบบ ไอคิวและป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น ช่วยเพิ่มเซลล์ประสาทให้มีความจำที่ดีขึ้น และบลูเบอร์รี่สดมีประสิทธิภาพต่อความจำระยะยาว -แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่มีสารสื่อประสาท อะเซติลโคลีน ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทำให้สมองตื่นตัวและลดการติดเชื้อของเซลล์ประสาทอันเป็นสาเหตุของเซลล์ประสาทที่ตายแล้วและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดอาการหลงลืม สับสน และอารมณ์แปรปรวนง่าย -มะเขือเทศ นอกจากเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณแล้ว ในมะเขือเทศนั้นจะมีไลโคปีนที่ช่วยป้องกันอาการหลงลืมและถ้าเรานำมะเขือเทศไปผ่านความร้อนแล้วจะทำให้ไลโคปีนเพิ่มขึ้นและยังมีส่วนช่วยป้องกันอาการวิกลจริตด้วย 3.กลุ่มอาหารประเภทเนื้อสัตว์ -ปลาทูน่า สัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่มีโอเมก้า 3 และ […]

อยากพัฒนาตัวเองต้องไม่มี 5 ทัศคตินี้

ramswaroop1

เราเคยมีความรู้สึกไหมว่าทำไมคนอื่นถึงพัฒนาตัวเองได้ไวกว่าเพราะอะไรเขาถึงประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำ หรือเคยสงสัยไหมว่าทำไมตัวเราเองถึงย้ำอยู่กับที่ไม่มีการพัฒนาตัวเองเลย ถ้าสงสัยเราลองว่าเช็คลิสต์กันเลยว่าเรามีทัศนคติแบบนี้อยู่หรือไม่ 1.ทัศนคติที่ดูถูกตัวเอง คือคนที่มีความคิดที่บอกกับตัวเองว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทำไม่ได้ทั้งๆที่เรายังไม่ได้ลงมือทำ มันจึงทำให้พลาดโอกาสหลายๆอย่างที่เข้ามาเพียงเพราะเราไม่ได้ลองเปิดใจให้โอกาสตัวเองได้ลองทำ ทำให้ตัวเราเองไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้การที่เราจะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เราต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้ให้โอกาสตัวเองได้เจอกับสิ่งใหม่ๆ ส่วนเราจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้หรือไม่มันก็ต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทน แต่ถ้าหากเราลงมือทำแต่ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้มีการพัฒนาตัวเองแล้วจากที่ไม่ลงมือทำแต่เปิดใจที่จะลงมือทำมัน 2 ทัศนคติผลัดวันประกันพรุ่ง หลายคนคงมีทัศนคติแบบนี้เพียงไม่กี่เหตุผล เช่น ที่ไม่อยากทำในตอนนี้เกิดจากเมื่อยล้าในแต่ละวันจึงทำให้ผลัดวันเลื่อนการทำสิ่งนั้นแต่ก่อน ไม่มีการวางแผนจัดลำดับความสำคัญของงาน เป็นต้น พอถึงเวลาทำก็ทำสิ่งแบบเร่งรีบ ทำให้ผลงานที่ออกมาไม่ดีและไม่เกิดการพัฒนา หรือทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันเพราะไม่มีการจัดลำดับงาน วิธีที่ง่ายๆคือเราต้องลงมือทำมันโดยทันทีแต่เป็นการลงมือทำอย่างตั้งใจคิดไว้เสมอว่าสิ่งที่ทำมันคือคุณภาพที่บ่งบอกถึงตัวเราเองหรือวางแผนจัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละอย่างจะได้ไม่เหนื่อยหรือสับสนมากจนเกินไป 3.ทัศนคติมองคนจากภายนอก ทัศนคตินี้ถ้ามีในตัวจะทำให้เราพลาดโอกาสในการทำความรู้จักกับคนใหม่ๆทัศนคติใหม่ๆเพียงเพราะเราตัดสินเขาจากภายนอกเช่น หน้าตา ฐานะ การแต่งตัว เป็นต้น ซึ่งทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งบางคนแต่งตัวดีทัศนคติในการใช้ชีวิตอาจจะแย่มากๆหรือในบางคนที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยแต่มีทัศนคติในการใช้ชีวิตที่ดีมากๆแบบนี้เราก็จะได้เพื่อนที่เพิ่มมาอีกหนึ่งคน หากเราอยากได้เพื่อนที่ดีเราควรให้ความจริงใจในการคบหาได้ลองคุยทำความรู้จักกันก่อนแล้วค่อยตัดสินเขาอย่าตัดสินเขาจากภายนอก 4.ทัศนคติหลงกับทุกเรื่อง ทัศนคติแบบนี้จะทำให้ตัวเองหาความสุขไม่ได้และไม่เกิดการพัฒนาให้กับตัวเองเพราะมองทุกอย่างเป็นเรื่องของโชคชะตาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันเป็นเรื่องโชคร้ายเราก็จะรอ แต่ให้โชคดีเข้ามาโดยที่เราไม่ยอมลงมือทำและไม่ยอมพัฒนาให้ตัวเองให้ดีขึ้นกับการที่เราอยู่ใกล้ชิดกับคนที่คิดลบมากๆเราจะทำรู้สึกคิดลบตามไปด้วย ทางแก้คือ เราต้องเติมพลังบวกให้กับตัวเองและไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่รายล้อมด้วยคนคิดลบ 5.ทัศนคติการยึดติดกับสิ่งเดิมๆ คือเราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถอยู่กับสิ่งเดิมๆได้ตลอดไป การที่เรายึดติดกับสิ่งเดิมๆที่เราเคยได้มาและไม่รู้จักหาใหม่หรือเพิ่มพูนทักษะ ที่มีให้ดียิ่งขึ้นเราก็จะเป็นคนที่ไมเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คนเราจะพัฒนาตัวเองได้ เราก็ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและเพิ่มพูนทักษะตัวเองที่มีอยู่ให้เกิดการพัฒนา และนี่คือ5 ทัศนคติที่ทำให้ตัวเองไม่เกิดการพัฒนา ถ้าเราอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่านี้ เราต้องปรับทัศนคติเหล่านี้ให้ได้ เชื่อเถอะครับยังไงก็มีความเปลี่ยนแปลง ไม่มากก็น้อย ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงใครบอกว่าแต่ขึ้นอยู่กับคุณลงมือทำแล้วหรือยัง […]

