ยุคแรกของบีจีส์

ramswaroop1
0 0
Read Time7 Minute, 26 Second

         วงดนตรีบีจีส์ (Bee Gees) ก่อตั้งขึ้นในปี 1958 โดยสามพี่น้องแบร์รี่ โรบินและ มอริซ กิบบ์  พวกเขาเป็นวงดนตรีที่โดดเด่นในการร้องเพลงประสานเสียงสามเสียง เสียงร้องนำที่ชัดเจนของ    โรบินเป็นจุดเด่นของเพลงฮิตในยุคแรก แต่ต่อมาเพลงแนวอาร์แอนด์บีของแบรี่ก็กลายเป็นเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 1970 และ 1980

บีจีส์เป็นวงดนตรีที่แต่งเพลงของตัวเองทั้งหมด

รวมทั้งแต่งเพลงฮิตหลายเพลงให้กับศิลปินคนอื่นๆ ในเวลาต่อมาบีจีส์ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางจากนักวิจารณ์และเพื่อนศิลปินหลายคนว่าเป็นราชาเพลงดิสโก้

         สามพี่น้องบีจีส์เกิดบนเกาะไอล์ออฟแมนโดยมีพ่อแม่เป็นชาวอังกฤษ พี่น้องกิบบ์อาศัยอยู่ที่ชอร์ลตันแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษจนถึงปลายทศวรรษ 1950 จากนั้นก็ย้ายครอบครัวไปที่เรดคลิฟฟ์ในเขตมอร์ตันเบย์ ควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย หลังจากนั้นก็ประสบความสำเร็จในชาร์ตเพลงแรกในออสเตรเลียในนามบีจีส์ด้วยเพลง “Spicks and Specks” 

         บีจีส์มียอดขายแผ่นเสียงมากกว่า 120 ล้านแผ่นทั่วโลก

ทำให้พวกเขาอยู่ในกลุ่มศิลปินเพลงที่ขายดีที่สุดตลอดกาล พวกเขาได้รับการยกย่องให้เข้าสู่หอเกียรติยศร็อคแอนด์โรลในปี 1997 มีเพียง Elvis Presley, The Beatles, Michael Jackson, Garth Brooks และ Paul McCartney เท่านั้นที่ขายแผ่นได้มากกว่า

         หลังจากมอริซเสียชีวิตในเดือนมกราคม 2003 เมื่ออายุ 53 ปี   แบร์รี่และโรบินได้ตัดสินใจเลิกวงหลังจาก 45 ปีของบีจีส์ แต่ในปี 2009 โรบินก็ประกาศว่าเขาและแบร์รี่ได้ตกลงกันว่าบีจีส์จะกลับมาแสดงคอนเสิร์ตอีกครั้ง โรบินเสียชีวิตในเดือนพฤษภาคมปี 2012 ด้วยวัย 62 ปีหลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งและปัญหาสุขภาพอื่นเป็นเวลานาน แบร์รี่เป็นสมาชิกคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่

         เดือนสิงหาคม ปี 1958 ครอบครัวกิบบ์รวมทั้งเลสลีย์น้องสาวและแอนดี้น้องชาย ได้อพยพไปยังเรดคลิฟฟ์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบริสเบน ในควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย พวกเขารู้จักกับบิล เกตส์นักจัดรายการวิทยุในบริสเบน เกตส์ตั้งชื่อกลุ่มว่า “BGs” ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นบีจีส์ “Bee Gees” ชื่อนี้ไม่ได้อ้างอิงถึง “Brothers Gibb” โดยเฉพาะแม้คนหลายคนจะเชื่ออย่างนั้น

         ต่อมาสามพี่น้องบีจีส์ได้รับข้อตกลงด้านการบันทึกเสียงกับ Leedon Records ในเครือ Festival Records ในปี 1963 ภายใต้ชื่อ “Bee Gees” ทั้งสามคนออกซิงเกิ้ลสองหรือสามครั้งต่อปี ในปี 1963 – 1966 ครอบครัวกิบบ์ย้ายไปอยู่ที่ 171 Bunnerong Road, Maroubra, ในซิดนีย์

         เพลงฮิตในปี 1965 “Wine and Women” นำไปสู่อัลบั้มชุดแรกของบีจีส์

และมีเพลงที่  แบร์รี่แต่งถึง 14 เพลง ในเวลานี้สามพี่น้องได้พบกับนักแต่งเพลงโปรดิวเซอร์และผู้ประกอบการชาวอเมริกันแนท คิปเนอร์ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการของค่ายเพลงอิสระใหม่คือ Spin Records คิปเนอร์เข้ามาเป็นผู้จัดการของวงในช่วงสั้น ๆ และประสบความสำเร็จในการเจรจาย้ายไปยัง Spin Records

