บอกเล่า “ตัวดักฝันร้าย” ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ramswaroop1
0 0
Read Time2 Minute, 49 Second

            หลายคนคงรู้จักกับ “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher” ซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลมและภายในวงจะถูกสานถักเป็นตาข่ายด้วยเส้นด้ายหรือเชือกสีสันสดใสที่มีลวดลายแตกต่างกันออกไปโดยจะประดับตกแต่งไว้ด้วยขนนกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวยิปซีแห่งดินแดนไกลโพ้น แต่คุณก็ได้ยินเพียงแค่ชื่อหรือเคยเห็นในภาพ เคยเห็นตามร้านรวงแฟชั่นต่าง ๆ ที่วางขายเป็นแฟชั่นเท่านั้น ทว่ากลับไม่รู้เลยใช่หรือไม่ว่า “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher” มีความสำคัญอย่างไร?

จุดประสงค์การทำ “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher”

            “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher” เป็นเครื่องรางที่มีต้นกำเนิดโดยชนเผ่าพื้นเมืองของอเมริกา หรือที่เรียกกันว่า “ชนเผ่าอินเดียนแดง” โดยต้นแบบวัฒนธรรมของชาวอินเดียนแดงที่มีต่อจุดประสงค์การใช้ “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher” นั้น คือ พวกเขาตระหนักว่าเมื่อมีเด็กทารกเกิดออกมาก็มักจะเอาแต่ร้องไห้และฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ ในเวลากลางคืนจนบางคนก็ไม่สบายตัว มีอาการเจ็บป่วยตามมา เหล่าแม่ของเด็กที่เพิ่งเกิดจึงได้คิดค้นทำการถักทอ “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher”ขึ้นมาและเอาไว้ใกล้ตัวลูกโดยการห้อยซึ่งก็ทำให้เด็กหยุดร้องได้อย่างมหัศจรรย์และตื่นมาอารมณ์ดี “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher” จึงเป็นเสมือนเครื่องรางแทนความรักของแม่ที่ป้องการปกป้องลูกจากฝันร้าย ซึ่งเมื่อมีฝันร้ายหมายที่จะเข้ามา “ตัวดักฝันร้าย” ก็จะทำหน้าที่ดูดฝันร้ายให้มาอยู่ที่ตาข่ายและกรองเพื่อให้เด็กมีแต่ฝันดี

วิธีปัดเป่าสิ่งร้ายออกจาก “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher”

            “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher” มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่าต้องมีการชะล้างให้บริสุทธิ์เพื่อนำมาใช้ต่อ เพราะหากไม่ทำความสะอาดก็จะทำให้ฝันร้ายยังคงอยู่และฤทธิ์ของ“ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher”ก็จะลดลงไป การทำความสะอาดไม่ใช่เรื่องยากเพียงแค่คุณนำ“ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher”ไปวางตากแดดไว้ประมาณ 1 วัน เพราะชาวอินเดียนแดงเชื่อว่าพลังบริสุทธิ์แรงกล้าของแสงอาทิตย์ที่ศูนย์กลางเป็นพลังด้านบวกในโลกสามารถช่วยทำลายฝันร้ายที่ถูกตาข่ายดักฝันกักเก็บอยู่ให้ถูกทำลายและหายไปได้ในที่สุด

การนำ “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher” มาประยุกต์ในปัจจุบัน

            “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher” ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องรางของทุกคนที่ไม่อยากนอนฝันร้ายซึ่งแท้จริงแล้วหากไม่ใช่ของที่มาจากแม่ที่ทำให้ลูกก็จะมีพลังกำจัดฝันร้ายที่น้อยมาก เพราะพลังแท้จริงย่อมมาจากความรักของแม่ด้วยส่วนหนึ่ง แต่ผู้คนในปัจจุบันมักจะเข้าใจกันผิด ๆ และตอนนี้ผู้คนทั่วโลกก็ได้มีการนำ “ตัวดักฝันร้าย” หรือ “Dreamcatcher” มาทำขายขึ้นเองเป็นเครื่องประดับตกแต่งร่างกายและสถานที่ตามธีมงานโบฮีเมียนมากมายให้ดูมีความแปลกใหม่จนกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นไปในที่สุด

