ทำไมคำว่า “มะเรื่อง” จึงไม่ค่อยมีคนพูด?

ramswaroop1

            ในชีวิตประจำวัน คุณอาจจะเคยได้ยินคำพูดว่า “พรุ่งนี้” ซึ่งหมายถึง วันถัดไปจากวันนี้ และคำว่า “มะรืน” ซึ่งหมายถึง วันที่ถัดจากวันข้างหน้าไป แต่น่าแปลกที่ไม่ค่อยมีใครพูดคำว่า “มะเรื่อง” ซึ่งหมายถึง วันที่ถัดจากวันต่อ ๆ ไปอีก หากคุณอยากรู้ว่าเหตุใดจึงไม่ค่อยมีใครใช้คำว่า “มะเรื่อง” กัน วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัย “มะเรื่อง” เป็นคำที่ดูโบราณเมื่อฟัง             คำว่า “มะเรื่อง” เป็นศัพท์ไทยที่นิยมใช้ในสมัยโบราณซึ่งเวลานี้หากไม่ใช่คนตามแถบชนบทในอำเภอเล็ก ๆ หรือคนที่มีอายุแปดสิบปีขึ้นไปก็มักจะไม่ใช้กัน แค่ “มะรืน” ก็ทำให้บางคนเริ่มสับสนกันบ้างแล้ว และมะเรื่องก็ไม่เหมาะสำหรับนำมาใช้ในการสื่อสารยุคใหม่ที่คนไม่ชอบการคิดหาความหมายโดยนัยกันมากด้วย ยิ่งคำทับศัพท์จากชาติตะวันตกเข้ามาในประเทศไทยก็ยิ่งทำให้คำเก่า ๆ เลิกใช้สื่อสารไปมากมาย มะเรื่องจึงกลายเป็นคำที่ไม่มีตัวตนไปจากระบบการสื่อสาร “มะเรื่อง” อาจสื่อความหมายให้เข้าใจผิดได้             ด้วยในยุคปัจจุบัน คำว่า “มะเรื่อง” ไม่ค่อยมีใครใช้กัน จะเห็นคนใช้ก็น้อยมาก คนรุ่นใหม่จึงไม่รู้จักคำนี้กันและหากคุณพูดคำว่า “มะเรื่อง” กับคนอื่นก็อาจทำให้พวกเขาสับสนหรือคิดว่าคุณกำลังชวนเขาคุยเรื่องผลไม้กันก็เป็นได้ เพราะมีคำว่า “มะ” เหมือนกัน […]

คนโบราณมีวิธีคลายร้อนอย่างไร?

ramswaroop1

            แม้ในยุคสมัยโบราณนั้นอากาศจะไม่ร้อนเท่าสมัยปัจจุบันจนต้องมีเครื่องปรับอากาศติดตั้งกันหลายบ้าน แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะอดทนอยู่กันแบบเรียบง่ายได้ในทุกวันโดยไม่รู้สึกอะไรเลยนะคะ ยิ่งช่วงเดือนเมษาบ่าย ๆ แดดก็ยิ่งแรงมากขึ้น พวกเขาเองจึงต้องมีวิธีคลายร้อนตามฉบับของพวกเขาซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเผื่อใครอยากนำไปใช้บ้าง ปะแป้งทาน้ำอบเพื่อคลายร้อน             คนโบราณมีวิธีคลายร้อนที่เรียบง่ายเมื่ออยู่บ้านเรือนอย่างการปะแป้งให้รู้สึกเย็นสดชื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม หลังจากอาบน้ำหรือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นผ้าแถบหรือเสื้อกล้ามก็จะทาแป้งเต็มตัวเต็มหน้าจนขาวไปหมดเพื่อความเย็นสดชื่นและทาน้ำอบที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดให้รู้สึกสดชื่น คลายความร้อนและวิงเวียนศีรษะได้ดี ส่วนผู้ชายโบราณก็มักจะสวมแค่กางเกงหรือโสร่งตัวเดียวและทาแป้งทั่วตัวซึ่งปัจจุบันในชนบทก็ยังมีให้เราเห็นอยู่ เล่นน้ำในแม่น้ำลำคลองเพื่อคลายร้อน             การเล่นน้ำในแม่น้ำลำคลองเป็นกิจกรรมสุดสนุกสนานและคลายร้อนยอดนิยมของคนโบราณในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ที่มักออกมาเล่นน้ำกันในช่วงบ่าย 3 ที่แดดเริ่มจะร่มมากขึ้น มีการแข่งกันว่ายน้ำ เล่นน้ำไปคุยกันไป บางทีก็แข่งหายใจใต้น้ำ บางคนถือโอกาสเล่นน้ำและอาบน้ำช่วงเย็นไปด้วยในตัว เนื่องจากแม่น้ำลำคลองสมัยก่อนสะอาดกว่าสมัยนี้จึงสามารถอาบน้ำได้โดยไม่คันเนื้อตัวจากเชื้อโรคเหมือนสมัยนี้ ซึ่งใครที่อยากใช้วิธีนี้คลายร้อนในปัจจุบันก็คงต้องดูก่อนเนาะว่าแม่น้ำลำคลองคุณสะอาดพอที่จะลงเล่นได้หรือไม่ แล้วอีกอย่างคือความปลอดภัยจากน้ำลึก น้ำวน และจระเข้ที่อาจมาได้ ทำน้ำลอยดอกมะลิเพื่อคลายร้อน             สมัยก่อนคนโบราณมักจะเกิดอาการกระหายน้ำบ่อย ๆ ในวันที่มีอากาศร้อนจึงคลายร้อนและคลายความกระหายโดยทำน้ำลอยดอกมะลิที่มีความสดชื่นและหอมกลิ่นดอกมะลิในน้ำที่ดื่มทำให้ลดอาการกระหายน้ำไปได้มาก แถมหากนำน้ำใส่ในโอ่งด้วยก็ยิ่งเย็นมาก เพราะเมื่อก่อนหลายบ้านจะใช้น้ำฝนกันซึ่งเอาไปใส่ในโอ่งจะเย็นคล้ายกับเวลาเรานำไปใส่ตู้เย็นประมาณนั้นเลย คือจะเย็นกว่าน้ำทั่วไปนิด ๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะ อ๊ะ ๆ ! แต่เตือนไว้หน่อยว่าน้ำฝนสมัยนี้ไม่สามารถดื่มได้นะคะ เพราะเต็มไปด้วยสารเคมีและมลพิษที่สัมผัสโดนมากมายจึงห้ามดื่มเด็ดขาด แต่หากอยากทำน้าลอยดอกมะลิก็ให้ใช้น้ำกรองนี่ล่ะ แล้วเลือกมะลิที่บ้านของคุณปลูกเอง มั่นใจว่าไม่มียาฆ่าแมลงใด ๆ ก็จะได้ดื่มแก้กระหายคลายร้อนได้แบบคลาสสิกแล้ว             คุณสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ในการคลายร้อนได้นะคะ เพราะช่วงนี้โลกของเรามันร้อนจริง […]