หน้ากากอนามัย ทิ้งยังไงให้ถูกวิธี

ramswaroop1

สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ ทุกวันนี้เราใส่หน้ากากอนามัยแทบจะเป็นชีวิตประจำวันแล้ว ต้องใส่ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้อื่น ซึ่งหน้ากากอนามัยก็มีหลายประเภทที่แตกต่างกัน แต่ที่เห็นใช้หลัก ๆ ก็จะมีแค่แบบผ้า กับ แบบกระดาษ ที่เราเห็นได้ตามทั่วไป พอพูดถึงเรื่องหน้ากากอนามัยแบบกระดาษแล้ว เราก็จะใช้แค่ครั้งเดียวแล้วทิ้งเลย ซึ่งมันง่ายกว่าแบบผ้ามาก ๆ เพราะหน้ากากแบบผ้า เราก็ต้องซักแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ แล้วก็ใช้วนไป กลับมาที่เรื่องหน้ากากแบบกระดาษ ตอนที่เราใช้เสร็จแล้วทิ้ง เพื่อน ๆ รู้วิธีการทิ้งของมันหรือไม่?? แน่นอนว่าบางก็รู้ บางคนก็ไม่รู้ ซึ่งมันไม่เป็นไรค่ะทุกคน วันนี้เราเลยจะมาบอกเพื่อน ๆ กันว่า การทิ้งหน้ากากอนามัยแบบกระดาษ เราต้องทำยังไงกันบ้าง แล้วทำไมถึงต้องรู้วิธีการทิ้งด้วย ไปดูกันเลยค่ะ 1. ก่อนเราจะถอดหน้ากากอนามัยนะคะ เราต้องล้างมือก่อนที่จะถอด 2. ใช้มือทั้งสองข้างของเราจับที่สายรัดค่ะ แล้วดึงหน้ากากออกมากเป้นแนวตรงนะ พยายามไม่ให้โดนสัมผัสด้านหน้าของหน้ากากอนามัย เพราะตรงนั้นคือแหล่งเชื้อค่ะ 3. จับที่ขอบของหน้ากากอนามัย แล้วพับครึ่ง แต่ตรงส่วนนี้ต้องเก็บส่วนที่สัมผัสร่างกายให้อยู่ด้านในนะคะ 4. พับครึ่งอีก 2 […]

5วิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเอง

ramswaroop1

ในแต่ละวันเราต้องเจอกับเหตุการณ์ต่างๆที่เข้ามามีผลกระทบต่อสภาพจิตใจและร่างกาย ไม่ว่าจะเข้ามา บั่นทอนทำให้รู้สึกท้อแท้และหมดหวัง หรือไร้ค่าในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความรัก และอื่นๆ และสิ่งที่ทำให้เราก้าวต่อไปได้คือกำลังใจและกำลังใจที่ดีนั้นต้องเริ่มมาจากตัวเราเองก่อน และวิธีการสร้างกำลังใจให้กับตัวเองมีอะไรบ้างไปดูกันเลย 1.หมั่นชมตัวเองบ่อยๆ กล่าวชมตัวเองเมื่อทำสิ่งที่ดีๆหรือเมื่อทำงานสำเร็จ โดยไม่ต้องรอคำชมจากใครก่อน และระหว่างที่เรากล่าวชมตัวเองนั้น ต้องยิ้มให้กับตัวเองเสมอเพราะการยิ้มมันบ่งบอกถึงว่าเรากำลังมีความสบายใจ เมื่อเราเกิดความสบายใจ สมองจะหลั่งสารเอนโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขนั้นเอง 2.หาข้อดีให้กับตัวเอง การหาข้อดีให้กับตัวเองเป็นการสร้างกำลังใจให้กับตัวเราเองทำให้เรารู้สึกมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อดีของเรานั้นคือสิ่งที่หาได้ง่ายๆที่มีอยู่ในตัวเราเอง เช่น การมีน้ำใจ มีความเสียสละ มีความมานะอดทน มีความร่าเริงสร้างความสุขให้คนรอบข้าง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือข้อดีทั้งหมดที่จะเป็นตัวสร้างกำลังใจให้กับตัวเราเอง 3. ให้อภัยตัวเอง ทุกคนสามารถทำสิ่งต่างๆผิดพลาดกันได้ทุกคน แต่ถ้าหากทำผิดพลาดแล้ว ห้ามซ้ำเติมตัวเองมันเป็นการสร้างความบั่นทอนให้กับตัวเอง อย่ากลับไปทำซ้ำอีก และให้ถือเป็นบทเรียนที่ดีในการดำรงชีวิตต่อไป สิ่งที่เราทำผิดพลาดนี้จะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น 4. หากิจกรรมประจำทำ กิจกรรมง่ายๆที่หาทำได้ทั่วไป เช่น วิ่งออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน ฟังเพลง เล่นเกม อ่านหนังสือ กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เราอยู่กับตัวเองมากขึ้นและระหว่างการทำกิจกรรมเหล่านี้เราจะเกิดความเพลิดเพลินผ่อนคลายมันเหมือนเป็นการชาร์จแบตเตอร์รี่ให้กับตัวเอง 5.เข้าร่วมกลุ่ม การเข้าร่วมกลุ่มของคนที่มีจุดสนใจเดียวกันจะช่วยสร้างกำลังใจให้เราเป็นอย่างดี เช่น เข้าร่วมกลุ่มเพื่อออกกำลังกายลดน้ำหนัก เข้ากลุ่มทำอาหาร […]

