สมเด็จพระปิยมหาราชกับการปฏิรูปการคลังของบ้านเมือง

ramswaroop1
0 0
Read Time2 Minute, 20 Second

               รูปแบบการปกครองประเทศสยามในสมัยต้นรัชกาลสมเด็จพระปิยมหาราชนั้นยังเป็นระบบจารีตเหมือนที่เคยเป็นมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา คืออำนาจสูงสุดอยู่กับพระเจ้าแผ่นดิน แต่ในทางปฎิบัติพระเจ้าแผ่นดินจะทรงมอบอำนาจให้แก่บรรดาขุนนางในการดูแลหัวเมืองต่างๆ การกระจายการปกครองหัวเมืองแบบนี้เรียกว่าการปกครองแบบกินเมือง การเก็บรายได้ของแผ่นดินเช่นอากรและค่าธรรมเนียมต่างๆ ขุนนางผู้ปกครองหัวเมืองจะจัดให้มีการประมูลเพื่อให้บุคคลนั้นเหมาจ่ายรายได้จากการเก็บอากรให้ส่วนกลาง โดยตนเองก็จะไปจัดการจัดเก็บกันเองตามใจ ผู้ได้รับสิทธิ์ในการจัดเก็บจะถูกเรียกว่านายอากร ส่วนมากจะเป็นพ่อค้าชาวจีน รายได้ที่นายอากรเก็บได้ก็จะถูกแบ่งจ่ายให้บ้านเมืองตามจำนวนเงินที่ประมูลไว้ที่เหลือก็จะเก็บเอาไว้เอง วิธีการแบบนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรและมีการสมคบคิดกับบรรดาขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงทำให้รายได้ของบ้านเมืองรั่วไหล โดยเฉพาะจากบรรดาขุนนางในสายของสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ที่มีอำนาจมากขณะนั้น

               พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชของชาวไทยทรงมีความตั้งใจที่จะปฏิรูปบ้านเมืองมาตั้งแต่ยังทรงเป็นเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์แล้วทรงตั้งใจศึกษาจากตำราของประเทศตะวันตกที่มีความเจริญ แต่ติดขัดตรงที่เมื่อประองค์ทรงขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ใหม่ๆ มีพระชนมพรรษาเพียง 15 ปี ทรงต้องอยู่ใต้อำนาจของสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อทรงมีพระชนมพรรษาครบ 20 ปีและมีอำนาจของพระมหากษัตริย์เต็มที่ จึงทรงดำเนินการตามภาระกิจที่ทรงตั้งใจไว้ เริ่มจากการปฏิรูปทางการคลังทรงตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์เพื่อดูแลเรื่องการจัดเก็บรายได้ให้เป็นระบบและไม่ให้มีการรั่วไหล ทรงตั้งกรมบัญชีกลาง (Royal Audit Office) และสภาที่ปรึกษาแผ่นดิน (Council of State) ทรงออกพระราชบัญญัติพระคลังมหาสมบัติและพระราชบัญญัติงบประมาณ เป็นครั้งแรกที่ประเทศสยามมีการจัดทำงบประมาณรายรับรายจ่ายของแผ่นดิน ทำให้การเงินและการคลังของประเทศมีความเป็นระบบและน่าเชื่อถือมากขึ้น

หอรัษฎากรพิพัฒน์

               การปฏิรูปทางด้านการเงินการคลังของแผ่นดินในสมัยสมเด็จพระปิยมหาราช ทำให้มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์ของแผ่นดิน โดยให้กรมพระคลังข้างที่ซึ่งปัจจุบันคือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่ดูพระราชทรัพย์ส่วนของพระมหากษัตริย์ และการเก็บรายได้ของแผ่นดินจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมพระคลังมหาสมบัติซึ่งปัจจุบันคือกระทรวงการคลัง ภาระกิจการปฏิรูปนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ในการวางระบบการเงินการคลังของชาติให้มีความมั่นคงในเวลาต่อมา

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

      เครดิตภาพ กระทรวงการคลัง และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

#สมเด็จพระปิยมหาราช #ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ #การปฏิรูปการคลัง