กิจกรรมที่คนไทยนิยมทำในวันขึ้นปีใหม่

ramswaroop1

            เมื่อเทศกาลวันขึ้นปีใหม่มาถึง ทุกคนก็คงจะได้หยุดงานและมีเวลาส่วนตัวกับเหล่าคนที่คุณรักในการทำกิจกรรมสนุกสนานเพื่อต้อนรับปีใหม่ซึ่งเปรียบเสมือนการเริ่มต้นใหม่กับสิ่งดี ๆ ในวันแรกของปีที่มาถึงและปล่อยสิ่งเลวร้ายเก่า ๆ ให้หายไป ในต่างประเทศก็จะมีทั้งการไปจัดงานดนตรี งานอาหาร และเฉลิมฉลองในหมู่เพื่อนฝูงด้วยขนมคุกกี้ อาหารน่ารับประทานต่าง ๆ แต่สำหรับคนไทยเราจะมีความแตกต่างของการจัดงานวันขึ้นปีใหม่จากสากลไปหน่อยซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์ที่ดีและช่วยให้วันขึ้นปีใหม่มีแต่ความอิ่มเอมใจด้วย โดยกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยมีดังนี้ กิจกรรมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในวันขึ้นปีใหม่             ในช่วงเช้าตรู่ของวันขึ้นปีใหม่ไปจนถึงพระอาทิตย์ขึ้นได้เต็มดวงทำให้ท้องฟ้าแจ่มใสไม่นาน คนไทยจะมาร่วมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งในบริเวณวัดใกล้บ้านหรือตามลานกิจกรรมสาธารณะหลักของแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีพระสงฆ์หลายรูปมาเดินต่อแถวรับอาหารแห้งไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร นม อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูปจากญาติโยมใส่บาตร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทุกคนจะมากันเป็นครอบครัวใหญ่ ทำให้เป็นโอกาสอันเหมาะสมที่ญาติพี่น้องซึ่งอยู่คนละบ้านได้มาพบปะพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันด้วย กิจกรรมทำบุญฟังเทศน์ในวันขึ้นปีใหม่             หลังจากการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งช่วงเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนก็จะเข้ามากันในอุโบสถเพื่อสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดและร่วมทำบุญรับศีลรับพร ฟังเทศน์ฟังธรรมซึ่งเจ้าอาวาสจะได้สอนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรมและการปฏิบัติตนตามหลักของพุทธศาสนิกชนที่ดีในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ นอกจากคนไทยจะได้อุ่นใจแล้ว ยังมีโอกาสศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับด้วย นับเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีในวันขึ้นปีใหม่สำหรับการคิดดีทำดีอย่างถูกต้อง กิจกรรมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในครอบครัว             ในช่วงตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงกลางคืนของวันขึ้นปีใหม่ คนไทยหลายครอบครัวจะใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ในการสังสรรค์และฉลองปีใหม่ร่วมกันโดยในงานจะมีทั้งของหวานและของคาวครบ แต่ในปัจจุบันมีอาหารจากต่างชาติเข้ามาในการเฉลิมฉลองมากมายทำให้การฉลองกินเลี้ยงของแต่ละบ้านแตกต่างกัน บางครอบครัวก็กินหมูกระทะ ปิ้งบาบีคิว ชาบู และอาจมีการชักชวนเพื่อนสนิทมาร่วมร้องเพลงกันในกิจกรรมกินเลี้ยงฉลองปีใหม่ที่บ้านและจับของขวัญกันด้วยหากจัดงานอย่างเป็นทางการ             ฉะนั้นแม้การทำกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากชาติอื่น แต่บางกิจกรรมในปัจจุบันก็ได้มีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ทว่ายังคงความอบอุ่นใจในมิตรภาพอย่างคนไทยเช่นเดิม รูปภาพประกอบ : Pixabay #กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ #ขึ้นปีใหม่ไทย […]

