ประวัติภาพยนตร์ในสยาม

ramswaroop1
0 0
Read Time5 Minute, 55 Second

         ภาพยนตร์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกเมื่อ พ.ศ. 2434 นายโทมาส เอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญได้ร่วมมือกับนายวิลเลียม ดิกสัน (William Dickson) สร้างกล้อง Kinetograph และกล่องดูภาพ Kinetoscope ขึ้นได้สำเร็จ โดยใช้ฟิล์มของ โกดักที่มีแถบฟิล์มยาวหลายเฟรมในการเก็บภาพโดยเจาะรูที่ขอบฟิล์มทั้งสองด้านในแต่ละเฟรมเพื่อให้ฟันเฟืองของเครื่องถ่ายภาพหมุนฟิล์มเข้าสู่กล้องได้

         กล่องดูภาพ Kinetoscope นี้มีความสูง 48 นิ้ว มีช่องเล็กๆ ให้ผู้ชมมองเข้าไปเห็นภาพยนตร์ที่ฉายอยู่ข้างในได้ แต่ดูได้เพียงทีละคน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นชาวสยามพระองค์แรกที่ได้ทอดพระเนตรภาพยนตร์จาก Kinetoscope เมื่อคราวเสด็จสิงคโปร์และชวา

         ปี พ.ศ. 2438 สองพี่น้องชาวฝรั่งเศส หลุยส์และออกูส ลูมิแอร์ (Louise & Auguste Lumiere) ได้พัฒนา Kinetoscope ให้ขยายสู่จอใหญ่เพื่อให้สามารถดูได้หลายคนโดยเรียกเครื่องนี้้ว่าซินีมาโตกราฟ (Cenematograph) และใช้โถงของร้านกาแฟแห่งหนึ่งในกรุงปารีสจัดฉายภาพยนตร์และเก็บเงินคนเข้าชมเป็นครั้งแรก

         ต่อมาสองพี่น้องชาวฝรั่งเศสจึงส่งหนังไปฉายที่กรุงลอนดอนในนาม Cenematograph Films และประสบความสำเร็จอย่างมาก และทำให้ภาพยนตร์แพร่หลายไปทั่วโลกและเป็นผลให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิต จำหน่ายและการจัดฉายภาพยนตร์เกิดขึ้น

         เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2440 เอส จี มาร์คอสกี้ (S.G Marchovsky) ได้นำเครื่อง     ซินีมาโตกราฟ เข้ามาสู่ประเทศสยามและเก็บเงินค่าชมเป็นครั้งแรก โดยใช้โรงละครหม่อมเจ้าอลังการบริเวณสามยอดเป็นที่ฉายภาพยนตร์ สถานที่แห่งนี้จึงถือว่าเป็นโรงหนังแห่งแรกในประเทศสยาม  ปัจจุบันโรงละครหม่อมเจ้าอลังการไม่มีเหลืออยู่ให้เห็นแล้วและไม่เคยมีภาพถ่ายของสถานที่แห่งนี้ จึงมีแต่หลักหมายที่มูลนิธิหนังไทยได้นำไปติดตั้งไว้ในบริเวณที่เคยเป็นโรงภาพยนตร์แห่งแรกของสยามแห่งนี้

         หลังจากการฉายหนังในครั้งแรกนั้น ประเทศสยามก็ยังไม่มีโรงภาพยนตร์เกิดขึ้นจริง จนถึงปี พ.ศ. 2448 นายโทโมโยริ วาตานาเบะ (Tomoyori Watanabe) ชาวญี่ปุ่นเป็นผู้จัดตั้งโรงหนังขึ้นในประเทศสยามเป็นครั้งแรก บริเวณเวิ้งหลังวัดชัยชนะสงคราม ถนนเจริญกรุง โดยใช้กระโจมผ้าใบทำเป็นตัวโรงหนัง และนำหนังมาฉายเก็บเงินคนดู โดยมีชื่อเรียกกันติดปากของคนสมัยนั้นว่า “โรงหนังญี่ปุ่น” และหนังที่นำมาฉายก็เรียกว่า “หนังญี่ปุ่น” เช่นกัน ต่อมาโรงหนังญี่ปุ่นได้รับอนุญาตให้ใช้ตราแผ่นดิน ชาวสยามจึงเปลี่ยนมาเรียกชื่อว่าโรงหนังญี่ปุ่นหลวง

         ต่อมานักธุรกิจเชื้อสายจีนในประเทศสยามจึงเกิดความสนใจในการสร้างโรงภาพยนตร์ จากปี พ.ศ. 2450 มีการสร้างโรงหนังขึ้นหลายโรง เช่น โรงหนังกรุงเทพซินีมาโตกราฟหรือโรงหนังวังเจ้าปรีดา โรงหนังสามแยก โรงหนังบางรัก โรงหนังรัตนปีระกาและโรงหนังพัฒนากรเป็นต้น