         โดยผ่านคิปเนอร์ บีจีส์ได้พบกับวิศวกรและผู้อำนวยเพลงออสซี่ เบิร์น ซึ่งเป็นผู้ผลิตเพลงหลายเพลงให้ Spin Records ซึ่งเพลงส่วนใหญ่ถูกทำที่สตูดิโอเซนต์แคลร์ ซึ่งเป็นสตูดิโอขนาดเล็กที่สร้างขึ้นเองในย่านชานเมืองซิดนีย์ เบิร์นให้พี่น้องกิบบ์สามารถใช้สตูดิโอเซนต์แคลร์ได้ไม่จำกัดหลายเดือนในช่วงกลางปี 1966 บีจีส์ยอมรับในภายหลังว่าสิ่งนี้ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาทักษะในการบันทึกเสียงอย่างมาก ในช่วงเวลานี้พวกเขาได้บันทึกเพลงต้นฉบับจำนวนมากรวมถึงเพลงที่เป็นเพลงฮิตเพลงแรกของพวกเขา “Spicks and Specks” ซึ่งเบิร์นเล่นทรัมเป็ตด้วย

         บีจีส์เดินทางกลับอังกฤษเมื่อเดือนมกราคมปี 1967 โดยมีออสซี เบิร์นร่วมเดินทางไปกับพวกเขาด้วย ขณะอยู่ระหว่างเดินทางในทะเล พี่น้องกิบส์ได้ทราบว่า Go-Set หนังสือพิมพ์เพลงที่ได้รับความนิยมและมีอิทธิพลมากที่สุดของออสเตรเลียได้ประกาศให้ “Spicks and Specks” เป็นซิงเกิ้ลที่ดีที่สุดแห่งปี

         ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1968 บีจีส์ได้ทำสัญญาห้าปีกับ Polydor Records เพื่อเผยแพร่เพลงของพวกเขาในสหราชอาณาจักรและ Atco Records จะทำเช่นกันในสหรัฐอเมริกา

         ซิงเกิ้ล “New York Mining Disaster 1941” สามารถขึ้นถึงท้อป 20 ในสหรัฐอเมริกาและ สหราชอาณาจักร  ซิงเกิ้ลต่อมาของบีจีส์ “To Love Somebody” ขึ้นสู่ท้อป 20 ของสหรัฐอเมริกา  เป็นเพลงบัลลาดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ซึ่งร้องโดยแบร์รี่ ต่อมาซิงเกิ้ล “Holiday” ที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาขึ้นสูงสุดที่อันดับ 16

         อัลบั้มแรกของบีจีส์ในต่างประเทศ “Bee Gees 1st”

ขึ้นสูงสุดที่อันดับ 7 ในสหรัฐอเมริกาและอันดับ 8 ในสหราชอาณาจักร ปลายปี 1967 พวกเขาเริ่มบันทึกเสียงอัลบั้มที่สอง “Horizontal” ซึ่งประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับอัลบั้มแรก โดยมีซิงเกิ้ลแรก “Massachusetts” ขึ้นถึงอันดับที่ 11 ในสหรัฐอเมริกา และ “World” ขึ้นถึงอันดับ 7 ในสหราชอาณาจักร อัลบั้ม Horizontal มีความเป็น “ร็อค” มากกว่าเพลงที่ออกมาก่อนนี้ แม้ว่าเพลงบัลลาดอย่าง “And the Sun Will Shine” และ “Really and Sincerely” ก็โดดเด่นเช่นกัน อัลบั้มนี้ขึ้นถึงอันดับที่ 12 ในสหรัฐอเมริกาและอันดับที่ 16 ในสหราชอาณาจักร

         ด้วยการเปิดตัวอัลบั้ม Horizontal บีจีส์เริ่มทัวร์สแกนดิเนเวียพร้อมคอนเสิร์ตในโคเปนเฮเกน     รวมทั้งเริ่มทัวร์ครั้งแรกในเยอรมนีด้วยคอนเสิร์ตสองครั้งที่ฮัมบูร์กมุสิคาล ในเดือนมีนาคม 1968