ทำไมจึงไม่ควรกวาดบ้านในวันตรุษจีน

ramswaroop1

            หากครอบครัวของใครที่มีเชื้อสายคนจีนมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษก็คงจะเคยได้ยินคำสอนของพ่อแม่อาม่าอากงมาแต่เด็กว่า “ห้ามกวาดบ้านในวันตรุษจีน” แต่ไม่รู้ถึงสาเหตุว่าทำไมจึงมีข้อห้ามนี้ด้วยทั้งที่ก็ไม่เห็นเกี่ยวกับการทำพิธีไหว้บรรพบุรุษอะไรเลย แถมพอขัดคำสั่งเพราะบ้านไม่สะอาด บางทีก็ถูกดุเอ็ดตะโรกันเลยทีเดียว มาวันนี้เราจะอธิบายให้คุณฟังว่าทำไมจึงไม่ควรกวาดบ้านในวันตรุษจีนกัน มีความเชื่อว่า “การกวาดบ้านในวันตรุษจีนเป็นการกวาดเงินกวาดทอง”             การกวาดบ้านในวันตรุษจีนตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาของคนจีนว่ากันว่า เมื่อลูกหลานทำพิธีไหว้บรรพบุรุษและเทพที่ดูแลบ้านต่าง ๆ แล้ว เมื่อท่านเข้ามารับประทานหมูเห็ดเป็ดไก่และอาหารที่เตรียมไว้ให้เสร็จก็จะทำการให้พร คือ มีทรัพย์สินและขอให้โชคลาภเงินทองไหลมาเทมาซึ่งในวันตรุษจีน พรที่ทุกดวงวิญญาณให้แก่คนในบ้านจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากและเราก็ควรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อต้อนรับเอาโชคลาภเงินทองนั้น ๆ ให้เข้ามาได้อย่างเต็มที่ เงินทองและโชคลาภนั้นจะสถิตอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน แต่หากเราไปทำสะอาดโดยกวาดบ้านก็จะเป็นการกวาดเงินกวาดทองออกไปด้วย การกวาดบ้านในวันตรุษจีนถือเป็นภาระเหนื่อย             ในวันตรุษจีน ทุกคนในบ้านต่างก็ต้องรีบตื่นแต่เช้ามืดมาก่อนเวลา ผู้ใหญ่บางคนที่เคร่งครัดมากก็ถึงขนาดไม่ได้นอนกันเลยทีเดียวเพื่อที่จะเตรียมตัวจัดข้าวของและอาหารสำหรับไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีนซึ่งกว่าจะเตรียมของ ทำอาหาร และจัดอาหาร เรียงของต่าง ๆ มากมายจวบจนทำพิธีเสร็จก็เหนื่อยกันมามากแล้ว ผู้ใหญ่จึงอยากให้ลูกหลานได้พักผ่อนและอาจมีไปเที่ยวกันต่อเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน การปลดปล่อยภาระต่าง ๆ ในบ้านชั่วคราวรวมถึงการกวาดบ้านที่จะทำเมื่อไหร่ก็ได้จึงเป็นสิ่งที่พวกท่านห้าม การกวาดบ้านในวันตรุษจีนเป็นการเสียมารยาทต่อผู้มาเยือน             อีกกุศโลบายหนึ่งที่สันนิษฐานกันที่ว่าไม่ให้กวาดบ้านในวันตรุษจีนก็เพราะเป็นเทศกาลใหญ่ซึ่งมีญาติพี่น้องมากมายที่ไม่ได้เจอกันนานมารวมตัวกันและสังสรรค์อย่างครื้นเครง หากเราจะไปมัวแต่ทำความสะอาดอย่างการกวาดบ้านก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทอย่างมากในขณะที่มีญาติอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาซึ่งอาจมีบางมองว่าเรายังจัดบ้านไม่พร้อมสำหรับพวกเขาก็เป็นได้ รูปภาพประกอบ : Pixabay #งดกวาดบ้านในวันตรุษจีน #ข้องดวันตรุษจีน #เล่าเรื่องความเชื่อ

