สงครามโลกครั้งที่ 1

ramswaroop1
0 0
Read Time5 Minute, 12 Second

สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นสงครามที่เริ่มขึ้นในทวีปยุโรปโดยมีช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 1914 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อมหาสงครามหรือ “สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งหมด” สงครามโลกครั้งที่ 1 นำไปสู่การระดมกำลังทหารมากกว่า 70 ล้านคน รวมทั้งผลกระทบกับชาวยุโรป 60 ล้านคน ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นหนึ่งในสงครามที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 

สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 9 ล้านคนและมีพลเรือนเสียชีวิต 13 ล้านคนอันเป็นผลโดยตรงจากสงคราม

 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 1914 นาย Gavrilo Princip ชาวบอสเนียเซอร์ฟยูโกสลาฟลอบปลงพระชนม์ อาร์ช ดุ๊ก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทออสเตรีย-ฮังการีในซาราเยโวนำไปสู่วิกฤตการณ์ เพื่อตอบโต้ออสเตรีย-ฮังการีได้ยื่นคำขาดต่อเซอร์เบียเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 1914 แต่คำตอบของเซอร์เบียล้มเหลวในการสร้างความพึงพอใจให้กับออสเตรียและทั้งสองชาติก็เริ่มทำสงครามกัน

เครือข่ายพันธมิตรที่ประสานกันของทั้งสองฝ่ายได้ขยายสงครามจากปัญหาทวิภาคีในคาบสมุทรบอลข่านไปสู่ปัญหาของทวีปยุโรปส่วนใหญ่ เมื่อถึงเดือนกรกฎาคม 1914 ประเทศมหาอำนาจของยุโรปได้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายไตรพันธมิตรประกอบด้วยฝรั่งเศส รัสเซีย และอังกฤษ และฝ่ายไตรภาคีสามชาติคือเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี

เมื่อสงครามเริ่มขึ้นฝ่ายไตรภาคีเพียงป้องกันตนเองตามธรรมชาติโดยอนุญาตให้อิตาลีอยู่นอกเขตของสงครามจนถึงเดือนเมษายน 1915 เมื่อรัสเซียเข้าร่วมกับมหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรหลังจากรัสเซียรู้สึกว่าจำเป็นต้องสนับสนุนเซอร์เบียหลังจากออสเตรีย-ฮังการียึดเมืองหลวงของเซอร์เบียที่เบลเกรดซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนรัสเซียไม่กี่ไมล์

วันที่ 28 กรกฎาคม 1915 รัสเซียจึงประกาศระดมพล ขณะที่เยอรมนีเรียกร้องให้รัสเซียถอนกำลังภายในสิบสองชั่วโมง เมื่อรัสเซียไม่ปฏิบัติตามเยอรมนีจึงประกาศสงครามกับรัสเซียในวันที่ 1 สิงหาคม 1915 เพื่อสนับสนุนออสเตรีย-ฮังการี ส่วนฝรั่งเศสสั่งระดมกำลังเต็มที่เพื่อสนับสนุนรัสเซียในวันที่ 2 สิงหาคม 1915

ยุทธศาสตร์ของเยอรมนีในการทำสงครามสองแนวรบกับฝรั่งเศสและรัสเซียคือการรวบรวมกองทัพจำนวนมากทางตะวันตกอย่างรวดเร็วเพื่อเอาชนะฝรั่งเศสภายใน 6 สัปดาห์จากนั้นจึงเปลี่ยนกองกำลังไปทางตะวันออกก่อนที่รัสเซียจะสามารถระดมพลได้เต็มที่ซึ่ง ต่อมารู้จักกันในชื่อแผน Schlieffen 

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 1915 เยอรมนีเรียกร้องขอเคลื่อนพลผ่านเบลเยียมซึ่งเป็น     กลยุทธ์ที่สำคัญในการบรรลุชัยชนะเหนือฝรั่งเศสอย่างรวดเร็ว แต่ถูกเบลเยี่ยมปฏิเสธ กองกำลังเยอรมันจึงบุกเบลเยียมในวันที่ 3 สิงหาคม 1915 และประกาศสงครามกับฝรั่งเศสในวันเดียวกัน

รัฐบาลเบลเยียมเรียกร้องการปฏิบัติตามสนธิสัญญาลอนดอนปี และเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญานี้อังกฤษจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1915 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 1915 อังกฤษและฝรั่งเศสก็ประกาศสงครามกับออสเตรีย – ฮังการี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1915 ญี่ปุ่นเข้ากับอังกฤษโดยทำการยึดทรัพย์สินของเยอรมันในจีนและแปซิฟิก