ผิวสวยในทุกสีผิว หยุดความคิดว่าความขาวคือความสวย

ramswaroop1

ในปัจจุบันนี้ธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมความงามทั้งหลาย มักคิดค้นและสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวจำกัดความของ ผิวสวย หรือที่ผิวที่มีสุขภาพดีจะต้องเป็นผิวที่ขาวใส อีกทั้งยังมีการใช้สื่อออนไลน์ต่าง ๆ มากมาย เป็นสื่อกลางในการกระจายและปลูกฝังแนวคิดและความหมกมุ่นในการจำกัดความที่ว่าผิวขาวนั้นเท่ากับสวย เพื่อหวังขายสินค้าและกอบโกยรายได้ให้กับแบรนด์และธุรกิจนั้น ๆ หากแต่ลืมคิดถึงผลกระทบที่ตามมาคือ อาการที่ผู้คนนั้นมีความหมกมุ่นและเสพติดในเรื่องของสีผิว จนเกิดเป็นอาการคลั่งความขาว ถูกต้องแล้วหรือที่คนเราจะมาแบ่งแยกกันเองเพียงเพราะค่านิยมและความเชื่อในเรื่องสีผิวที่แตกต่างกัน                สำหรับบ้านเราและอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วทุกมุมโลกนั้น ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่ยอมละทิ้งค่านิยมและความเชื่อเก่า ๆ ที่ว่า ผู้หญิงขาวนั้นคือผู้หญิงสวย หรือ คนดีและคนที่ดูน่าเชื่อใจนั้นจะต้องเป็นคนผิวขาว จนส่งผลให้เกิดการเลือกกระทำกับมนุษย์ที่มีสีผิวหรือชนชั้นที่แตกต่างกับค่านิยมและความเชื่อของกลุ่มคนเหล่านั้นจนมองว่าการกระทำที่ไร้จิตใจเช่นนั้นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ถึงแม้โลกของเราทุกวันนี้กำลังต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยมเหล่านั้นแต่ก็ยังไม่ได้ทำให้แนวคิดและความเชื่อเช่นนี้หายไปจนหมด จนลืมไปว่า ผิวสวย นั้นก็คือผิวที่มีสุขภาพดี ไม่ว่าคุณจะมีผิวในลักษณะแบบไหน และไม่จำเป็นว่าจะต้องมีผิวขาวหรือไม่ ผิวที่ดีจะเกิดจากการที่ได้รับการดูแลอย่างดีเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งจากภายในที่ดีเบ่งบานออกมาสู่ภายนอกที่สดใส อันเกิดมาจากการรับประทานอาหารที่มีสุขภาพอีกทั้งการดูแลตนเองเป็นอย่างดี และการมีสุขภาพจิตที่ดีนั้นก็สำคัญไม่น้อย ด้วยมุมมองความคิดในการที่จะรักตนเองและภูมิใจในสิ่งที่ตนเองเป็นอย่างมั่นใจ เพราะไม่ว่าจะมีสีผิวแบบไหน หากแต่เป็นความงดงามที่มาจากธรรมชาติแล้วนั้น นั่นก็คือ ผิวสวย เปล่งประกายที่สุดในแบบที่เป็นคุณ อย่าเอาความคิดของใครมานิยามการใช้ชีวิตและตัวตนอันสวยงามที่แท้จริงของคุณเป็นอันขาด ในหลาย ๆ พื้นที่ทั่วโลกตอนนี้นั้น กำลังมีแนวโน้มไปในทางที่ดีในการสนับสนุนให้ผู้คนมอง ผิวสวย อย่างที่เป็นในทุกสีผิว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ที่จะเปิดโอกาสให้ทุก […]

ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง 5 ข้อนี้ช่วยคุณได้

ramswaroop1

สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออกเป็นตัวของตัวเอง หรือรู้สึกเสียใจกับอะไรบางอย่าง อย่างเราก็เป็นคนนึงที่รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองมาก ๆ ไม่ว่าจะเรื่องการทำงาน เรื่องแต่งตัว หรือหน้าตา เป็นต้น ซึ่งมันไม่แปลกค่ะ เพราะเรื่องความมั่นใจเป็นเรื่องที่ Sensitive มาก ๆ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มันเลยไม่แปลกที่เราจะไม่รู้สึกไม่มั่นใจกับอะไรบางอย่าง เราเลยขอนำหลักง่าย ๆ 5 ข้อจากนักจิตวิทยาที่มีชื่อว่า Guy Winch ผู้ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในการดูแลคนไข้ 5 ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมแล้ว เราไปดูกันเลยค่ะ 1. ใช้การมองโลกในแง่บวกให้เป็นประโยชน์ การที่เราพยายามมองโลกในแง่บวกนั้น จะช่วยให้เราเริ่มมีความเชื่อไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือพูดง่าย ๆ ก็คือคิดเรื่องบวกมากขึ้นค่ะ พอเราคิดว่าเราสามารถทำได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เราก็จะเป็นคนแบบนั้นที่สามารถทำได้ทุกอย่างจริง ๆ มันคือ การคิดอย่างไงก็จะได้แบบนั้น ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ มันก็จะไม่ได้ แต่ถ้าคิดว่าทำได้แล้วล่ะก็ ความสำเร็จนั้นจะมาอยู่ตรงหน้าเพื่อน ๆ […]

เคล็ด ( ไม่ ) ลับ ดูแลผิวหน้า บอกลาความหมองคล้ำสะสมไปได้เลย

ramswaroop1

                     ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ฝุ่นละอองต่าง ๆ รวมไปถึงมลพิษทางอากาศมากมายในบ้านเรา ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ที่จะต้องมีการออกเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา จนไม่มีเวลาและลืมที่จะดูแลตนเอง จนกระทั่งวันหนึ่งที่คุณกลับมาส่องกระจกและพบว่าภาพสะท้อนของใบหน้าด้านหน้าคุณนั้นเต็มไปด้วยฝ้า กระ จุดด่างดำต่าง ๆ และความเหนื่อยล้าที่สะสม นี่คงเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณจะต้องเริ่มดูแลผิวหน้าอย่างจริงจังแล้วละ ดูแลผิวหน้า เริ่มต้นได้ไม่ยาก เพียงเริ่มจากสร้างวินัยเล็ก ๆ ดังต่อไปนี้ ล้างหน้าให้สะอาด ไม่ว่าทั้งวันคุณจะไปทำอะไรมาก็ตาม หลังจากกลับมาจากการไปตะลุยมลพิษต่าง ๆ มาทั้งวันแล้วนั้น ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนหรือทำกิจกรรมอะไรต่อก็ตาม อย่าลืมว่าจะต้องล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้ง ยิ่งถ้าหากสาว ๆ คนไหนแต่งหน้าด้วยแล้ว จะต้องเช็ดเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจดแล้วจึงล้างหน้าทำความสะอาดทุกครั้ง เครื่องสำอางที่อยู่บนผิวหน้าของคุณมาทั้งวันนี่ละ หากไม่ล้างให้ดีจะก่อให้เกิดสิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน เป็นสาเหตุของการเกิดสิวนั่นเอง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิว เพราะปัญหาสุขภาพผิวของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่รักษาได้ตรงจุดและตอบโจทย์กับสภาพผิวหน้าของคุณ สครับผิวหน้าบ้าง ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อเป็นการผลัดเซลล์ผิวที่เสียและเสื่อสภาพของคุณให้หลุดออก เพื่อที่ผิวหน้าจะได้สร้างเซลล์ผิวใหม่ ๆ ขึ้นมา อย่าลืมทาครีมกันแดดเป็นอันขาด ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบ้านก็ควรจะทาครีมกันแดดเพราะในบ้านนั้นก็มีรังสี UV […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me