         ภาพยนตร์ที่นำมาฉายล้วนเป็นหนังเงียบ แต่มีคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าของโรงหนังมักจะจัดแตรวงมาบรรเลงเพื่อเป็นการดึงดูดผู้ชม หนังที่นำมาฉายจะเป็นข่าว สารคดีหรือบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เป็นส่วนใหญ่

         ต่อมาปี พ.ศ. 2450 จึงเกิดบริษัทของคนไทยชื่อบริษัทรูปพยนต์กรุงเทพเจ้าของโรงภาพยนตร์วังเจ้าปรีดา โดยทำกิจการโรงหนังและนำเข้าหนังจากต่างประเทศเข้ามาฉาย

         ต่อมาปี พ.ศ. 2453 ผู้ทำโรงหนังพัฒนากรจึงจัดตั้งบริษัทพยนต์พัฒนากรขึ้นจึงทำให้มีการแข่งขันด้านกิจการภาพยนตร์เพิ่มขึ้น โดยมีการใช้วิธีทางการตลาด เช่นการจับฉลากหางตั๋วเพื่อชิงของรางวัล เช่น สร้อยทอง ผ้าไหม เป็นต้นเพื่อดึงดูดผู้ชม

         ต่อมาโรงหนังญี่ปุ่นหลวงก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อต้องขายกิจการให้ห้างขายยา     เค.โอยามา พาหุรัด เจ้าของใหม่ได้เปลี่ยนชื่อโรงหนังเป็นโรงเจริญรูปภาพยนตร์ญี่ปุ่นหลวง แต่ก็ต้องเลิกกิจการไปในปี พ.ศ. 2459

         บริษัทรูปพยนต์กรุงเทพชอบนำชื่อเมืองต่างๆ มาตั้งเป็นชื่อโรงภาพยนตร์ในเครือ เช่นโรงปีนัง โรงสิงคโปร์ โรงชะวา โรงฮ่องกง ส่วนบริษัทพยนต์พัฒนากร จะตั้งชื่อโรงหนังในเครือโดยมีคำว่าพัฒนาอยู่ด้วย เช่น โรงพัฒนากร โรงพัฒนาลัย โรงพัฒนารมย์ เป็นต้น

         แม้ว่าจะแข่งขันกันอย่างเข้มข้นแต่ต่อมาบริษัทภาพยนตร์ทั้งสองก็ต้องมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามบริษัทสยามภาพยนตร์ โดยมีนายเซียงซองอ้วน สีบุญเรืองเป็นผู้จัดการใหญ่

         ต่อมามีบริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ชื่อบริษัทนาครเขษมทุน จำกัด ซึ่งร่วมทุนกันระหว่างจีนกับฝรั่ง ได้ทุ่มทุนสร้างโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่เป็นอาคารคอนกรีตตั้งชื่อว่าโรงหนังนาครเขษม ในขณะเดียวกันก็เปิดโรงหนังในพระนครขึ้นอีกสองโรง คือ โรงหนังนาครศรีธรรมราช อยู่บริเวณสามแยก และโรงหนังห้างสิงโตเก่า ตั้งอยู่ที่เยาวราช ทั้งสามโรงเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2462

         ปีถัดมาบริษัทนาครเขษมทุน ได้เปิดโรงภาพยนตร์อีกสองโรงคือ โรงหนังนาครปฐม อยู่สาทร โรงหนังนาครราชสีมาอยู่บางลำพูบน และโรงหนังนาครเชียงใหม่อยู่แถวตรอกเชียงกง แต่บริษัทแห่งนี้ก็เกิดการโกงในบริษัทจนต้องปิดกิจการขายทอดตลาดไปในปีนั้นเอง

         ปี พ.ศ. 2465 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 โปรดให้เจ้าพระยารามราฆพจัดตั้งบริษัทของคนไทยเพื่อทำกิจการด้านภาพยนตร์คือบริษัทสยามนิรามัย แต่ธุรกิจของบริษัทสยามนิรามัยก็ยังห่างชั้นจากบริษัทสยามภาพยนตร์ซึ่งมีโรงหนังอยู่ในกรุงเทพฯกว่าสิบโรงและมีโรงหนังอยู่เกือบทุกจังหวัด แต่บริษัทสยามนิรามัยมีโรงหนังอยู่เพียงสามสี่โรงในกรุงเทพฯ

         ปี พ.ศ. 2466 นายเฮนรี่ เอ แมกเร นักสร้างหนังจากฮอลลีวูด ได้มาสร้างหนังไทยชื่อ “นางสาวสุวรรณ” โดยใช้ชาวสยามเป็นผู้แสดง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำออกฉายทั่วประเทศโดยบริษัทสยามภาพยนตร์ในชื่อนางสาวสุวรรณ ส่วนบริษัทสยามนิรามัยนำออกฉายโดยใช้ชื่อสุวรรณสยาม

         ปี พ.ศ. 2466 บริษัทสยามนิรามัยได้สร้างโรงภาพยนตร์แห่งใหม่ขึ้น โดยดัดแปลงสถานทูตอังกฤษเก่าที่ถนนเจริญกรุงมาทำเป็นโรงหนังชื่อโรงหนังวิคตอเรีย เพื่อรองรับลูกค้าชาวต่างชาติและชนชั้นสูงในสังคมเวลานั้น