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

บิดาของอินเดีย

อินเดียเคยเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มีวัฒนธรรมและอารยธรรมมายาวนาน แต่เมื่อจักรวรรดินิยมจากยุโรปขยายอำนาจเข้ามาล่าอาณานิคมในทวีปเอเชีย อินเดียก็ตกอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 โดยตกเป็นประเทศอาณานิคมภายใต้เครือจักรภพอังกฤษ อินเดียมีผู้สำเร็จราชการคนอังกฤษเป็นผู้ปกครอง บุคคลผู้หนึ่งชื่อโมฮันดาส คาดามจันด์ คานธี เขาเกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1869 ที่เมืองบอมเบย์ เขาเกิดในครอบครัวคนชั้นสูงและได้รับการสนับสนุนในเรื่องการศึกษาโดยเขาถูกส่งไปศึกษาวิชากฏหมายที่มหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษ ขณะที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษเขาเปลี่ยนมาเป็นมังสวิรัตและเริ่มศึกษาคัมภีร์ศาสนาต่างๆ เมื่อเรียนจบกลับมาที่อินเดียเขาได้รับการว่าจ้างให้ไปทำงานด้านกฏหมายที่ประเทศอาฟริกาใต้เป็นเวลา 1 ปี ทนายความชาวอินเดียในประเทศอาฟริกาใต้ เมื่อมาถึงอาฟริกาใต้คานธีพบว่าสังคมที่นั่นเต็มไปด้วยการกีดกันทางเชื้อชาติและการเหยียดสีผิว ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกโยนลงมาจากรถไฟเพราะไปซื้อตั๋วที่นั่งชั้น 1 ที่สำรองไว้สำหรับคนผิวขาว สภาพสังคมที่อาฟริกาใต้ทำให้เขาเกิดความคิดของการประท้วงความอยุติธรรมด้วยการดื้อแพ่งโดยใช้สันติวิธีและเขาได้ตัดสินใจทำงานอยู่ในประเทศอาฟริกาใต้อยู่ถึง 21 ปี และมีส่วนร่วมในการต่อต้านการเหยียดผิวในประเทศนี้ เมื่อกลับมาที่อินเดียเขาเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดตามหลักของศาสนาฮินดู คานธีเปลี่ยนมาใส่ผ้าฝ้ายดิบสีขาวที่ทอด้วยมือและใช้ชีวิตโดยถือพรหมจรรย์เขาเริ่มรณรงค์ให้ชาวอินเดียเข้าใจถึงแนวทางการต่อต้านด้วยความจริงและสันติวิธีที่เขาได้มาจากการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอาฟริกาไต้ที่เรียกว่า”สัตยาเคราะห์” ต่อมานามต้นของคานธีจึงถูกเรียกว่า ”มหาตมะ” รณรงค์ให้ชาวอินเดียต่อต้านอังกฤษ หลังจากนั้นคานธีได้เริ่มเป็นผู้นำชาวอินเดียประท้วงกฎหมายของอังกฤษจนนำไปสู่การสังหารหมู่ที่เมืองอัทริทสาร์ที่ชาวอินเดียเสียชีวิตกว่า 400 คน รวมทั้งการต่อต้านการเกณฑ์ชาวอินเดียไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้คานธีถูกจับเข้าคุก ต่อมาอังกฤษได้ออกกฏหมายเกลือไม่ให้ชาวอินเดียทำเกลือเพื่อบริโภคและขาย คานธีจึงนำชาวอินเดียเดินรณรงค์ระยะทาง 400 กิโลเมตรเพื่อประท้วงกฏหมายดังกล่าว คานธีและชาวอินเดียจำนวนมากถูกจับจากการประท้วงกฏหมายนี้ ต่อมาคานธีได้เจรจากับอังกฤษขอให้ปล่อยตัวชาวอินเดียและยอมให้ชาวอินเดียที่อยู่ใก้ลทะเลทำเกลือเพื่อบริโภคเองได้ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คานธีรณรงค์อีกครั้งเพื่อให้อังกฤษปลดปล่อยอินเดียเป็นเหตุให้เขาถูกจับอีกครั้ง อิสรภาพของอินเดีย ปี […]
บิดาของอินเดีย

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me