ความสำคัญของขนมอินเดียที่คุณควรรู้

ramswaroop1

            คุณอาจจะเคยเห็นในซีรีย์บอลลีวู้ดหรือตามหนังอินเดียที่คู่พระนางมักจะป้อนขนมอินเดียให้แก่กันหรือมีการใช้ขนมอินเดียในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งไม่สงสัยเลยว่าทำไมคนอินเดียส่วนใหญ่จึงมักมีรูปร่างใหญ่กว่าเรา เพราะประเทศอินเดียให้ความสำคัญต่อการทำขนมมาก และขนมอินเดียก็มีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีรูปร่างแปลก ๆ และมีหน้าตาน่ารับประทานแตกต่างกันไป ชักอยากรู้แล้วสิว่าขนมอินเดียมีความสำคัญต่อพวกเขามากขนาดไหนกันนะ ตามซีรีย์บอลลีวู้ดที่เราดูกันจึงต้องมีขนมอินเดียมาเข้าฉากด้วยตลอดเวลา วันนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจกัน ขนมอินเดียกับบทบาททางศาสนา             ขนมอินเดียแต่ละชนิดเกิดจากความเชื่อของเหล่าเทพศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูซึ่งเทพแต่ละองค์จะชอบรับประทานขนมของโปรดที่แตกต่างกันไป คนอินเดียจึงต้องมีการทำขนมเพื่อบูชาในโอกาสสำคัญของครอบครัวหรือตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น ขนมโมทกะลาดูและจาเลบิ ใช้บูชาพระพิฆเนศ ,ขนมดอกบัวพระแม่ลักษมี พระแม่อุมา และพระแม่สรัสวตี เป็นต้น แทนการใช้เนื้อสัตว์หรืออาหารคาวแบบประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย เมื่อทำขนมและบูชาเสร็จแล้วจึงสามารถนำขนมอินเดียที่บูชามารับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล ขนมอินเดียช่วยเสริมโชคลาภ             ขนมอินเดียมักจะทำออกมาด้วยจุดประสงค์เพื่อไหว้เทพเจ้าเป็นหลักตามโอกาสและค่อยรับประทานร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งขนมทุกอย่างที่ถวายแก่เทพเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็จะมอบโชคลาภและความสำเร็จในชีวิตให้แก่ผู้ที่ถวายผ่านทาวขนมเหล่านั้น การนำขนมอินเดียมารับประทานหลังจากถวายเสร็จจึงช่วยเสริมโชคและทำให้ความทุกข์ต่าง ๆ ในชีวิตหมดสิ้นไป ยิ่งรับประทานมากก็ยิ่งโชคดีมาก ขนมอินเดียกับสุขภาพตามค่านิยมของคนอินเดีย             ขนมอินเดียถูกทำออกมาให้มีรสหวานจัดเป็นหลักและยิ่งมีแป้งและความมันก็ยิ่งทำให้ขนมอินเดียมีความเป็นเอกลักษณ์และอร่อยมากขึ้นเท่านั้นซึ่งวัตถุดิบส่วนผสมเหล่านี้มีการสืบทอดมาแต่โบราณแล้ว คุณสามารถซื้อขนมอินเดียมารับประทานโดยจะถวายเทพก่อนหรือจะไม่ถวายเทพก็ได้ รสชาติความหวานของขนมอินเดียจะทำให้ผู้ที่รับประทานเกิดความสุขและสดชื่นเวลาขนมละลายในปาก เมื่อเครียดกับเรื่องอะไรมา ขนมอินเดียจะสามารถเยียวยาทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คุณได้ ทำให้มีสุขภาพจิตดี พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ             ด้วยเหตุนี้ขนมอินเดียจึงมีความสำคัญกับชีวิตของคนอินเดียมากเป็นอย่างยิ่งชนิดที่ว่าหากขาดไปก็เหมือนกับขาดแขนของประเทศอินเดียเลยล่ะ หากใครได้ไปเที่ยวประเทศอินเดียก็อย่าลืมไปรับประทานขนมอินเดียให้ได้เลยนะ […]

ความเชื่อของวัฒนธรรมญี่ปุ่นเกี่ยวกับ “ตุ๊กตาไล่ฝน”

