ใช้ปากกาให้ถูกประเภทในการเขียน

ramswaroop1
0 0
Read Time2 Minute, 19 Second

            “ปากกา” เป็นอุปกรณ์หัวใจสำคัญในการเขียนมานานแสนนาน แน่นอนว่าเมื่อมีปากกาก็ย่อมต้องมี “กระดาษ” มาเป็นคู่กัน แต่แน่นอนว่ามันก็เหมือนความรักของคน แม้ปากกากับกระดาษจะถูกสร้างมาคู่กันทุกชนิด แต่เมื่อปากกาแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกันฉันใด กระดาษและการใช้งานของปากกาก็ย่อมแตกต่างกันฉันนั้น วันนี้เราก็จะมาแนะนำการใช้ปากกาให้ถูกประเภทในการเขียนค่ะ เพราะบางประเภทหากคุณใช้ผิดกับการเขียนงานนั้น รับรองว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปเลย…เปลี่ยนจนต้องแก้งานใหม่ยังไงล่ะ

ปากกาลูกลื่น

            ปากกาลูกลื่นเป็นปากกาที่ใช้งานในการเขียนกระดาษทั่วไปและเป็นที่นิยมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือราชการ การเขียนการบ้าน การเขียนเอกสาร หรือการจดสมุดอะไรก็ตาม ทุกคนย่อมต้องใช้ปากกาลูกลื่นในการเขียนทั้งนั้น ซึ่งปากกาลูกเล่นจะมีหลายสี แต่ที่นิยมใช้กันในชีวิตประจำวันก็คือ ปากกาสีน้ำเงินกับปากกาสีแดง เพราะเป็นสีที่ชัดเจนที่สุดเมื่อเขียนลงกระดาษ อีกทั้งยังเขียนได้เรียบลื่น สบายมือ ติดนานอีกด้วย ปากกาสีน้ำเงินจะใช้ในการเขียนหนังสือ ส่วนปากกาสีแดงจะใช้ในการเขียนขีดเส้นเพื่อเน้นย้ำให้เห็นจุดนั้นชัด ๆ เราอาจเรียกมันได้ว่าเป็น “ปากกามาตรฐานสากลของทั่วโลก”เลยล่ะ

ปากกาเจล

            ปากกาเจล เป็นปากกาหลากสีสันสดใสที่มีความลื่นไม่แตกต่างจากปากกาลูกลื่น แต่ถูกสร้างมาให้มีคุณสมบัติพิเศษทันต่อยุคสมัยและแฟชั่นโดยมีการใส่กากเพชรในหมึกเป็นส่วนใหญ่ทำให้เมื่อเขียนออกมาแล้ว ตัวหนังสือจะมีความเด่นชัดและสดใสน่าอ่าน ปากกาเจลทุกสีล้วนแต่มีความเข้มทั้งนั้นทำให้เมื่อคุณเขียนในสมุดแล้วจะทำให้อีกหน้าหนึ่งทับหน้าที่คุณเขียนเปื้อนสีจากปากกาเจลได้ ปากกาเจลมีความสำคัญในการเขียนสรุปเนื้อหางานต่าง ๆ เพื่อความเข้าใจและเน้นย้ำข้อความสำคัญต่าง ๆ เหมาะกับคนที่กำลังอ่านหนังสือสอบมาก ในหัวข้อหลัก หัวข้อรอง และเนื้อหาทั่วไปสามารถใช้สีที่แตกต่างเป็นสัญลักษณ์แสดงให้รู้ได้ดีกว่าปากกาลูกลื่น

ปากกาเมจิก

            ปากกาเมจิก เป็นปากกาที่ทำหน้าที่เหมือนสี ใช้เน้นในการตกแต่งข้อความและตัดเส้นต่าง ๆ ให้มีความเข้ม มีมิติสวยงาม ๆ แต่ห้ามใช้ในการระบายเป็นอันขาดเพราะความชุ่มของน้ำจากปากกาเมจิกจะทำให้กระดาษเปื่อยยุ่ยจนขาดได้ง่าย ๆ ข้อดีของปากกาเมจิกคือมักจะไม่ทะลุมาเปื้อนหน้ากระดาษอีกด้านและสีก็ไม่หลุดออกง่ายด้วย แต่ข้อเสีย คือ หมึกในปากกาเมจิกมักจะหมดจากปากกาอย่างรวดเร็ว