         ต้นปี 1968 เพลงบัลลาด “Words” ของบีจีส์ขึ้นสูงสุดอันดับ 8 ในสหราชอาณาจักรและอันดับ 15 ในสหรัฐอเมริกา เพลงอื่นๆ ที่ตามมา “I’ve Gotta Get a Message to You” ขึ้นอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักรและอันดับ 8 ในสหรัฐอเมริกา และ “I Started a Joke” ขึ้นอันดับที่ 6 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพลงทั้งสองคัดมาจากอัลบั้มที่สามของวง “Idea” ซึ่งขึ้นถึงอันดับ 4 ในสหราชอาณาจักรและเป็นอีกอัลบั้มที่ติดอันดับท็อป 20 ในสหรัฐอเมริกาที่อันดับ 17

         บีจีส์มีกำหนดออกทัวร์เจ็ดสัปดาห์ในสหรัฐอเมริกาในเดือนสิงหาคมปี 1968 แต่วันที่ 27 กรกฎาคม โรบินล้มลงและหมดสติไป เขาเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลในลอนดอน อาการนี้เกิดจากประสาทอ่อนเพลียและทัวร์อเมริกาถูกเลื่อนออกไป

         บีจีส์เริ่มบันทึกอัลบั้มที่หกของพวกเขาซึ่งพวกเขาใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการบันทึกเสียงที่ Atlantic Studios ในนิวยอร์ก โรบินยังคงรู้สึกไม่ดีและพลาดการบันทึกเสียงในนิวยอร์ก

         อัลบั้มถัดไปของพวกเขา “Masterpeace” ได้พัฒนาต่อเป็นอัลบั้มคู่ “Odessa” นักวิจารณ์เพลงร็อคส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่านี่เป็นอัลบั้มของบีจีส์ที่ดีที่สุดในทศวรรษ 1960 โดยให้ความรู้สึกของร็อคสมัยใหม่ มีเพลง “Marley Purt Drive” และ “Give Your Best” และเพลงบัลลาดเช่น “Melody Fair” และ “First of May” ต่อมาโรบินออกจากวงในกลางปี 1969 และเริ่มงานเดี่ยวของเขา

         อัลบั้มรวมเพลงฮิตของบีจีส์ครั้งแรก “Best of Bee Gees” ได้รับการเผยแพร่โดยมี       ซิงเกิ้ล “Words” รวมทั้งเพลงฮิตในออสเตรเลีย “Spicks and Specks” ซิงเกิ้ล “Tomorrow Tomorrow” ได้รับความนิยมพอสมควรในสหราชอาณาจักรขึ้นถึงอันดับที่ 23 แต่ขึ้นเพียงลำดับที่ 54 ในสหรัฐอเมริกา

         ขณะที่โรบินมีงานเดี่ยว แบร์รี่ มอริซและปีเตอร์ เซนยังคงทำงานร่วมกันต่อไป ในขณะที่   บีจีส์บันทึกอัลบั้มต่อไป “Cucumber Castle” วงออกแสดงโดยไม่มีโรบินในงาน Talk of the Town พวกเขาได้นำเลสลีย์น้องสาวเข้ามาร่วมในวงด้วย

         หลังจากออกอัลบั้มในต้นปี 1970 ดูเหมือนว่าบีจีส์จะจบแล้ว ซิงเกิ้ลนำ “Don’t Forget to Remember” ได้รับความนิยมอย่างมากในสหราชอาณาจักรโดยขึ้นถึงอันดับ 2 แต่ขึ้นถึงเพียงอันดับ 73 ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น สองซิงเกิ้ลต่อไป “I.O.I.O.” และ “If I Only Had My Mind on Something Else” แทบจะไม่ได้ติดในชาร์ต เดือนธันวาคมปี 1969 แบร์รีและมอริซก็แยกทางกันอย่างมืออาชีพ  ในขณะเดียวกันโรบินประสบความสำเร็จในยุโรปและออสเตรเลียด้วยเพลงฮิต “Saved by the Bell” และอัลบั้ม “Robin’s Reign”

