แก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายคุณอย่างไร

ramswaroop1
0 0
Read Time2 Minute, 45 Second

เคยหรือไม่…ที่คุณรู้สึกว่าเหมือนร่างกายถูกไฟฟ้าช็อตหรือดูดเมื่อสัมผัสโดนกับสิ่งของหรือคนรอบข้างทั้งที่ทุกสิ่งรอบตัวของคุณไม่ได้มีไฟฟ้าเลย แต่แท้จริงแล้วสิ่งของทุกอย่างในโลกล้วนแล้วแต่มีไฟฟ้าในตัวทั้งนั้น แม้แต่ตัวของเราเองก็มีไฟฟ้าสถิตอยู่ ซึ่งร่างกายมนุษย์จะมีทั้งไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบและมักจะเกิดการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้ากับสิ่งของผ่านการเสียดสีหรือสัมผัสอยู่เสมอ แต่ในเมื่อจู่ ๆ กระแสไฟฟ้าสถิตในตัวของคุณขั้วใดขั้วหนึ่งมีพลังประจุมากเกินไปก็สามารถทำให้สิ่งของหรือตัวบุคคลต่าง ๆ ที่สัมผัสถูกคุณเกิดไฟฟ้าแรงสูงดูดเข้าหากันได้นะคะ ซึ่งแม้ปัญหาไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้นจะไม่มีอันตรายให้เห็นชัดเจน แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญและมักทำให้ร่างกายบริเวณที่สัมผัสไฟฟ้าสถิตเกิดการชาหรือปวดหน่วง ๆ ได้ซึ่งหลายคนคงไม่อยากให้เกิดปัญหานี้ในชีวิตประจำวัน วันนี้เราจึงมีวิธีแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายคุณมาฝากกัน

การออกกำลังกายแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้

            การออกกำลังกายสามารถทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน และสามารถสร้างความสมดุลกับขั้วประจุไฟฟ้าในตัวคุณได้เป็นอย่างดี เพราะการที่สุขภาพดีย่อมทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิต สมอง กล้ามเนื้อ และระบบประสาททำงานประสานกันได้อย่างคล่องตัว เมื่อทุกอย่างในร่างกายของคุณเกิดความสมบูรณ์แบบไม่ได้รับผลกระทบกับส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายคุณทั้งสองขั้วทำงานในระดับที่พอดีด้วย การออกกำลังกายแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้

ทาผิวด้วยครีมเพื่อความชุ่มชื้นทุกวันแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้

            การที่ร่างกายคุณแห้งไม่ว่าจะเป็นมือ แขน ขาก็ตามจะทำให้ประจุไฟฟ้าสถิตในร่างกายเกิดความไม่สมดุลกันและส่งผลให้ไฟฟ้าสถิตในร่างกายคุณเกิดดูดเข้าหากับสิ่งของและผู้คนมากมาย เพราะเมื่อร่างกายที่แห้งไปสัมผัสถูกกับสิ่งของที่นำไฟฟ้าดีอย่างรองเท้า พื้นพรม รถยนต์ และสิ่งต่าง ๆ ก็จะทำให้ประจุไฟฟ้าที่แรงจัดในตัวคุณเกิดดูดออกมา การทาผิวด้วยครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นทุกวันจะไม่ทำให้ร่างกายของคุณแห้ง สามารถแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้

ยืนเท้าเปล่าบนดินเปียกแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้

            อย่างที่บอกไปข้างต้นว่ารองเท้าเองก็เป็นหนึ่งในวัตถุที่นำไฟฟ้าดี และการที่คุณมีประจุไฟฟ้ามากเกินไปก็ควรจะได้รับการถ่ายเทออกมาเพื่อให้คงที่ ซึ่งการถ่ายเทไฟฟ้าในร่างกายออกไปด้วยวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การยืนเท้าเปล่าบนดินเปียก ๆ เพราะดินเป็นสิ่งที่สามารถนำไฟฟ้าจากร่างกายมนุษย์ออกมาได้เป็นอย่างดี และน้ำก็สามารถเป็นตัวช่วยให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายคุณถ่ายเทออกมาสู่ดินได้เร็วขึ้น การที่คุณยืนบนดินเปียก ๆ ด้วยเท้าเปล่าประมาณ 10 นาทีจึงสามารถแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตในร่างกายได้ ด้วยเหตุน้าวบ้านสมัยก่อนจึงไม่ประสบปัญหาเรื่องไฟฟ้าสถิตเลย เพราะพวกเขามักใส่รองเท้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ไม่ใช่ยาง และบางคนไปทำไร่นาก็เลือกเดินเท้าเปล่าด้วย