ในเดือนพฤศจิกายน 1914 จักรวรรดิออตโตมันเข้าสู่สงครามกับออสเตรีย – ฮังการีและเยอรมนีโดยเปิดแนวรบในเทือกเขาคอเคซัส เมโสโปเตเมียและคาบสมุทรไซนาย สงครามที่เกิดขึ้นได้ขยายขอบเขตไปยังอาณาจักรอาณานิคมภายใต้อำนาจของแต่ละฝ่ายและขยายความขัดแย้งไปยังแอฟริกาและทั่วโลก ในที่สุดไตรพันธมิตรและประเทศที่เข้าร่วมก็กลายเป็นที่รู้จักในนามฝ่ายสัมพันธมิตร ในขณะที่การรวมกลุ่มของออสเตรีย – ฮังการีเยอรมนีและพันธมิตรของพวกเขากลายเป็นที่รู้จักในนามมหาอำนาจกลาง

การรุกคืบของเยอรมันเข้าสู่ฝรั่งเศสหยุดชะงักลงที่สมรภูมิมาร์น ต่อมาในปี 1915 อิตาลีเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรและเปิดแนวรบในเทือกเขาแอลป์ บัลแกเรียเข้าร่วมกับมหาอำนาจกลางในปี 1915 ส่วนกรีซเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในปี 1916 และขยายเขตสงครามในคาบสมุทรบอลข่าน

 ตอนแรกสหรัฐอเมริกายังวางตนเป็นกลางแต่ก็เป็นผู้จัดหาวัสดุสงครามที่สำคัญให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร ในที่สุดหลังจากการจมของเรือบรรทุกสินค้าอเมริกันโดยเรือดำน้ำของเยอรมันตามคำประกาศของเยอรมนีว่ากองทัพเรือจะโจมตีอย่างต่อเนื่องต่อการเดินเรือที่เป็นกลางและมีการเปิดเผยว่าเยอรมนีพยายามยุยงให้เม็กซิโกเริ่มทำสงครามกับสหรัฐอเมริกาสหรัฐอเมริกาจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1917 แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้ส่งทหารจำนวนมากมาตั้งแต่แรก แต่กลางปี 1918 กองกำลังของอเมริกาก็มีกำลังพลถึงสองล้านคนในสงคราม

ไม่มีมหาอำนาจประเทศใดที่ถูกโค่นออกจากสงครามจนถึงปี 1918 การปฏิวัติในรัสเซียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1917 โดยรัสเซียได้แทนที่สถาบันกษัตริย์ด้วยรัฐบาลเฉพาะกาล ความไม่พอใจอย่างต่อเนื่องกับต้นทุนของสงครามนำไปสู่การปฏิวัติใหญ่ในเดือนตุลาคม 1917 การเกิดขึ้นของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียดยุติการมีส่วนร่วมของรัสเซียในสงคราม

ขณะที่เยอรมนีควบคุมยุโรปตะวันออกไว้ได้และย้ายกองกำลังจำนวนมากไปยังแนวรบด้านตะวันตก การใช้กลวิธีทางสงครามของของเยอรมันประสบความสำเร็จในขั้นต้น ฝ่ายสัมพันธมิตรถอยกลับและตรึงกำลังไว้ เมื่อกองทหารอเมริกันมาถึงจำนวนมากทุกวัน ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ขับไล่เยอรมันโดยการโจมตีอย่างต่อเนื่องซึ่งเยอรมันไม่สามารถตอบโต้

ฝ่ายมหาอำนาจกลางยอมจำนวนทีละชาติ เริ่มจากบัลแกเรีย จักรวรรดิออตโตมัน และจักรวรรดิออสเตรีย – ฮังการี เมื่อประสบความพ่ายแพ้และกองทัพไม่เต็มใจที่จะต่อสู้อีกต่อไป เยอรมนีลงนามในการสงบศึกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 และยุติสงคราม

สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในทางการเมือง วัฒนธรรม เศรษฐกิจและสังคมของโลก ผลของสงครามจุดประกายให้เกิดการปฏิวัติและการลุกฮือมากมาย ประเทศมหาอำนาจทั้งสี่ คืออังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และอิตาลี กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับอำนาจในสนธิสัญญาที่ตกลงกันในการประชุมสันติภาพปารีสปี 1919 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคือสนธิสัญญาสันติภาพของเยอรมัน และสนธิสัญญาแวร์ซาย

