ทำไมละครจึงต้องเขียนบทต่างจากนิยาย

ramswaroop1
0 0
Read Time2 Minute, 55 Second

            หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมละครที่เราดูกันเมื่อลองกลับไปหาเป็นนิยายหรือหนังสือต้นฉบับอ่านจึงมีการดำเนินเรื่องที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่บางเรื่องตัวละครบางตัวก็ยังอยู่ในสถานะที่แตกต่างจากหนังสือจนทำให้คนส่วนใหญ่มักเกิดความรู้สึกว่า “อ่านต้นฉบับแล้วสนุกกว่าดูเป็นละคร” แม้แต่ในการส่งพล็อตนิยายเพื่อให้ทางช่องโทรทัศน์หรือคนเขียนบทพิจารณาก็ยังต้องมีการดูและวิเคราะห์ให้ละเอียดเลย ไม่ใช่ว่าส่งไปแล้วแค่เรื่องสนุกทางนั้นก็รับ เพราะบางเรื่องเวลานำไปเขียนบทละครนั้นยากมาก…ยากที่จะเปลี่ยนให้นิยายดี ๆ มาเป็นละครดี ๆ เรื่องหนึ่งในสายตาผู้ชมได้จากการที่คนเขียนบทละครต้องคิดการดำเนินเรื่องและหลายอย่างแตกต่างจากนิยายต้นฉบับ มันเพราะอะไรกันนะ?

ความเข้มข้นของละคร

            ละครกับนิยายย่อมมีความเข้มข้นที่แตกต่างกันแม้ว่าจะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม เพราะตัวนิยายจะดำเนินเรื่องโดยอาศัยการบรรยายให้คนอ่านได้เห็นภาพสถานที่และความรู้สึกของตัวละครเป็นหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อความสมเหตุสมผล ทำให้การดำเนินเรื่องมีความเอื่อยไปบ้างเป็นปกติ เพราะหากเร็วไป ความไม่สมเหตุสมผลของตัวละครและเหตุการณ์จะเกิดขึ้นทันที ซึ่งแน่นอนว่าเสี่ยงมากสำหรับบทละคร เพราะอย่างที่เรารู้ว่าละครในแต่ละตอนต้องมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วใน 1 วันที่ฉายให้ผู้ชมเห็นเหตุการณ์สำคัญ 2 – 3 เหตุการณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งมันเป็นการบ้านที่ยากในการคิดวิธีใช้บทพูดกับการกระทำของทุกตัวละครเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจและเห็นด้วยกับปัจจัยที่ทำให้เกิดเรื่องต่าง ๆ อันมาจากตัวละครเป็นหลัก เพราะไม่มีตัวหนังสือที่จะคอยมาบอกเล่าความรู้สึกเหมือนในนิยาย

การถ่ายทำละคร

            การถ่ายทำละครแต่ละฉากต้องมีการดูและวิเคราะห์มุมกล้องประกอบเหตุการณ์ต่าง ๆ โลเกชั่นสถานที่ ความสะดวกของการแบ่งเวลานักแสดง และรายละเอียดยิบย่อยมากมายเกินคาดคิดจึงต้องมีเยอะ แถมยังต้องเผื่อเวลาให้นักแสดงที่เผลอพูดผิด ๆ ถูก ๆ หรือเกิดความผิดพลาดกลางกองถ่ายมากมายอีกด้วย หากจะให้การดำเนินเรื่องหลักของละครเหมือนนิยายก็คงใช้เวลาถ่ายทำเป็นปีเลยล่ะกว่าจะเสร็จ เพราะฉากหนึ่งของการถ่ายทำไม่ใช่ว่าจะได้มาแบบง่าย ๆ แม้แต่ฉากแสดงอารมณ์ร้องไห้ของตัวละครหนึ่งก็อาจต้องแก้ใหม่หลายรอบจนผู้กำกับถอนหายใจจนลมแทบจับก็เป็นเรื่องธรรมดาเลย

ระยะเวลาการฉายละคร

            ช่องโทรทัศน์แต่ละช่องตลอด 24 ชั่วโมงสมัยนี้มีรายการมากมายเรียงคิวรอฉายแบบไม่มีวันหยุดเลย โดยเฉพาะกับช่องใหญ่ที่มีโฆษณาสปอนเซอร์และรายการมากมายเยอะแยะจนบางทีก็สามารถฉายละครได้แค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ยกตัวอย่างช่อง ONE 31 เป็นต้น และแม้แต่ช่องอื่นที่แม้จะมีเวลาลงฉายละครเยอะแต่ก็ไม่เคยเกิน 4 ชั่วโมงเป็นอย่างมากและละครบางเรื่องก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวแปรของเหตุการณ์ รวมไปถึงสิ่งสำคัญในจุดเล็ก ๆ เยอะแยะที่บางทีก็ไม่สามารถทิ้งหรือตัดไปได้จนทำให้บางครั้งเวลาฉายก็เลทเกินเวลามาบ้างทำให้รายการอื่นมาช้าไม่ตรงตามตารางจนคนดูอาจไม่ชอบใจได้ ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมดเมื่ออยู่ในช่องโทรทัศน์ ฉะนั้นคนเขียนบทละครจึงต้องพยายามสรุปส่วนสำคัญแบบรวบรัดจับปมเข้าหากันให้แน่นที่สุดและปริมาณล้นน้อยที่สุดด้วยเหตุนี้นั่นเอง

