ฮ่องกงจะไปทางไหนต่อดี

ramswaroop1
0 0
Read Time2 Minute, 43 Second

ปัจจุบันฮ่องกงเป็นเขตบริหารพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีหัวหน้าคณะผู้บริหารชื่อ      นางแครี่ แลมซึ่งบริหารฮ่องกงภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจีน เดิมฮ่องกงเป็นอาณานิคมของอังกฤษภายใต้เครือจักรภพ ปี 1898 อังกฤษขอเช่าเกาะฮ่องกงจากจีนเป็นเวลา 99 ปี เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ฮ่องกงปกครองด้วยระบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยและมีความเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าจนพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการค้าการเงินที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย ปี 1997 เมื่อครบสัญญาเช่าอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีนโดยอยู่ในรูปแบบของเขตปกครองพิเศษเช่นเดียวกับมาเก๊า โดยที่รัฐบาลอังกฤษทำข้อตกลงกับรัฐบาลจีนให้ฮ่องกงได้ปกครองแบบประชาธิปไตยเหมือนเดิมต่อไปอีก 50 ปี

การประท้วงในฮ่องกง

รัฐบาลจีนเริ่มเข้ามาควบคุมฮ่องกงมากขึ้นท่ามกลางการปรับตัวของชาวฮ่องกง ชาวฮ่องกงบางส่วนยังไม่ยอมรับว่าตนเป็นประชาชนจีนอันมีสาเหตุมาจากความเคยชินของการเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยแบบทุนนิยมและการมีวิถึชีวิตแบบอังกฤษ แม้แต่ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษากวางตุ้งไม่ใช่ภาษาจีนกลางแบบจีนแผ่นดินใหญ่ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลฮ่องกงเสนอร่างกฎหมายส่งตัวผู้กระทำผิดกลับไปดำเนินคดีในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวฮ่องกงเห็นว่าจีนเข้ามาครอบงำกฏหมายของฮ่องกง การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2019 และยืดเยื้อมาจนถึงปี 2020 มีผู้เข้าร่วมการประท้วงนับล้านคน รัฐบาลจีนจับตาการประท้วงอย่างใก้ลชิด เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมและปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต ผู้ประท้วงบางคนถึงกับเผาตัวตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มีผู้เสียชีวิตประมาณสิบคนและมีผู้บาดเจ็บกว่าสามพันคนและถูกจับกุมเกือบหนึ่งหมื่นคน ผู้ประท้วงได้ขยายขอบเขตของข้อเรียกร้องออกไปโดยให้หัวหน้าผู้บริหารคนปัจจุบันลาออกและขอให้ชาวฮ่องกงมีสิทธิเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติและผู้บริหารด้วยตัวเอง

รัฐบาลจีนเริ่มเข้ามาปฏิรูปฮ่องกง

เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 การประท้วงเริ่มสงบลง เนื่องจากผู้คนหวาดกลัวการอยู่ในกลุ่มคนจำนวนมาก รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ได้ถือโอกาสนี้ผลักดันกฏหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงออกมา เป็นผลให้มีการจับกุมผู้นำการประท้วงขนานใหญ่ หัวหน้าผู้ประท้วงบางคนก็หลบหนีหรือขอลี้ภัย เดือนตุลาคม 2020 มีการจับกุมสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยจำนวน 7 คน สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยคนอื่นประท้วงด้วยการลาออกเกือบหมด ในสภาจึงเหลือเฉพาะสมาชิกที่สนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่

ต่อมารัฐบาลจีนได้เสนอแผนการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างสี่เมืองใหญ่คือ กวางเจา      เสินเจิ้น ฮ่องกงและมาเก๊า เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของแต่ละเมืองเข้าด้วยกันและมีแนวโน้มที่จะ     โปรโมทเสินเจิ้นขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการเงินแทนฮ่องกงและแผนการนี้จะทำให้ฮ่องกงจะถูกกลืนเป็นเนื้อเดียวกับจีนเร็วขึ้น

         แผนการนี้ของรัฐบาลจีนน่าจะสร้างความโกธรแค้นให้กับผู้ประท้วงมากขึ้นอีก แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะผู้นำการประท้วงเองก็เอาตัวเองแทบจะไม่รอดจากกฏหมายความมั่นคงแห่งชาติ อนาคตของฮ่องกงที่จะเป็นอิสระจากจีนและยืนอยู่ได้ด้วยตนเองจึงค่อนข้างจะมืดมนเสียแล้ว ฮ่องกงจะเดินต่อไปทางไหนดีคงยังไม่มีคำตอบในตอนนี้