ramswaroop1

            เมื่อคุณเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นก็ย่อมต้องเคยเห็นตุ๊กตาไล่ฝนสีขาวบริสุทธิ์มากมายที่ชาวญี่ปุ่นห้อยไว้ที่หลังคาหน้าบ้านหรือหน้าร้านมากมายซึ่งถูกเขียนแต่งเติมหน้าด้วยรอยยิ้มน่ารัก จนคนไทยเองก็ประทับใจและนำแนวคิดตุ๊กตาไล่ฝนนี้มาใช้ตกแต่งบ้านและร้านอาหารของตัวเองเพื่อไม่ให้มีฝนตกและมีลูกค้าหรือผู้มาเยี่ยมเยียนตามบ้านน้อยทำให้เหงา แต่รู้หรือไม่ว่าในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่คุณเห็นว่าตุ๊กตาไล่ฝนน่ารัก ๆ นั้นแท้จริงแล้วมันอาจเป็นเพียงแค่ฉากหน้าเท่านั้น ตุ๊กตาไล่ฝนคืออะไร?             ตุ๊กตาไล่ฝน หรือ เทะรุเทะรุโบซุ คือ ตุ๊กตาที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาห้อยไว้บริเวณชานบ้านหรือริมรั้วด้วยเป้าหมายสำคัญเพื่อไล่ฝนไม่ให้ตกบริเวณบ้านของตัวเอง เพราะหากฝนตกก็จะทำให้การไปทำงานหรือปฏิบัติกิจประจำวันต่าง ๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก คนญี่ปุ่นเชื่อว่าตุ๊กตาไล่ฝนจะสามารถพัดพาเอาเม็ดฝนที่ตกให้หายไปได้ด้วยชายผ้าของตุ๊กตาไล่ฝนซึ่งตุ๊กตาไล่ฝนจะใช้วัสดุกลม อาจเป็นลูกปิงปองหรือลูกบอลเล็ก ๆ นำมาห่อด้วยผ้าและมัดเป็นปมพร้อมปล่อยชายผ้าที่เหลือให้เหมือนกระโปรงปลิวไสวตามแรงลม ก่อนจะเขียนหน้าตาให้มีรอยยิ้มน่ารัก ตำนานการกำเนิดของตุ๊กตาไล่ฝน             การกำเนิดตุ๊กตาไล่ฝนตามความเชื่อของญี่ปุ่นอาจไม่ได้น่ารักเหมือนอย่างที่คุณคิด ตรงกันข้ามกับแฝงไปด้วยความน่ากลัว ซึ่งมีอยู่ 2 ตำนานด้วยกัน โดยตำนานแรกจะกล่าวถึงหมู่บ้านในยุคโบราณของญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ฝนตกไม่หยุดหย่อนจนชาวบ้านไม่สามารถทำนาหาเลี้ยงชีพได้ ในหมู่บ้านนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหน้าตาสะสวยเป็นที่พึงพอใจของชายหนุ่มทั้งหลาย จนกระทั่งมีเสียงจากเทพองค์หนึ่งได้ลงมาบอกเธอว่าหากเธอยอมพลีชีพตัวเองก็จะสามารถทำให้ฝนหยุดตกได้และผู้คนจะสามารถกลับมามีความสุขได้ดังเดิม ด้วยความที่มีจิตใจดีทำให้เธอผูกคอฆ่าตัวตายอยู่ภายในบ้าน หลังจากนั้นฝนก็หยุดตกจริงดังคำกล่าว และอีกเหตุการณ์หนึ่งที่คนญี่ปุ่นเชื่อกันเยอะก็คือ ในอดีตญี่ปุ่นฝนตกหนักมากและไม่มีทีท่าว่าจะหายจนกินระยะเวลายาวนานเกินไป โชกุนที่ได้ยินว่ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งมีอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้าจึงเดินทางไปขอให้พระรูปนั้นทำให้ฝนหยุดตกซึ่งพระรูปนั้นก็ยอมและได้มีการกำหนดวันที่ฝนจะหยุดตกหลังจากทำพิธีแก่โชกุนซึ่งโชกุนก็ได้ตั้งเงื่อนไขไว้ว่าหากพระสงฆ์รูปนั้นไม่สามารถทำตามที่บอกภายในวันดังกล่าวได้จะต้องถูกประหาร ซึ่งพอถึงกำหนดจริงฝนก็ยังคงตกลงมาดังเดิม โชกุนจึงได้สั่งประหารโดยแขวนคอพระรูปนั้นถึงแก่ชีวิต ผ่านไปไม่นานฝนก็ได้หยุดตกลง จึงกลายเป็นความเชื่อเกี่ยวกับการพลีชีพพระรูปนั้นทำให้เกิดตุ๊กตาไล่ฝนที่ไม่มีผมเหมือนพระซึ่งใช้เป็นตัวแทนพระสงฆ์รูปนั้นที่สิ้นไปแล้วเพื่อปัดเป่าฝนให้ออกไปจากบ้าน การนำตุ๊กตาไล่ฝนมาใช้ในปัจจุบัน             ตุ๊กตาไล่ฝนที่ถูกนำมาใช้ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นยังคงนำมาห้อยไว้ตามนอกบ้านของตัวเองเพื่อปัดเป่าฝน แต่ก็เริ่มมีหลายคนที่นำเอาตุ๊กตาไล่ฝนมาทำใหม่โดยใช้ผ้าหลากหลายสีสันเพื่อตกแต่งร้านอาหารและบ้านของตัวเองตามสไตล์เพื่อความน่ารัก             ทั้งนี้ แม้ว่าตุ๊กตาไล่ฝนจะน่ารักขนาดไหนแต่เมื่อเราได้รู้ถึงที่มาของตุ๊กตาไล่ฝนแล้วก็อาจจะทำให้คนไทยอย่างเราถือคติว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสมและรีบเอาออกกันเลยทีเดียว รูปภาพประกอบ : […]