            ฉะนั้นจึงไม่แปลกหากคุณจะดูละครไปบ่นไปว่าทำไมบางเรื่องดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจปมหรือภารกิจต่าง ๆ ราวกับว่ามันยังมีรายละเอียดเล็กน้อยซ่อนอยู่

รูปภาพประกอบ : Pixabay

#ละครไม่เหมือนในนิยาย #ความต่างของนิยายและละคร #สาระบันเทิงน่ารู้

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

ของกินประเภทใดที่ไม่ควรนำขึ้นรถโดยสาร

            รถโดยสารส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นรถตู้หรือรถบัสก็มักจะเป็นรถปรับอากาศทั้งสิ้นซึ่งมักจะมีป้ายติดไว้ว่าห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ เข้ามาในรถซึ่งบางคนที่อ่านก็อาจสงสัยว่าเพราะอะไร วันนี้เราจะมาให้คำตอบกันว่าอาหารชนิดใดบ้างที่ไม่ควรนำขึ้นมาบนรถโดยสาร และเพราะอะไรจึงไม่เหมาะสม ไม่ควรนำอาหารคาวกลิ่นแรงขึ้นมาบนรถโดยสาร             พูดได้ว่าเราเป็นเซียนการนั่งรถไป – กลับระหว่างมหาวิทยาลัยกับบ้านที่ต่างจังหวัดแทบทุกวันเลย เชื่อหรือไม่ว่านั่งรถโดยสารมา 4 ปีแล้ว ทุกวันก็ยังต้องผจญกับผู้โดยสารที่มักนำเอาอาหารขึ้นมานั่งรับประทานบนรถโดยเฉพาะพวกไส้กรอกอีสานหรือผัดกะเพรานี่หึ่งเลย จะปิดจมูกก็กลัวเขามองด้วยความไม่พอใจ เสียมารยาทไปอีกเลยต้องนั่งกลั้นหายใจสลับกับหายใจออกไปแบบทรมาน 1 ชั่วโมงเต็ม การที่คุณนำอาหารคาวขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มีกลิ่นน้อยหรือมากก็สามารถทำให้ผู้โดยสารคนอื่นในรถปรับอากาศได้กลิ่นเหมือนกัน ทุกคนก็ย่อมอยากนั่งรถที่มีเครื่องปรับอากาศหอม ๆ กลิ่นดอกไม้ช่วยให้นอนหลับผ่อนคลายระหว่างทางกันทั้งนั้น คุณจึงไม่ควรทำให้เสียบรรยากาศ ไม่ควรนำน้ำหวานขึ้นมาบนรถโดยสาร             ผู้โดยสารบางคนย่อมอยากที่จะนั่งรถโดยสารไปดื่มชาไข่มุกหรือน้ำหวานพร้อมกับชมทิวทัศน์ริมหน้าต่างไปแบบชิล ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าความชิลของคุณนั้นอาจทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะน้ำหวานที่คุณวางไว้อาจหกจนเปื้อนเบาะและเหนียวเหนอะหนะจนพนักงานรถต้องเหนื่อยกับการทำความสะอาดได้ คุณอาจบอกว่าเดี๋ยวดื่มน้ำหมดก็ไม่เปื้อนแล้ว แต่อย่าลืมว่าน้ำแข็งยังคงมีอยู่ในแก้วนะคะ หากคุณวางไว้แล้วรถเกิดสะเทือนตามทางก็มีสิทธิ์ที่น้ำแข็งจะหล่นออกจากแก้วได้ คุณจึงสามารถนำแค่น้ำเปล่าแบบขวดมีฝาปิดสนิทขึ้นมาได้เท่านั้น ไม่ควรนำขนมขบเคี้ยวขึ้นมาบนรถโดยสาร             ขนมขบเคี้ยวเองก็เป็นหนึ่งในอาหารที่มีกลิ่นเช่นกัน และบางทีขณะที่คุณรับประทานอยู่ก็อาจจะมีเสียงดังรบกวนผู้โดยสารที่นั่งใกล้ชิดด้วย แถมเศษขนมก็สามารถหล่นติดเบาะจนต้องทำความสะอาดเหมือนกัน ดังนั้นคุณจึงไม่ควรรับประทานขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ในรถโดยสาร โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวแบบแผ่นบาง ๆ ที่หักจนเป็นเศษเล็กเศษน้อยยิ่งไม่สมควรเข้าไปใหญ่             ด้วยเหตุนี้เวลาคุณขึ้นรถโดยสารจึงมักมีป้ายติดไว้ว่าห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มขึ้นมาเพื่อให้ผู้โดยสารสามารถนั่งรถได้อย่างสบายใจและไม่เกิดปัญหาภาระกับพนักงานรถในภายหลังด้วยฉะนั้นทุกคนโปรดเห็นแก่ส่วนรวมเถอะนะ รูปภาพประกอบ : Pixabay […]
ของกินประเภทใดที่ไม่ควรนำขึ้นรถโดยสาร ข่าวรายวัน อัพเดทข่าวสด เรื่องเล่า ข่าวซุบซิบ

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me