         แต่ในปีเดียวกันนั้นเองบริษัทสยามนิรามัยก็ต้องเลิกกิจการไปและโรงภาพยนตร์ในเครือทั้งหมดก็ตกมาเป็นของบริษัทสยามภาพยนตร์แต่เพียงผู้เดียว

         ตั้งแต่มีการนำเครื่องฉายภาพยนตร์เข้ามาในประเทศสยาม มีวิวัฒนาการของกิจการโรงหนังและการผลิตภาพยนตร์ ธุรกิจโรงหนังเกิดขึ้นและล้มไปหลายรายในที่สุดกิจการโรงหนังก็ตกอยู่ในการดำเนินงานของบริษัทสยามภาพยนตร์ทั้งหมด

เครดิตภาพ Pantip, The ASC, เรือนไทย

#เครื่องฉายภาพยนตร์ #ประวัติโรงหนังไทย #เรื่องเล่าจากอดีต

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

รอบรู้เรื่อง “โรงทาน” ในงานบุญ

            คุณคงเคยสังเกตเห็นว่าตามงานบุญหรืองานกฐินต่าง ๆ ภายในวัด มักจะมีผู้คนนำอาหารมาแจกให้กับผู้ร่วมงานมากมายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือาหารหวาน ซึ่งทำให้เราได้ทั้งความอิ่มบุญและอิ่มท้องด้วย ซึ่งกลุ่มที่แจกจ่ายอาหารในงานบุญงานกฐินนี่ละที่เรียกว่า “โรงทาน” ทำความรู้จักกับโรงทาน             โรงทาน เป็นสถานที่จัดตั้งขึ้นชั่วคราวตามโอกาสในงานบุญและงานกฐินของวัดแต่ละวัดซึ่งผู้คนจะทำอาหารมาแจกให้กับผู้ร่วมงานบุญรับประทานกันโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อหรือออกไปหาอาหารมารับประทานถึงข้างนอก บางเจ้าก็เป็นร้านอาหารชื่อดังประจำจังหวัดที่มาร่วมทำโรงทานด้วย อาหารที่นำมาทำแจกก็จะมีหลายอย่าง อาหารคาวก็เช่น ข้าวผัด กระเพาะปลา ไก่ย่าง หอยทอด เป็นต้น และอาหารหวานส่วนใหญ่ก็จะเป็นไอศกรีม ลอดช่อง และเครื่องดื่มหวาน ๆ ซึ่งทุกคนจะทำมาในปริมาณที่มากพอกับผู้ที่มาร่วมเพราะต้องมากันแต่เช้าจนถึงกลางวัน บางวัดก็มีโรงทานเพียงไม่กี่โรง แต่บางวัดก็มีโรงทานถึงสิบกว่าโรงเลย ผู้ทำโรงทานได้ประโยชน์อะไร?             ผู้ที่นำอาหารมาร่วมทำโรงทานในงานบุญจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกุศลในงานบุญครั้งนั้น ๆ ด้วย เพราะเป็นการเสียสละสิ่งของเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อย่างที่บอกไปว่าผู้ที่นำอาหารมาแจกผู้คนในโรงทานบางทีก็มาจากร้านอาหารหรือเป็นพ่อค้าแม่ค้าอยู่แล้ว การที่ทุกคนได้นำอาหารที่ปกติจะขายมาทำแจกผู้ที่มาร่วมงานบุญแบบไม่อั้นให้อิ่มอร่อยแบบฟรี ๆ จึงถือเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่มาก และแสดงให้เห็นถึงความเมตตากรุณาของคนคนนั้นอย่างชัดเจน คนให้ก็รู้สึกอิ่มใจไปด้วย ผู้รับประทานอาหารโรงทานได้อะไร?             เหล่าผู้ร่วมงานที่มารับประทานอาหารในโรงทานสามารถเลือกรับประทานอาหารได้มากมาย หากยังไม่อิ่มก็สามารถไปรับอาหารมาใหม่ได้ แต่ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ที่มาร่วมงานบุญทีหลังด้วยนะคะ พวกคุณไม่ต้องเสียเวลาและเสียเงินออกไปรับประทานอาหารที่อื่น รับประทานอาหารอร่อย ๆ ในวัดและร่วมอนุโมทนาบุญกับผู้ให้โรงทานนี่สิดีที่สุดแล้ว แถมคุณยังได้นั่งรับประทานอาหารโรงทานท่ามกลางบรรยากาศของธรรมะด้วย จิตใจคุณจะโล่งสบายขึ้นและได้เห็นถึงความเป็นมิตรที่ดีต่อกันระหว่างผู้รับ […]
รอบรู้เรื่อง “โรงทาน” ในงานบุญ ข่าวรายวัน อัพเดทข่าวสด เรื่องเล่า ข่าวซุบซิบ

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me