ทำไมไอศกรีมตุรกีต้องกวนโอ๊ยก่อนรับ?

ramswaroop1

            คุณอาจจะคิดว่าบทความนี้แปลก ไอศกรีมอะไรจะกวนโอ๊ยได้…ก็ไอศกรีมตุรกีไงคะ หากคุณไม่รู้มาก่อนและไปสั่งซื้อก็อาจเกิดอารมณ์หงุดหงิดได้นะ แต่แท้จริงมันคือทริกเล็ก ๆ ที่ทำให้ไอศกรีมแห่งตุรกีมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่ไม่เหมือนใครโดยเมื่อคนขายทำไอศกรีมให้คุณเสร็จแล้ว เขาก็จะทำท่าเป็นยื่นให้ด้วยไม้ยาว แต่พอลูกค้าอย่างเราจะหยิบไอศกรีมนั้นก็จะไม่ถึงมือเราง่าย ๆ หรอก คนขายจะแสดงลีลาหยอกโดยให้เราหยิบไอศกรีมให้ได้เรื่อย ๆ ซึ่งบอกเลยว่าใครที่คว้าทันถึงว่าคุณเทพมาก! เพราะคนขายจะดึงไอศกรีมให้หลบหลีกจากมือคุณได้ทุกเวลาจนผ่านไปไม่กี่นาทีก็จะให้ไอศกรีมแก่คุณ ช่วงกวนโอ๊ย แต่ก็เพลินดีเหมือนกัน เราจึงอยากจะมาบอกให้คุณรู้เพื่อที่เวลาเจอไอศกรีมตุรกีจะได้เตรียมตัวไว้ก่อน แล้วเหตุใดไอศรีมตุรกีจึงต้องกวนโอ๊ยเช่นนี้ด้วยล่ะ? วันนี้เรามีคำตอบ ผู้มาซื้อไอศกรีมตุรกีต้องได้รับความสุขกลับไป             ในทุก ๆ วันเราย่อมต้องเจอกับความทุกข์มาเป็นเรื่องปกติ ซึ่งหากใครที่เจอกับความทุกข์มา แน่นอนว่าส่วนใหญ่พวกเขาก็มักจะอยากไปหาของหวานอร่อย ๆ เพื่อให้คลายความทุกข์และกลับมาสดชื่นได้ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ไอศกรีม” นั่นเอง แต่ชาวตุรกีเห็นว่าแค่ความสุขจากการรับประทานไอศกรีมหวาน ๆ คงไม่เพียงพอ เพราะเมื่อไอศกรีมหมด อารมณ์เบื่อหน่ายและความทุกข์ก็อาจจะกลับมาได้อีกเมื่อมันหายไปเพียงแค่ชั่วขณะ พวกเขาจึงได้ทำให้ไอศกรีมตุรกีเป็นตัวช่วยอารมณ์ของลูกค้ามากขึ้นโดยการแสดงลีลามือไวหลบหลีกเพื่อให้ลูกค้าได้ร่วมทำภารกิจจับไอศกรีมให้ทัน ซึ่งการร่วมเล่นพร้อมเห็นรอยยิ้มของคนขายจะทำให้อารมณ์เขาผ่อนคลายกว่าเดิมและรู้สึกว่าในชีวิตเขาสามารถมีความสุขได้ตลอดหากมาซื้อไอศกรีมตุรกี แม้จะไม่เหลือใครแต่ก็ยังมีไอศกรีมของเราเป็นเพื่อนที่ไม่มีวันเบื่อคุณนะจ๊ะ ผู้มาซื้อไอศกรีมตุรกีจะรู้สึกว่าไอศกรีมอร่อยขึ้น             การที่ลูกค้าต้องมาคอยเล่นคว้าไอศกรีมตัวเองที่หลบหลีกด้วยฝีมือคนขายกว่าจะได้มาก็ยากเย็นเหลือเกิน พอบทจะจับหมวกไอศกรีมได้ อีกฝ่ายก็ลีลาดีเอาไอศกรีมออกจากหมวกได้อีก แหม ช่างกวนได้โล่เสียจริง ฉันแพ้ทางไอศกรีมตุรกีตลอดเลย แต่สุดท้ายแม้จะหยิบได้หรือหยิบไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรคนขายเขาก็ต้องให้คุณอยู่แล้วซึ่งเมื่อรับประทานไอศกรีม คุณจะรู้สึกว่ามันอร่อยมากกว่าไอศกรีมทั่วไป […]