รูปภาพประกอบ : Pixabay

#ไฟฟ้าสถิตในร่างกาย #วิธีรับมือกับไฟฟ้าสถิต #สาระน่ารู้

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

การมองท้องฟ้าสามารถคลายความทุกข์ได้

            “หากวันไหนที่เธอรู้สึกทุกข์ใจก็มองท้องฟ้าสิ”             คำกล่าวนี้เรามักเจอในหนังเกาหลีหรือหนังญี่ปุ่นที่เป็นแนวรักโรแมนติกเสมอซึ่งเราเป็นคนดูก็จะสงสัยว่าเพราะอะไรจึงต้องมองท้องฟ้า ทั้ง ๆ ที่มันก็มีแต่ก้อนเมฆกับความว่างเปล่า แต่ในเมื่อเราได้มาอยู่ในจุดที่ต้องทุกข์ เศร้า และเสียใจเหมือนตัวเอกในละคร พอเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าแล้วร้องไห้ไม่นานความทุกข์ที่มีอยู่ในใจทั้งหมดก็พลันหายวับไปกับตาจริง แล้วเข้าใจด้วยว่าทำไมพระเอกมักจะชอบบอกให้นางเอกเงยหน้ามองท้องฟ้า มันไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าวแบบน้ำเน่าหรือเพื่อให้ดูหวานซึ้งแต่เป็นวิธีการที่ตัวละครต้องการบอกให้คนอ่านรู้และสามารถซึมซับได้ถึงความรู้สึกในเรื่องราวนั้น ๆ ได้จริง หากอยากรู้ว่าเมื่อมองท้องฟ้าแล้วเหตุใดจึงสามารถคลายทุกข์ได้ เราจะบอกคุณเองค่ะ การมองท้องฟ้าช่วยให้โล่งใจ             การมองท้องฟ้าที่มีก้อนเมฆลอยเคลื่อนตัวผ่านไปมากมายอย่างช้า ๆ โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้นแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่นั้นทำให้เรามองแล้วรู้สึกเหมือนว่าปัญหาและความเศร้าเสียใจต่าง ๆ ได้ถูกพัดพาไปกับก้อนเมฆสีขาวเหล่านั้น ก่อนจะพบกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่โปร่งสว่างสวยงาม มองไปมองตาก็คลายความทุกข์ที่มีทั้งหมดลงไปได้ภายในเวลาที่เหมือนนานแต่ไม่นานเลย การมองท้องฟ้าทำให้รู้สึกเหมือนมีคนคอยให้กำลังใจ             การมองท้องฟ้าทำให้เรารู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองอยู่และคอยให้กำลังใจอยู่จากในที่ไกล ๆ ที่แม้เราจะมองไม่ให้คนคนนั้นแต่ก็สัมผัสได้ซึ่งจุดนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอารมณ์ทุกข์จริงทำให้เรามองท้องฟ้าแล้วจินตนาการไปเองเพื่อให้เกิดความรู้สึกสุขใจหรือด้วยเพราะผลพวงจากการดูหนังญี่ปุ่นมากไปก็ไม่อาจรู้ บางทีน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อมองกลุ่มเมฆที่มีลักษณะเป็นรูปต่าง ๆ ซึ่งมันเหมือนจะเป็นสื่อจากคนบนฟ้าที่ต้องการบอกอะไรแก่เรา แน่นอนว่าน้ำตาเราไหลออกมาเพราะความสุข เหมือนได้กำลังใจและได้ปรับทุกข์กับคนที่อยู่ห่างไกล ทำให้อยากจะก้าวเดินต่อ การมองท้องฟ้าทำให้เราอยากเริ่มต้นใหม่             การมองท้องฟ้าทำให้เรานึกถึงวันที่อากาศแจ่มใส แต่ไม่นานในสักวันก็จะครึ้มด้วยลมพายุซึ่งหากเปรียบก็เหมือนชีวิตคนเราที่ต้องมีทั้งทุกข์และสุข แต่ท้ายที่สุดแล้วฟ้าหลังฝนย่อมสวยเสมอ ในเมื่อชีวิตเรามีความทุกข์แต่เราก็สามารถแก้ไขให้ความทุกข์นั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยการเลิกคิดถึงมันและทำวันใหม่ให้ดีขึ้นเหมือนฟ้าที่สวยงามในทุกวันนี้อย่างไรล่ะ รูปภาพประกอบ : Pixabay #ทุกข์ใจก็มองท้องฟ้า #ธรรมชาติบำบัด #บริหารสุขภาพจิต
การมองท้องฟ้าสามารถคลายความทุกข์ได้ ข่าวรายวัน อัพเดทข่าวสด เรื่องเล่า ข่าวซุบซิบ

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me