เครดิตภาพจาก Wealthy Thai, Forbes Thailand, The Standard

#ฮ่องกง #การประท้วงในฮ่องกง #ปฏิรูปฮ่องกง

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

สมเด็จพระปิยมหาราชกับการปฏิรูปการคลังของบ้านเมือง

               รูปแบบการปกครองประเทศสยามในสมัยต้นรัชกาลสมเด็จพระปิยมหาราชนั้นยังเป็นระบบจารีตเหมือนที่เคยเป็นมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา คืออำนาจสูงสุดอยู่กับพระเจ้าแผ่นดิน แต่ในทางปฎิบัติพระเจ้าแผ่นดินจะทรงมอบอำนาจให้แก่บรรดาขุนนางในการดูแลหัวเมืองต่างๆ การกระจายการปกครองหัวเมืองแบบนี้เรียกว่าการปกครองแบบกินเมือง การเก็บรายได้ของแผ่นดินเช่นอากรและค่าธรรมเนียมต่างๆ ขุนนางผู้ปกครองหัวเมืองจะจัดให้มีการประมูลเพื่อให้บุคคลนั้นเหมาจ่ายรายได้จากการเก็บอากรให้ส่วนกลาง โดยตนเองก็จะไปจัดการจัดเก็บกันเองตามใจ ผู้ได้รับสิทธิ์ในการจัดเก็บจะถูกเรียกว่านายอากร ส่วนมากจะเป็นพ่อค้าชาวจีน รายได้ที่นายอากรเก็บได้ก็จะถูกแบ่งจ่ายให้บ้านเมืองตามจำนวนเงินที่ประมูลไว้ที่เหลือก็จะเก็บเอาไว้เอง วิธีการแบบนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรและมีการสมคบคิดกับบรรดาขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงทำให้รายได้ของบ้านเมืองรั่วไหล โดยเฉพาะจากบรรดาขุนนางในสายของสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ที่มีอำนาจมากขณะนั้น                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชของชาวไทยทรงมีความตั้งใจที่จะปฏิรูปบ้านเมืองมาตั้งแต่ยังทรงเป็นเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์แล้วทรงตั้งใจศึกษาจากตำราของประเทศตะวันตกที่มีความเจริญ แต่ติดขัดตรงที่เมื่อประองค์ทรงขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ใหม่ๆ มีพระชนมพรรษาเพียง 15 ปี ทรงต้องอยู่ใต้อำนาจของสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อทรงมีพระชนมพรรษาครบ 20 ปีและมีอำนาจของพระมหากษัตริย์เต็มที่ จึงทรงดำเนินการตามภาระกิจที่ทรงตั้งใจไว้ เริ่มจากการปฏิรูปทางการคลังทรงตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์เพื่อดูแลเรื่องการจัดเก็บรายได้ให้เป็นระบบและไม่ให้มีการรั่วไหล ทรงตั้งกรมบัญชีกลาง (Royal Audit Office) และสภาที่ปรึกษาแผ่นดิน (Council of State) ทรงออกพระราชบัญญัติพระคลังมหาสมบัติและพระราชบัญญัติงบประมาณ เป็นครั้งแรกที่ประเทศสยามมีการจัดทำงบประมาณรายรับรายจ่ายของแผ่นดิน ทำให้การเงินและการคลังของประเทศมีความเป็นระบบและน่าเชื่อถือมากขึ้น หอรัษฎากรพิพัฒน์                การปฏิรูปทางด้านการเงินการคลังของแผ่นดินในสมัยสมเด็จพระปิยมหาราช ทำให้มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์ของแผ่นดิน โดยให้กรมพระคลังข้างที่ซึ่งปัจจุบันคือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่ดูพระราชทรัพย์ส่วนของพระมหากษัตริย์ และการเก็บรายได้ของแผ่นดินจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมพระคลังมหาสมบัติซึ่งปัจจุบันคือกระทรวงการคลัง ภาระกิจการปฏิรูปนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ในการวางระบบการเงินการคลังของชาติให้มีความมั่นคงในเวลาต่อมา สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์       เครดิตภาพ กระทรวงการคลัง และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ […]
สมเด็จพระปิยมหาราชกับการปฏิรูปการคลังของบ้านเมือง ข่าวรายวัน อัพเดทข่าวสด เรื่องเล่า ข่าวซุบซิบ

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me