เครดิตภาพ Billboard, Slashfilm, HEYUGUYS

#วงดนตรีบีจีส์ #ประวัติ Bee Gees #ตำนานบันเทิง

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Next Post

ผลเสียจากการนั่งโต๊ะเลคเชอร์

            เราเชื่อว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยขณะเข้าเรียนในคลาสก็คงเป็นการที่เราต้องจำยอมไปนั่งโต๊ะเลคเชอร์เพื่อจดบันทึกความรู้และฟังอาจารย์พูดกันแน่นอน น้อง ๆ มัธยมอาจจะมองว่าก็ดีแล้วนี่คะ มีโต๊ะส่วนตัวเป็นของตัวเอง ไม่ต้องยืนก็ดีแค่ไหนแล้ว หึ ๆ น้องไม่รู้ซะแล้วว่าเจ้าโต๊ะเล็กเชอร์นี่ล่ะที่เป็นหนึ่งในต้นเหตุซึ่งทำให้การเรียนไม่ง่ายเท่าที่ควรอีกต่อไป มันมีผลเสียอย่างไรน่ะหรือ เอาเป็นว่าพี่จะมาอธิบายตอนนี้เพื่อให้เราเตรียมใจเอาไว้แล้วกันหากอนาคตทางมหาวิทยาลัยยังไม่มีการเปลี่ยนโต๊ะรูปแบบใหม่ โต๊ะเลคเชอร์มีขนาดแคบเกินไป             โต๊ะเลคเชอร์เป็นโต๊ะชุดที่เป็นโต๊ะติดเก้าอี้ในตัวซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่าขนาดร่างกายของคนเราก็มีทั้งคนผอม อ้วนน้อย และอ้วนมาก และระดับความสูงก็ไม่เท่ากัน การที่ในห้องเรียนมหาวิทยาลัยมีโต๊ะเลคเชอร์วางเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบห่างกันแค่หนึ่งช่วงแขนเป็นอะไรที่น่าอึกอัดมาก หากคุณเป็นคนผอมก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่กับคนที่สูงและคนที่อ้วนนี่สิถือเป็นปัญหาใหญ่เลยล่ะ นับตั้งแต่ที่เราจะเดินไปกว่าจะถึงโต๊ะเลคเชอร์ตัวเองก็ต้องพยายามทำตัวให้ลีบที่สุด พอไปนั่งได้หน้าท้องตัวเองก็ดันติดกับโต๊ะเลคเชอร์ซะอีก แรงอัดของโต๊ะที่ปะทะกับท้องเวลานั่งฟังอาจารย์เนี่ยล่ะทำให้เรารู้สึกอึดอัดมากจนอยากให้ผ่านไปเร็ว ๆ โต๊ะเลคเชอร์ทำให้ปวดหลังเวลานั่ง             โต๊ะเลคเชอร์ถูกสร้างออกมาให้มีขนาดกะทัดรัด เก้าอี้ที่พิงหลังจึงมีขนาดต่ำและโต๊ะก็ต่ำอีกด้วย เวลาจะหลับหรือพิงตัวฟังอาจารย์สอนก็ต้องเกร็งแผ่นหลังมากเพราะมีความรู้สึกเหมือนจะล้มลงหงายหลังทุกที และพอจะก้มลงอ่านหนังสือก็กลายเป็นว่าปวดหลังกับคอราวกับถูกคนบีบเอาไว้ตลอดเวลาเพราะต้องก้มตัวเยอะมาก ขนาดเราเป็นคนตัวเตี้ยยังปวดคอขนาดนี้ คนตัวสูงกว่าเราจะไม่ยิ่งกัดฟันทรมานเลยหรือเนี่ย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาไม่ออกแบบมาให้พอดีกับคนปกติตามมาตรฐานไปเลย โต๊ะเลคเชอร์เขียนหนังสือลำบากสำหรับคนถนัดมือซ้าย             ด้วยความที่ขนาดโต๊ะเลคเชอร์ช่างเล็กมากเมื่อมานั่ง แค่จะวางกล่องเครื่องเขียนไว้ข้างตัว พอโดนหนังสือเล็กน้อยก็ยังตกพื้นได้ง่าย ๆ เรื่องที่จะเขียนหรือจดบันทึกลงสมุดยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกจากจะต้องก้มตัวแล้วยังรู้สึกว่ามีพื้นที่ในการวางสมุดเขียนลำบากอีกต่างหาก ยิ่งเป็นคนที่ใช้มือซ้ายนี่ยิ่งต้องบอกเลยว่าเป็นความโชคร้ายที่แท้จริง เพราะคนที่เขียนมือซ้ายมักจะต้องเล็งและเขียนจนถึงสุดหน้าของอีกฝั่งที่มือไปไม่ถึง แล้วสมุดเจ้ากรรมก็มักจะหลุดขอบโต๊ะเลคเชอร์จนน่าหงุดหงิด เขียนไปก็ต้องเลื่อนสมุดไป ยุ่งยากจริง ๆ กว่าจะจบหนึ่งชั่วโมง รูปภาพประกอบ […]
ผลเสียจากการนั่งโต๊ะเลคเชอร์ ข่าวรายวัน อัพเดทข่าวสด เรื่องเล่า ข่าวซุบซิบ

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

https://ramswaroop.me