ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลก

ramswaroop1
0 0
Read Time2 Minute, 48 Second

ชีวิตในความหมายของความเป็นมนุษย์คือชีวิตที่สัมพันธ์กับโลกซึ่งแบ่งออกเป็น      2 ภาค คือ ภาครับรู้และเสพโลกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งจะเสพ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์ โดยเรียกภาครับรู้นี้ว่า “อายตนะ” และ ภาคแสดงออกหรือกระทำต่อโลก คือ กาย วาจา ใจ โดยแสดงออกเป็นการกระทำ การพูดและการคิด หรือกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรม เป็นกระบวนการที่แสดงอยู่ในสังขารขันธ์ที่จะแสดงออกมาโดยการนำของเจตนา สังขารจึงเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต

อายตนะหมายถึงแดนเชื่อมต่อสัมพันธ์ให้เกิดความรู้หรือช่องทางรับรู้ อายตนะภายในได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ส่วนอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ ได้แกรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งต้องการและสิ่งที่ใจคิดเมื่ออายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอกก็จะเกิดความรู้เฉพาะของอายตนะแต่ละอางขึ้น ความรู้เฉพาะแต่ละอย่างนี้เรียกว่า “วิญญาณ” คือการรู้อารมณ์

วิญญาณ 6 จึงเกิดขึ้นจากการพบกันสัมพันธ์กันของอายตนะภายนอกและอายตนะภายในทั้งหกคู่เกิดเป็นจักขุวิญญาณหรือการเห็น โสตวิญญาณคือการได้ยิน ฆานวิญญาณคือการได้กลิ่น ชิวหาวิญญาณคือการรู้รส กายวิญญาณคือการรู้สิ่งต้องกาย มโนวิญญาณคือการรู้เรื่องในใจ

การรับรู้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีองค์ประกอบของความสัมพันธ์กันครบทั้งสามอย่าง คือ อายตนะ อารมณ์ และวิญญาณ ซึ่งในทางธรรมมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ผัสสะ” หรือ “สัมผัส” หรือที่เข้าใจง่ายคือการรับรู้นั่นเองและแยกออกเป็นการรับรู้ทางอายตนะหกอย่างคือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัสและมโนสัมผัส

ความสัมพันธ์กับโลกจะเริ่มต้นเมื่อผัสสะเกิดขึ้นจึงเกิดกระบวนการทางธรรมที่เรียกว่า “เวทนา” คือความรู้สึกต่ออารมณ์ที่รับรู้เข้ามาแบ่งเป็นสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนาเป็นเครื่องช่วยให้มนุษย์สามารถสร้างความรู้ความเข้าที่ครบถ้วนเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป แต่เวทนายังหมายถึงการได้รับผลตอบแทนจากโลกเป็นความอร่อย ความชื่นใจจากอารมณ์ที่เรียกว่าสุขเวทนาและเกิดความอยากได้หรือ”ตัณหา” จนถึงขั้นยึดติดถือมั่นในใจหรือ”อุปาทาน” และลงมือกระทำการทางกาย วาจาเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

ความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามคือถ้ารับรู้อารมณ์ใดแล้วเกิดความทุกข์ความเจ็บปวดที่เรียกว่าทุกขเวทนาก็อยากดิ้นรนให้จบสิ้นไปให้พ้นไปหรืออยากทำลายเกิดตัณหาและเกิดอุปาทานผูกใจกับสิ่งนั้นในทางร้ายจนถึงกับหลีกหนีชิงชังไม่อยากพบเห็นอีก

ดังนั้นผัสสะคือขั้นตอนของความสัมพันธ์ที่มนุษย์เริ่มต้นเกิดความรับรู้คือการรับรู้ที่บริสุทธิ์หรือการรับรู้ที่ทำให้เกิดสังสารวัฏต่อไป การรับรู้ที่บริสุทธิ์คือการรับรู้ที่เสร็จสิ้นแล้วที่ผัสสะไม่เกิดกระบวนการสังสารวัฏตามมาต่อไป

กล่าวโดยสรุปอายตนะ 6 ทำหน้าที่รับใช้มนุษย์ในการสร้างความสัมพันธ์กับโลกในสองหน้าที่ คือ หน้าที่แรกทำหน้าที่เป็นช่องทางการรับรู้โลกทำให้มนุษย์ได้รับข้อมูลความรู้ที่จะเกี่ยวข้องกับโลกได้อย่างถูกต้องทำให้ดำเนินชีวิตไปด้วยดีตามปกติ และหน้าที่สองคือเป็นช่องทางเสพโลกเพื่อรับอารมณ์ที่เป็นรสอร่อยของโลกมาเสพเสวย หน้าที่แรกถือหน้าที่หลักหรือหน้าที่พื้นฐาน หน้าที่สองคือหน้าที่ที่เป็นส่วนเกินและนำไปสู่สังสารวัฏนั่นเอง