Youtube :

เรื่องน่ารู้ “กำจัดฝันร้าย ด้วยเครื่องรางดักความฝัน”【สาระสีดำจูเนียร์ by Puchi-Land #3】

รูปภาพประกอบ : Pixabay

#ตัวดักฝันร้าย #ที่ดักฝัน #Dreamcatcher

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleppy
Sleppy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

บทเพลงแห่งสันติภาพ

การต่อต้านสงครามและการแสวงหาสันติภาพเกิดขึ้นมานานมากแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มันเด่นชัดมากในสมัยสงครามเวียดนาม ศิลปินหลายคนแต่งเพลงหลายเพลงเพื่อต้องการแสดงออกถึงการรณรงค์เพื่อการต่อต้านสงครามและการเชิดชูเรื่องสันติภาพและความสงบสุข          บอบ ดีแลน เป็นอีกศิลปินที่ได้แต่งเพลงออกมาเพื่อรณรงค์ในเรื่องการต่อต้านสงครามและการแสวงหาสันติภาพอยู่หลายเพลง เพลงๆ หนึ่งที่ยังเป็นที่จดจำของคนทั้งโลกคือเพลง “ล่องลอยไปในสายลม” หรือ Blowing in the Wind          เพลงนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านสงครามและแสวงหาสันติภาพ บอบ ดีแลน แต่งเพลงนี้ไว้ในปี 1962 เนื้อเพลงว่า “ชายคนหนึ่งต้องเดินลงไปบนถนนสักกี่ครั้ง ก่อนที่คุณจะเรียกเขาว่าผู้ชาย นกพิราบขาวต้องบินแล่นไปในทะเลสักกี่ผืน ก่อนที่เธอจะนอนหลับบนผืนทราย ลูกปืนใหญ่ต้องถูกยิงอีกกี่ครั้งก่อนที่มันจะถูกห้ามยิงตลอดไป คำตอบเพื่อนของฉันกำลังล่องลอยไปในสายลม คำตอบคือล่องลอยไปในสายลม ขุนเขาจะต้องอยู่ไปอีกกี่ปีก่อนที่จะถูกชะล้างลงสู่ทะเล และคนบางคนสามารถอยู่ไปอีกกี่ปี ก่อนที่จะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ใช่แล้วคนบางคนจะหันหน้าหนีอีกกี่ครั้งและทำเป็นว่าเขาไม่เห็นไม่ได้ยิน คำตอบเพื่อนของฉันกำลังล่องลอยไปในสายลม คำตอบคือล่องลอยไปในสายลม”          เมื่อมองไปในความคิดของชาวอเมริกันสมัยเริ่มต้นสงครามเวียดนาม พวกเขาคงมีคำถามว่าทำไมเด็กหนุ่มชาวอเมริกันที่เคยมีชีวิตอยู่กับสันติภาพถึงต้องเอาชีวิตไปทิ้งในเวียดนามแผ่นดินที่อยู่ห่างจากบ้านเกิดหลายพันกิโลเมตร โดยไม่เคยมีความโกธรและความเกลียดกับคนที่รัฐบาลพยายามบอกว่าคือศัตรู  มันเหมือนกับภาพลวงตาของโลกเสรีที่ต้องการสร้างความน่ากลัวให้กับคอมมิวนิสต์เท่านั้น เมื่อมีคนถามบอบ ดีแลนเกี่ยวกับเพลงแห่งสันติภาพเพลงนี้ เขากล่าวตอบว่า       “ผมไม่มีอะไรจะพูดมากเกี่ยวกับเพลงนี้ เพราะคำตอบนั้นมันถูกพัดมาในสายลม มันไม่ได้อยู่ในหนังสือ ภาพยนตร์ รายการทีวีหรือในวงสนทนา คำตอบมันอยู่ในสายลมและมันก็ถูกพัดไปตามสายลม […]
บทเพลงแห่งสันติภาพ ข่าวรายวัน อัพเดทข่าวสด เรื่องเล่า ข่าวซุบซิบ

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me