บันทึกภาพสังคมไทยกับพล นิกร กิมหงวน

ramswaroop1

สามเกลอ หรือ พล นิกร กิมหงวน คือนิยายแนวตลกเบาสมองของไทย ผู้แต่งนิยายสามเกลอคือปรีชา อินทรปาลิต หรือ ป.อินทรปาลิต ท่านแต่งนิยายเรื่องสามเกลอออกมาเป็นจำนวนเป็นพันตอน ไม่เคยมีใครนับเหมือนกันแม้แต่ตัวท่านเอง ใครที่เคยอ่านสามามเกลอจะอมยิ้มจนถึงขนาดหัวเราะด้วยความขบขัน แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในนิยายสามเกลอคือบันทึกภาพของสังคม    ไทยในสมัยนั้นอย่างที่ไม่เคยมีนิยายเรื่องไหนทำได้มากเท่านี้ สังคมของ พล นิกร กิมหงวน พล นิกร กิมหงวน เป็นเรื่องของชายหนุ่มสามคนที่เป็นเพื่อนเกลอกัน ครอบครัวของทั้งสามคนเป็นคนชั้นสูงในสังคมสมัยนั้น และอยู่ในฐานะเข้าขั้นเศรษฐี ทั้งสามคนจึงใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานตามคลับบาร์และมีสุราเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ พลกับนิกรเป็นลูกชายของขุนนางชั้นพระยา พลเป็นบุตรชายของเจ้าคุณประสิทธิ์นิติศาสตร์กับคุณหญิงวาด ส่วนนิกรเป็นบุตรของเจ้าคุณวิจิตรบรรณาการพี่ชายของคุณหญิงวาด พลมีภรรยาชื่อนันทาเป็นพี่สาวของนิกร พลจึงมีศักดิ์เป็นพี่เขยของนิกร นิกรมีภรรยาชื่อประไพเป็นบุตรีของเจ้าคุณปัจจนึกพินาศ ส่วนกิมหงวนเป็นลูกชายคนเดียวของเจ้าสัวกิมเบ๊ซึ่งเป็นคหบดีที่รวยที่สุดในสมัยนั้น พลกับนิกรไปเที่ยวแฮปปี้ฮอลล์และเกิดหมั่นใส้กิมหงวนที่อวดความร่ำรวยด้วยการฉีกแบงค์โชว์อันเป็นลักษณะส่วนตัวของกิมหงวนตลอดมา แต่ตอนหลังทั้งสามคนก็กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน ด้วยความร่ำรวยของ พล นิกร กิมหงวน ทำให้ทั้งสามคนไม่ต้องมีความทุกข์กับการทำมาหาเลี้ยงชีวิตและใช้ชีวิตที่สนุกสนานไปกับการเที่ยวกลางคืนและสร้างวีรกรรมที่ตลกสนุกสนาน บางครั้งก็เกินเลยไปโดยมีเจ้าคุณปัจจนึกพินาศและเจ้าแห้วคนรับใช้ของพลเป็นตัวละครสำคัญที่สร้างวีรกรรมร่วมกันกับสามเกลอโดยตลอด แต่ทั้งสามคนก็มีหน้าที่รับผิดชอบกับกิจการของตัวเองด้วย ตัวละอื่นๆที่ปรากฏในนิยายส่วนใหญ่ก็จะเป็นเครือญาติกับสามเกลอโดยมีตัวละครอื่นๆเข้ามาแทรกบ้างเพื่อให้เกิดเรื่องราวขึ้นเป็นตอนๆไป โดยมี พล นิกร กิมหงวน เป็นตัวเชื่อมโยงและสร้างความสนุกสนานขึ้นมาโดยบางครั้งก็นำสมาชิกของแต่ละครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ชีวิตของ พล […]

3 จังหวัดที่มีโอกาสเสี่ยงต่อ covid-19 มากที่สุดในประเทศไทยตอนนี้

ramswaroop1

covid-19 ถือเป็นไวรัสที่รุนแรงมากและกำลังแพร่ระบาดในหลายๆประเทศทั่วโลก ซึ่งเริ่มจากการแพร่ระบาดมาจากเมืองอู่ฮั่น ในประเทศจีนและได้มีการแพร่ระบาดมาเรื่อยๆทั่วโลก ซึ่งสถานการณ์ covid 19 ประเทศไทยวันนี้(20 ธันวาคมปี 2563) พบผู้ติดเชื้อที่จังหวัดสมุทรสาครจำนวน 548 ราย และผู้ป่วยในจังหวัดนครปฐมอีก 2 ราย พื้นที่เสี่ยงในจังหวัดราชบุรี – สุพรรณบุรี สำหรับใครที่รู้ตัวว่าตอนนี้มีอาการไข้หรือว่ามีอาการเจ็บคอก็ควรรีบไปหาหมอหรือไปพบแพทย์ด่วน เพื่อไปเช็คอากาศให้แน่ชัดว่าเป็นไข้หวัดโควิค 19 แล้ววันนี้เราจะมาบอกถึงว่าต้อง 3 จังหวัด ในประเทศไทยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติด covid-19 มากที่สุด เราจะมาดูกันว่ามันจะมีจังหวัดอะไรกันบ้างงั้นไปดูกันเลย. 1. สมุทรสาคร สมุทรสาครถือเป็นอีกหนึ่งในสามจังหวัดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิค 19 มากที่สุด เนื่องจากตอนนี้นัดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 518 ราย รายงานจากสถานการณ์ตอนเช้าเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมปี 2563 นี้ ซึ่งจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในประเทศไทยตอนนี้น่าจะเป็น กรุงเทพฯและรองลงมาก็น่าจะเป็นกรรมปริมณฑล สวนทราบว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่จังหวัดสมุทรสาคร ก็ขอให้ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่บริเวณนั้นกับตัว 14 วันและไปพบแพทย์ เพื่อรักษาดูอาการว่าเป็นโรค covid-19 […]