เครดิตภาพ Dhammada, Nirvanattain, มติชนสุดสัปดาห์

#หลักความสัมพันธ์ #อายตนะ 6 #ปรัชญาและความเชื่อ

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

จัดการกับโรคเวรโรคกรรมอย่างไรให้เบาบางลง

            โรคภัยไข้เจ็บย่อมเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกายมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและอวัยวะซึ่งบอบบางไม่สามารถป้องกันโรคได้ทุกส่วน ซึ่งหากมีสิ่งผิดปกติเข้ามาสู่ร่างกายก็ย่อมทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงมากน้อยอยู่แล้ว แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมกับบางคนที่ดูแข็งแรง รักษาสุขภาพตัวเองดี จู่ ๆ ก็พบกับโรคที่มีอาการรุนแรงรักษาเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้นจนกินเวลายาวนานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แถมบางคนก็อาจเกิดอาการป่วยหนักรุนแรงจากสิ่งที่ไม่น่าจะทำให้เจ็บป่วยได้เลย หากคุณพบเห็นอาการที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้ ตามหลักศาสนาพุทธเราเรียกมันว่า “โรคเวรโรคกรรม” โรคเวรโรคกรรมคืออะไร?             โรคเวรโรคกรรม เป็นโรคที่เกิดจากผลกรรมที่บุคคลนั้นเคยกระทำสิ่งที่ผิดบาปไว้ในอดีตไม่ว่าจะเป็นอดีตชาติหรือในชาติปัจจุบันซึ่งผ่านมานานแล้วจนเกือบลืม ผลกรรมนั้นจะถูกสะสมไว้และสะท้อนกลับไปสู่ตัวผู้กระทำเองในช่วงเวลาที่คนคนนั้นมีจิตที่อ่อนลงและเป็น “เวลาที่เหมาะสม” ในการได้รับผลกรรมเหล่านั้นซึ่งเวลาที่เหมาะสมของแต่ละคนคือเวลาใดก็สุดแท้แต่ตัวเขา เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่ที่เห็นชัดคือโรคเวรโรคกรรมจะรุนแรงมากตามผลกรรมไม่ดีที่เคยทำไว้และอาจจะต้องทรมานกับมันจนกว่าจะชดใช้กันหมดไป รูปแบบของโรคเวรโรคกรรม             โรคเวรโรคกรรมมีด้วยกัน 2 รูปแบบ ได้แก่             1.โรคเวรโรคกรรมที่เกิดจากผลกรรมในอดีต เป็นโรคเวรโรคกรรมที่ผลการกระทำในอดีตได้ย้อนกลับมาเมื่อถึงจุดที่ผู้กระทำต้องได้รับการชดใช้ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเวลาแห่งอายุขัยหรือจุดหักเหของกรรมที่ต้องมีการลบล้างกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ซึ่งหากทำไว้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งสะท้อนกลับมามากเท่านั้น เช่น ผลกรรมจากการทุบหัวปลาจำนวนมาก ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังและเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น             2.โรคเวรโรคกรรมที่เกิดจากเจ้ากรรมนายเวร เป็นโรคเวรโรคกรรมที่ถูกกระทำจากความอาฆาตแค้นของเจ้ากรรมนายเวรซึ่งทุกคนย่อมจะมีเจ้ากรรมนายเวรของตัวเองที่ติดตัวมาเรียงคิวล้างแค้นกันตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันอยู่แล้ว ยิ่งทำกรรมกับใครที่ทำให้เขาพยาบาทคุณมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มจำนวนวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรให้เยอะขึ้นไปอีก ซึ่งเจ้ากรรมนายเวรจะใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำให้คุณเกิดอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บป่วยตามสมควรที่คิดว่าควรได้รับจากการที่เคยทำร้ายเขาเหล่านั้น วิธีรับมือกับโรคเวรโรคกรรม             1.รักษาอาการตามสภาพที่เป็นอยู่เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่กับคนที่คุณรักต่อไปและเห็นโลกที่สวยงามได้นาน ๆ             2.ปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตใจเกิดความสงบ ไม่เกรงกลัวต่อความตาย และละความอาฆาตพยาบาทต่อเจ้ากรรมนายเวร ชำระล้างจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ […]
จัดการกับโรคเวรโรคกรรมอย่างไรให้เบาบางลง ข่าวรายวัน อัพเดทข่าวสด เรื่องเล่า ข่าวซุบซิบ

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me