รูปภาพประกอบ : Pixabay

#ประเภทปากกา #เลือกใช้ปากกาอย่างไร #ใช้ปากกาให้เหมาะกับงาน

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

ทำไมละครจึงต้องเขียนบทต่างจากนิยาย

            หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมละครที่เราดูกันเมื่อลองกลับไปหาเป็นนิยายหรือหนังสือต้นฉบับอ่านจึงมีการดำเนินเรื่องที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่บางเรื่องตัวละครบางตัวก็ยังอยู่ในสถานะที่แตกต่างจากหนังสือจนทำให้คนส่วนใหญ่มักเกิดความรู้สึกว่า “อ่านต้นฉบับแล้วสนุกกว่าดูเป็นละคร” แม้แต่ในการส่งพล็อตนิยายเพื่อให้ทางช่องโทรทัศน์หรือคนเขียนบทพิจารณาก็ยังต้องมีการดูและวิเคราะห์ให้ละเอียดเลย ไม่ใช่ว่าส่งไปแล้วแค่เรื่องสนุกทางนั้นก็รับ เพราะบางเรื่องเวลานำไปเขียนบทละครนั้นยากมาก…ยากที่จะเปลี่ยนให้นิยายดี ๆ มาเป็นละครดี ๆ เรื่องหนึ่งในสายตาผู้ชมได้จากการที่คนเขียนบทละครต้องคิดการดำเนินเรื่องและหลายอย่างแตกต่างจากนิยายต้นฉบับ มันเพราะอะไรกันนะ? ความเข้มข้นของละคร             ละครกับนิยายย่อมมีความเข้มข้นที่แตกต่างกันแม้ว่าจะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม เพราะตัวนิยายจะดำเนินเรื่องโดยอาศัยการบรรยายให้คนอ่านได้เห็นภาพสถานที่และความรู้สึกของตัวละครเป็นหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อความสมเหตุสมผล ทำให้การดำเนินเรื่องมีความเอื่อยไปบ้างเป็นปกติ เพราะหากเร็วไป ความไม่สมเหตุสมผลของตัวละครและเหตุการณ์จะเกิดขึ้นทันที ซึ่งแน่นอนว่าเสี่ยงมากสำหรับบทละคร เพราะอย่างที่เรารู้ว่าละครในแต่ละตอนต้องมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วใน 1 วันที่ฉายให้ผู้ชมเห็นเหตุการณ์สำคัญ 2 – 3 เหตุการณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งมันเป็นการบ้านที่ยากในการคิดวิธีใช้บทพูดกับการกระทำของทุกตัวละครเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจและเห็นด้วยกับปัจจัยที่ทำให้เกิดเรื่องต่าง ๆ อันมาจากตัวละครเป็นหลัก เพราะไม่มีตัวหนังสือที่จะคอยมาบอกเล่าความรู้สึกเหมือนในนิยาย การถ่ายทำละคร             การถ่ายทำละครแต่ละฉากต้องมีการดูและวิเคราะห์มุมกล้องประกอบเหตุการณ์ต่าง ๆ โลเกชั่นสถานที่ ความสะดวกของการแบ่งเวลานักแสดง และรายละเอียดยิบย่อยมากมายเกินคาดคิดจึงต้องมีเยอะ แถมยังต้องเผื่อเวลาให้นักแสดงที่เผลอพูดผิด ๆ ถูก ๆ หรือเกิดความผิดพลาดกลางกองถ่ายมากมายอีกด้วย หากจะให้การดำเนินเรื่องหลักของละครเหมือนนิยายก็คงใช้เวลาถ่ายทำเป็นปีเลยล่ะกว่าจะเสร็จ เพราะฉากหนึ่งของการถ่ายทำไม่ใช่ว่าจะได้มาแบบง่าย ๆ แม้แต่ฉากแสดงอารมณ์ร้องไห้ของตัวละครหนึ่งก็อาจต้องแก้ใหม่หลายรอบจนผู้กำกับถอนหายใจจนลมแทบจับก็เป็นเรื่องธรรมดาเลย ระยะเวลาการฉายละคร             ช่องโทรทัศน์แต่ละช่องตลอด […]
ทำไมละครจึงต้องเขียนบทต่างจากนิยาย ข่าวรายวัน อัพเดทข่าวสด เรื่องเล่า ข่าวซุบซิบ

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me