บิดาของอินเดีย

ramswaroop1

อินเดียเคยเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มีวัฒนธรรมและอารยธรรมมายาวนาน แต่เมื่อจักรวรรดินิยมจากยุโรปขยายอำนาจเข้ามาล่าอาณานิคมในทวีปเอเชีย อินเดียก็ตกอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 โดยตกเป็นประเทศอาณานิคมภายใต้เครือจักรภพอังกฤษ อินเดียมีผู้สำเร็จราชการคนอังกฤษเป็นผู้ปกครอง บุคคลผู้หนึ่งชื่อโมฮันดาส คาดามจันด์ คานธี เขาเกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1869 ที่เมืองบอมเบย์ เขาเกิดในครอบครัวคนชั้นสูงและได้รับการสนับสนุนในเรื่องการศึกษาโดยเขาถูกส่งไปศึกษาวิชากฏหมายที่มหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษ ขณะที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษเขาเปลี่ยนมาเป็นมังสวิรัตและเริ่มศึกษาคัมภีร์ศาสนาต่างๆ เมื่อเรียนจบกลับมาที่อินเดียเขาได้รับการว่าจ้างให้ไปทำงานด้านกฏหมายที่ประเทศอาฟริกาใต้เป็นเวลา 1 ปี ทนายความชาวอินเดียในประเทศอาฟริกาใต้ เมื่อมาถึงอาฟริกาใต้คานธีพบว่าสังคมที่นั่นเต็มไปด้วยการกีดกันทางเชื้อชาติและการเหยียดสีผิว ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกโยนลงมาจากรถไฟเพราะไปซื้อตั๋วที่นั่งชั้น 1 ที่สำรองไว้สำหรับคนผิวขาว สภาพสังคมที่อาฟริกาใต้ทำให้เขาเกิดความคิดของการประท้วงความอยุติธรรมด้วยการดื้อแพ่งโดยใช้สันติวิธีและเขาได้ตัดสินใจทำงานอยู่ในประเทศอาฟริกาใต้อยู่ถึง 21 ปี และมีส่วนร่วมในการต่อต้านการเหยียดผิวในประเทศนี้ เมื่อกลับมาที่อินเดียเขาเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดตามหลักของศาสนาฮินดู คานธีเปลี่ยนมาใส่ผ้าฝ้ายดิบสีขาวที่ทอด้วยมือและใช้ชีวิตโดยถือพรหมจรรย์เขาเริ่มรณรงค์ให้ชาวอินเดียเข้าใจถึงแนวทางการต่อต้านด้วยความจริงและสันติวิธีที่เขาได้มาจากการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอาฟริกาไต้ที่เรียกว่า”สัตยาเคราะห์” ต่อมานามต้นของคานธีจึงถูกเรียกว่า ”มหาตมะ” รณรงค์ให้ชาวอินเดียต่อต้านอังกฤษ หลังจากนั้นคานธีได้เริ่มเป็นผู้นำชาวอินเดียประท้วงกฎหมายของอังกฤษจนนำไปสู่การสังหารหมู่ที่เมืองอัทริทสาร์ที่ชาวอินเดียเสียชีวิตกว่า 400 คน รวมทั้งการต่อต้านการเกณฑ์ชาวอินเดียไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้คานธีถูกจับเข้าคุก ต่อมาอังกฤษได้ออกกฏหมายเกลือไม่ให้ชาวอินเดียทำเกลือเพื่อบริโภคและขาย คานธีจึงนำชาวอินเดียเดินรณรงค์ระยะทาง 400 กิโลเมตรเพื่อประท้วงกฏหมายดังกล่าว คานธีและชาวอินเดียจำนวนมากถูกจับจากการประท้วงกฏหมายนี้ ต่อมาคานธีได้เจรจากับอังกฤษขอให้ปล่อยตัวชาวอินเดียและยอมให้ชาวอินเดียที่อยู่ใก้ลทะเลทำเกลือเพื่อบริโภคเองได้ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คานธีรณรงค์อีกครั้งเพื่อให้อังกฤษปลดปล่อยอินเดียเป็นเหตุให้เขาถูกจับอีกครั้ง อิสรภาพของอินเดีย ปี […]

รู้ก่อนใครได้ที่นี้

http://ramswaroop.me