ผลจากสงครามทำให้จักรวรรดิออสเตรีย – ฮังการี แตกออกเป็นประเทศ ออสเตรีย ฮังการี เชคโกสโลวาเกีย และยูโกสลาเวีย จักรวรรดิออตโตมันล่มสลายไป และรัสเซียต้องเสียดินแดนตะวันตกจำนวนมากและมีการเกิดรัฐใหม่ขึ้นมา คือ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ลัตเวีย ลิทัวเนียและโปแลนด์

อย่างไรก็ตามแม้ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะได้รับชัยชนะในที่สุด และมีการตั้งสันนิบาตชาติในระหว่างการประชุมสันติภาพโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันมิให้สงครามในอนาคต แต่ สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดในอีกยี่สิบปีต่อมา

เครดิตภาพ เชียงใหม่นิวส์, Dek-D, Thaifighterclubs

#สงครามโลกครั้งที่ #เรื่องเล่ารอบโลก #สงครามโลก

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

ทำไมพระกับแม่ชีต้องโกนผม?

            ทุกคนอาจจะสงสัยมาโดยตลอดว่าเหตุใดพระกับแม่ชีจึงต้องโกนผมเมื่อบวช ยิ่งเป็นพระสงฆ์ก็ยิ่งต้องโกนคิ้วด้วย หากผมยาวขึ้นก็ต้องรีบโกนเพื่อไม่ให้มีผมดำขลับออกมาอีก ตรงข้ามกับนักบวชของศาสนาคริสต์ที่ไม่เห็นต้องโกนอะไรเลย วันนี้เราจะมาไขคำตอบให้ทุกคนได้รู้กัน หากพร้อมแล้วไปอ่านเลยดีกว่าเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา การโกนผมเป็นการตัดกิเลส             ผมและคิ้วของมนุษย์เปรียบเสมือนสิ่งที่ธรรมชาติของร่างกายให้มาเพื่อเป็นการตกแต่งรูปกายให้มีความงดงาม น่าหลงใหลเวลาผู้คนมาพบเห็น เอาง่าย ๆ จากที่เราเห็นเทรนด์การทำสีผมหรือการแต่งทรงผมเซ็ตผมในสมัยนี้ก็ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าผมเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนผู้นั้นเกิดความน่าชื่นชมในสายตาผู้อื่นซึ่งนับเป็นกิเลสและก่อให้เกิดความหลงงมงายในสิ่งที่ไม่เที่ยงซึ่งจะค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพใกล้ดับเมื่อแก่ชราลงได้ การโกนผมสำหรับพระและแม่ชีเมื่อบวชแล้วและพร้อมจะอยู่ใต้ร่มเงาของธรรมะตลอดชีวิตจึงเป็นการตัดกิเลส ความรัก โลภ โกรธ หลงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดทุกข์ได้ และเมื่อเราตัดสิ่งที่ทำให้เกิดกิเลสแล้วนั่นย่อมหมายถึงเรายอมรับและรู้เท่าทันการเกิด แก่ เจ็บ ตายซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกคน ความสวยงามทางกายนั้นไม่มีอยู่จริง เพราะเป็นของไม่จีรังยั่งยืน การโกนผมทำให้ระลึกรู้ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไร             การโกนผมทำให้พระและแม่ชีสามารถจดจำและระลึกรู้ได้เสมอว่าตัวเองไม่ใช่ปุถุชนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย การใส่หน้ากากเข้าหากันในสังคม การไปดูในสิ่งบันเทิงและเกิดความลุ่มหลงต่าง ๆ อีกต่อไป หากแต่เป็นบุคคลที่ถือศีล 8 อยู่แต่ในศีล รู้จักโลกแห่งธรรมะ เข้าใจว่าเทคโนโลยีและสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกล้วนแต่เป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างให้เกิดกิเลสซึ่งเราได้ผ่านพ้นในจุดนั้นมาและเข้าถึงการบำเพ็ญเพียรภาวนา สร้างแต่กุศลกรรมในวัดอย่างแท้จริงและจะเป็นเช่นนี้ตราบจนลมหายใจสุดท้าย การโกนผมเป็นธรรมเนียมของชนชั้นในสมัยพุทธกาล             ในสมัยพุทธกาล อินเดียนั้นมีการแบ่งชนชั้นวรรณะและมีการแต่งกายที่แตกต่างกัน คนทุกชนชั้นรวมถึงชนชั้นของกษัตริย์จะไว้ผมยาวเพื่อแสดงถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรี […]
ทำไมพระกับแม่ชีต้องโกนผม? ข่าวรายวัน อัพเดทข่าวสด เรื่องเล่า ข่าวซุบซิบ

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me